“Film is like a battleground. There’s love,

hate, action, violence, death… in

one word: emotion.”

Samuel Fuller

 

 

เมื่อเอ่ยถึง Jean-Luc Godard บุคคลทั่วไป ถ้าไม่ขยาดคงส่ายหัว ใครหว่า? แต่สำหรับคอหนังหรือคนในวงการ คือชื่อผู้กำกับสัญชาติฝรั่งเศสระดับตำนาน ได้รับการยกย่องสรรเสริญ บ้างเรียกศาสดาเพราะจากเคยเป็นนักวิจารณ์นิตยสาร Cahiers du Cinéma เมื่อผันตัวมาสร้างภาพยนตร์ กล้านำทุกสิ่งที่เคยด่ากราดเขียนบ่นมาถ่ายทอดนำเสนอด้วยมุมมองใหม่ให้โลกตกตะลึง

 

ผลงานลำดับที่สิบ Pierrot le Fou (1965) แปลว่า ‘Pierrot คนคลั่ง’ เรื่องราวของชายหนุ่ม Pierrot (จริงๆ ชื่อ Ferdinand) แต่งงานแล้วมีลูกสาววัยกำลังน่ารัก วันหนึ่งพบเจอถ่านไฟเก่า Marianne แค่เพียงสบตาก็ทำให้เปลวเพลิงคุกรุ่น ก่ออาชญากรรม ขโมยรถ ฆ่าคนตาย หลบแก๊งมาเฟีย หนีไปมอดไหม้ด้วยกันจากกรุงปารีสสู่โกตดาซูร์ (เฟรนช์ริวีเอรา) ดับกระหายคลายร้อนว่ายน้ำในทะเลเมดิเตอร์เรเนียน แต่แล้วไม่นานหญิงสาวเริ่มออกอาการเบื่อหน่าย ต้องการเสาะแสวงหาบางสิ่งสดชื่นรื่นเริงรมย์กว่า ร่ำโดยไม่บอกกล่าวลา หลายเดือนปีผ่านไปหวนกลับมาพบเจออีกครั้งดูแล้วครานี้เธอคงไม่ได้มาดีอีกแน่

 

Pierrot-Marianne ถือเป็นสองฝั่งขั้วตรงข้าม สวมเสื้อลายตรงกับชุดลายขวาง ชื่นชอบนามธรรมจับต้องไม่ได้ หลงใหลรูปธรรมสิ่งของวัตถุ แรกๆ พวกเขาต่างเติมเต็มด้วยเป้าหมายเดียวกัน แต่นานวันเมื่อไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ ก็ไม่หลงเหลืออะไรให้ใคร่ค้นหาหนึ่งสุขแล้วกับความพอเพียง สองดิ้นพล่านโหยหาสุขสำราญ พาลให้สุดท้ายต้องจำจาก ทิ้งรอยบากไว้เป็นบาดแผลหัวใจ Godard อธิบายความตั้งใจของ Pierrot le Fou ต้องการสร้างสิ่งที่เรียกว่า ‘ชีวิต’ ให้บังเกิดขึ้นมา เปรียบเทียบกับมนุษย์คงหมายถึงการมีร่างกายและจิตใจ เนื้อหนังสื่อถึงภาพเคลื่อนไหว เสียงที่ได้ยิน เรื่องราวเหตุการณ์ดำเนินไป รวมถึงองค์ประกอบสื่อสารของภาษาภาพยนตร์ ส่วนเนื้อในจับต้องด้วยสัมผัสทางอารมณ์ และปฏิกิริยาโต้ตอบความรู้สึก

 

หนึ่งในวิธีสร้างสรรค์ ’อารมณ์’ ดำเนินเรื่องด้วยศิลปะสไตล์ ‘ป๊อปอาร์ต’ รูปแบบนิยมใหม่ที่เพิ่งถือกำเนิดขึ้นในทศวรรษ 60’s ด้วยแนวคิดกระตุ้นให้ผู้ชมเกิดความรู้สึกตื่นเต้นอย่างฉับพลัน พบเห็นเริ่มตั้งแต่ปรากฏขึ้นชื่อหนังไล่เรียงลำดับตามตัวอักษร, อยู่ดีๆ ภาพกลายเป็นโมโนโทน ด้วยเฉดสีน้ำเงิน-ขาว-แดง (ธงไตรรงค์ฝรั่งเศส), ตัวละครเดินเข้าไปปาเค้กตัดเปลี่ยนภาพพลุกำลังปะทุระเบิด, ภาพวาดงานศิลปะหน้าคนสลับไปมาพร้อมเสียงพูดคุยสนทนา, บทเพลงบรรเลงอยู่ดีๆ เงียบหาย สักแปปดังขึ้นใหม่

 

เราสามารถไล่เรียงอารมณ์อันแปรปรวนของ Pierrot เริ่มต้นจากความเบื่อหน่ายในชีวิต สนุกสุขสำราญกับอดีตคนรัก ถึงