หากพูดถึงครอบครัวที่ลัก เราจะมองว่ามันคือ ‘ลัก’ หรือมันคือ ‘รัก’ นี่อาจจะเป็นหัวใจสำคัญของหนังเรื่องนี้ Shoplifters ที่ ‘ฮิโรคาสุ โคเรเอดะ’ ผู้กำกับเจ้าของรางวัลคานส์ปีล่าสุดต้องการตั้งคำถามให้เราค้นหาคำตอบว่า ‘สิทธิ์โดยชอบธรรมกับสิทธิ์โดยชอบใจ’ สิ่งไหนสำคัญกว่ากัน และสิ่งไหนที่เรียกว่า ‘ครอบครัว’

 

 

ชีวิตสีเทานั้นมีอะไรซ่อนอยู่ และความเทาจะพาคนกลุ่มนี้ไปสู่สิ่งไหนสองสาวแห่งบ้านพูนพิริยะ จูนจูน – พัชชา พูนพิริยะ และ จ๊ะจ๋า – แพรว พูนพิริยะ จะมาพูดคุยถึงเบื้องลึกของคำว่าครอบครัวในฉบับของพวกเธอกัน

 

  • ความรู้สึกของการเกิดและเติบโตในครอบครัวใหญ่ในฐานะลูกคนเล็กและลูกคนที่สาม

จูน: บันเทิงอ่ะ (หัวเราะ) แต่มันจะมีเฟสที่เพิ่งจะมาบันเทิงเร็วๆ นี้เมื่อก่อนตอนเด็กๆ ช่วงอายุ 15 ช่วงกำลังค้นหาตัวเอง ป๊าแม่ชวนไปงานรวมญาติ จะไม่อยากไปเลย เบื่อคนเยอะ ความวุ่นวายแต่ตอนนี้ไปดิ ไป ตลกดี

จ๋า: มีเพื่อนสนิทเป็นลูกคนเดียว เพื่อนจะบอกว่าอยู่ครอบครัวใหญ่

ไม่จำเป็นต้องมีเพื่อนก็ได้นี่ ชั้นเป็นลูกคนเดียว เธอไม่มีทางเข้าใจหรอก ซึ่งมาคิดดู เออว่ะ จริงว่ะ เอ้ะ หรือไม่ต้องมีก็ได้ (หัวเราะ)

จูน: มันเหมือนกับว่าพอเรามีปัญหาอะไรเราวิ่งเข้าหาครอบครัวเราก่อน เพราะเราเป็นครอบครัวใหญ่เหมือนเป็นเรื่องปกติ

จ๋า: เหมือนเรามีตัวช่วยหลายด้าน อาวุธครบแต่เรายังต้องการเพื่อนนะ (หัวเราะ)

จูน: ในแง่ลูกคนเล็กก็มีช่วงที่ไม่ชอบแหละ แต่พอโตมาถึงจุดหนึ่ง ก็แฮปปี้ที่มีคนเยอะเพราะเป็นคนติดครอบครัวมาก

จ๋า: เราแฮปปี้ตลอด อะไรก็ได้ ไม่มีสิทธิ์ไม่มีเสียง รู้สึกดีแฮปปี้ดี (หัวเราะ)

 

  • สิ่งที่พ่อแม่สอน กับสิ่งที่พ่อแม่ทำให้เห็น อันไหนได้รับการซึมซับมากกว่ากัน

จ๋า: อันนี้ตอบง่ายมากเลยอ่ะ ทำให้เห็น คือเรายิ่งแก่จะยิ่งรู้สึกเหมือนแม่ มันจะมีอารมณ์แบบ ‘เดี๋ยวๆ แม่มาละ ต้องหยุดละ’

จูน: ยิ่งแก่ยิ่งเหมือนป๊าเหมือนกัน เป็นไม่รู้ตัว แต่ตอนแรกคิดว่าสิ่งที่เค้าทำให้ดูแต่สิ่งที่เค้าสอนก็ค่อนข้างสอดคล้องกับสิ่งที่เค้าเป็นและเค้าทำให้ดูจริงๆ มันไม่ได้ห่างกันมาก

จ๋า: เพราะว่าบางทีคำสอนก็หล่อหลอมมาจากเค้า ทำให้เค้าเป็นเค้า แล้วเค้าก็เป็นตัวอย่างให้เราด้วย ยิ่งพอเรามีลูก ยิ่งรู้เลยว่าการกระทำของคนมันสำคัญกว่าคำสอนมาก

 

  • ผูกพันกับตัวละครไหน หรือฉากไหน

จ๋า: คุณแม่คนนั้นอ่ะ ไม่ใช่คุณยายนะ (Nobuyo Shibata รับบทโดย Sakura Ando ) มีสองฉากที่เราดูแล้วร้องไห้เลย

จูน: เออใช่ แกร้องไห้

จ๋า: ฉากแรกที่ตัดผมให้เด็ก (Yuri รับบทโดย Miyu Sasaki) แล้วฉากที่เข้ามากอด เรารู้สึกว่าการตัดผมให้เด็ก สำหรับเรามันคือการเปลี่ยนเป็นหนึ่งชีวิตใหม่ และเราเชื่อในการกอดของคนมาก รู้สึกว่าคนนี้เล่นดีมาก เราเห็นเค้าแล้วรู้สึกว่าอารมณ์มันออกมาเลยอ่ะ ร้องไห้เลยนะฉากนั้น เค้าอยากเลี้ยงเด็กคนนี้จริงๆ จริงๆ แล้วคำว่าครอบครัวมันแค่นี้เอง การที่เราอยากจะฟูมฟักใครคนหนึ่งหรืออยากจะเกลาใครคนหนึ่ง ซึ่งตัวละครตัวนี้เลือกที่จะตัดผมเด็กแล้วก็กอดเค้าไว้อ่ะ สำหรับเรามันคือการเกิดใหม่ของอีกชีวิตหนึ่งแล้วอ่ะ เค้าเกิดใหม่ที่เค้าเปลี่ยนเป็นอีกคน และได้รับความรักเหมือนเด็กแรกเกิดอีกครั้ง เราร้องไห้เลย แล้วเธออ่ะ

จูน: ยากอ่ะ เป็นเด็กได้มั้ยอ่ะ เด็กที่โดนตัดผม รู้สึกไม่ Relate กับใครเลยอ่ะ (หัวเราะ) หรือตอบว่าเป็นเหมือนแม่ แม่จริงๆ ของเด็กอ่ะ ที่บอกว่า เดี๋ยวแม่จะซื้อชุดสวยๆ ให้นะ แล้วก็หันมายิ้ม (หัวเราะ) แต่ตอบไม่ได้อ่ะ ไม่รู้จริงๆ

 

  • ความรู้สึกของการเป็นลูกแล้วต้องมาเป็นแม่ ความรู้สึกแตกต่างกันมั้ย

จ๋า: มันจะไม่มีจุดหักเหนะ แต่มันจะมาเอง ไอ้ความรู้สึกที่แบบโห พ่อแม่รักลูก อะไรแบบเนี้ย มันจะไม่เป็นเบอร์นั้น แต่มันจะเป็นแบบนั้นจริงๆ เราจะรู้สึกว่าเราจะยอมเสียสละอะไรก็แล้วแต่ในชีวิตเรา เพื่อให้อีกคนสำคัญเป็นอันดับหนึ่งได้ในทุกๆ สถานการณ์ ไม่ว่าจะชีวิตประจำวัน การกินข้าว หรือการช้อปปิ้ง ทุกคนจะบอกว่า เดี๋ยวมีลูกก็จะหยุดช้อป แต่ก่อนเป็นคนซื้อของเก่งมาก และทุกวันนี้ก็เป็นแบบนั้นจริงๆ โดยที่เราไม่ได้รู้สึกทรมาน มันเป็นไปโดยธรรมชาติ หรือการที่เราไปเที่ยวต่างจังหวัด เมื่อก่อนต้องเตรียมชุดนู้นนี้ เดี๋ยวนี้เราพร้อมที่จะไปแค่กางเกงยีนส์สองตัวและเสื้อยืดเปลี่ยนไปได้เรื่อยๆ แม้ว่าเราจะเตรียมชุดไปเยอะขนาดไหน เราก็จะได้ใส่แค่กางเกงยีนส์ขาสั้นกับเสื้อยืด

จูน: ทำไมดูอัดอึดเรื่องนี้

จ๋า: เราไม่ได้แต่งตัว เราไม่ได้แต่งหน้า เราไม่ได้เล่นน้ำ เราไม่ได้ทำอะไรเลย เตรียมชุดว่ายน้ำไปสามชุดแต่ได้ใส่ชุดเดียว แต่นั่นก็เป็นความสุขนะ พอเป็นลูกเราก็ทำให้ได้อ่ะ

 

  • จากในหนัง การเอาของคนอื่นมาดูแล มาให้ความรัก มองว่ามันเป็นการขโมยหรือไม่

จูน: ทำไมเรารู้สึกว่าเป็นอ่ะ

จ๋า: เคยมีคนถามเราว่า ระหว่างแม่ที่ให้กำเนิดกับแม่ที่เลี้ยงดู ควรจะเลือกใคร

จูน: ถ้าเป็นสิ่งของใดๆ เราจะตอบว่านั่นเป็นการขโมย แต่ถ้าเป็นคน เป็นแม่ลูก มีความสัมพันธ์บางอย่างมันตอบไม่ได้อ่ะ

จ๋า: คืออย่างหนึ่งที่เราเชื่อว่าความเป็นแม่ลูกต่อให้ไม่ได้เลี้ยงมามันจะมีสายสัมพันธ์อยู่โดยธรรมชาติ แต่ก็จะรู้สึกว่า ถ้ามีคนๆ หนึ่งที่สามารถเลี้ยงเด็กคนหนึ่งที่ไม่ใช่ลูก แต่รักเหมือนลูก ดูแลได้ดีเหมือนคนเป็นแม่จริงๆ เราจะรู้สึกเคารพและศรัทธาคนๆ นั้นมากเลยนะ เพราะเรารู้สึกว่าในการที่จะดูแลเอาใจใส่ ฟูมฟักคนๆ หนึ่งมันเป็นพลังทุกอย่างเลยนะ มันคือพาร์ทหนึ่งของความรับผิดชอบซึ่งทุกอย่างจะต้องถูกทำมาจากอินเนอร์ เรารู้สึกว่าคนๆ นี้ควรจะได้รับการยกย่อง

จูน: และควรได้รับการยกเว้นจากการกระทำผิด

จ๋า: แต่ว่าพอมันเป็นเรื่องแบบนี้ก็พูดยาก

จูน: มันเซนซิทีฟมาก มันเทามาก

จ๋า: คงต้องใช้หลายๆ อย่างมาประกอบกัน ให้ศาลตัดสินละกัน (หัวเราะ)

 

  • ถ้าคนเราสามารถเลือกครอบครัวเองได้ อยากมีครอบครัวแบบไหน

จูน: I wouldn’t change a things อ่ะ honestly

จ๋า: เปลี่ยนอย่างเดียวเลย ไม่เอาน้องได้มั้ย

จูน: พูดจริงเหรอ

จ๋า: ไม่จริง

จูน: ตอนที่แกตอบว่า การมีเค้าสำคัญเป็นอันดับหนึ่ง ชั้นแอบคิดว่าชั้นเคยอยู่จุดนั้นของแกรึเปล่า ชั้นเคยรู้สึกว่าชั้นเคยอยู่จุดนั้น มีช่วงหนึ่งที่จ๊ะรักมาก รักเหมือนลูก

จ๋า: ใช่ๆ ทุกคนพูดว่า เหมือนจ๋าเลี้ยงจูนเป็นลูก ตอนเราอยู่ม.ปลาย จูนอยู่ประถม จูนจะวิ่งมาที่ห้องทุกวัน เป็นเด็กประถมคนเดียวที่วิ่งขึ้นมาในชั้นมัธยม ทุกคนก็จะพูดว่ามาอีกแล้ว เพื่อนเราทุกคนรู้จักจูนเราเลยรู้สึกว่าเหมือนเราเลี้ยงจูนมาเป็นลูกเบอร์นั้นเลย

จูน: เมื่อกี้พูดเรื่องอะไรนะ อ๋อ จะไม่เปลี่ยน เพราะครอบครัวเป็นเรื่องที่เราภูมิใจมากเลยอ่ะ เป็นเรื่องหนึ่งที่เราภูมิใจในชีวิต เทียบเท่าการทำความสำเร็จอื่นๆ ภูมิใจที่จะบอกว่านี่ครอบครัวเรา ภูมิใจที่จะบอกว่าเรามีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นขนาดนี้ เป็นเรื่องหนึ่งที่เราบอกตัวเองทุกวันว่าเราเป็นคนโชคดีมากคนหนึ่ง เพราะครอบครัวเราดีมากในทุกๆ ด้าน ไม่ได้บอกว่าไม่ทะเลาะกันนะ ทะเลาะกันประจำ แต่แบบมันดีมาก

จ๋า: ใช่ๆ จูนพูดทุกอย่างละ จบ ตามนั้นแหละค่ะ

 

  • มองภาพตัวเองในอีก 10 ปีข้างหน้าไว้อย่างไร

จ๋า: ก็เป็นอย่างนี้แหละ

จูน: แต่งงานมีลูก

จ๋า: ก็เป็นอย่างนี้แหละ แต่อาจจะ.. ไม่อ่ะ ก็ตามนี้แหละ

จูน: ไม่มีอะไรเปลี่ยนเลยเหรอ

จ๋า: รวยขึ้นมั้ง (มองไปทางเคน)

จูน: แต่กับหนู อีกสิบปีข้างหน้าคงมีลูก วัยนั้นต้องมีแล้วแหละ และคงทำงานหนักมากรู้สึกว่าจะเป็นช่วงชีวิตที่ต้องจริงจังกว่าเดิม

จ๋า: อีกสิบปีเธอก็จะเท่าชั้นตอนนี้

จูน: ใช่ และแกก็ดูจริงจังกับชีวิตอยู่นี่ อาจจะต้องหาอะไรที่เป็นรูปเป็นร่าง ต้องหาความมั่นคงตลอดเวลาต้องเป็นตัวอย่างที่ดีให้ลูกต้องสร้างอนาคต ต้องปูพื้นฐานให้ลูกจนกว่าลูกจะเรียนจบจนเรียนต่อ

จ๋า: ถ้าอีกสิบปีชั้นก็จะสบายแล้ว พอลูกโตแล้ว ชั้นก็จะไปเที่ยว

จูน: อาจจะหนีไปเที่ยวกับแกบ้าง

จ๋า: แต่ก็คิดว่าก็คงอยู่กันแบบนี้แหละ…

 

Text : Jularat Hanrungroj

Photography : Kong Pantumachinda

Retouching : Nutcha Harnpukdipatima

 

 

At the heart of Shoplifters, Kore-eda Kirokazu’s latest film, is the interplay between love and theft. Osamu Shibata (Lily Franky) leads a family of crooks with a long history of shoplifting, theft, fraud, and money extortion. One night on his illegal outing, he abducts a four-year-old Yuki (Jyo Kairi) from her parents and brings to his poverty-stricken home. Depicting a lower-class family united by small-time crimes and genuine love for

one another, the film raises questions about family, happiness and deviousness against the backdrop of the rigid, law-abiding city of Tokyo. Shoplifters won the Palme d’Or at the 2018 Cannes Film Festival.

 

In this issue of the Jam Mag, we talk to actress, DJ and columnist, Patcha Poonpiriya and her sister Praew Poonpiriya about family life and their take on Shoplifters.

 

  • Between telling and showing, which method do you think is the most effective way for parents to teach their child?

Praew: Definitely showing.

Patcha: I think what our parents told us and what they showed us were very similar. A lot of what they told us was actually what they practiced themselves.

Praew: Now that I have a child of my own, I believe even more strongly that people’s actions speak louder than words.

 

  • Which character or which part of the film do you feel you can most identify with?

Praew: I can relate to the mother [Nobuyo Shibata played by Sakura Ando]. There’re a couple of scenes from her that made me shed some tears.

Patcha: You were crying, weren’t you?

Praew: One scene was when the mother cut the hair of Yuki and hugged her. Personally I believe the action of cutting hair symbolizes the beginning of a new life, and I also believe in the power of hugging. The mother’s

performance was so convincing that I could relate to what she was feeling – how much she really wanted to take care of this child. So just like that …I cried. And that’s pretty much the definition of the word ‘family,” isn’t it? It’s the desire to protect and provide for someone you love.

 

  • In the film, the family secretly took someone’s child as their own. Despite giving the child the best love and care they could provide, do you think it was stealing?

Patcha: I kinda feel it was. I guess if what we’re talking about is an object, then I’d say it’s stealing. But it’s much more complicated when you’re talking about humans and their relationship with each other.

Praew: I do believe that the mother-daughter connection can’t be severed. There’s a natural bond between them. But at the same time, if there’s someone else who’s willing to raise that child, and loves that child like her own, then I’d have so much respect and admiration for her.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s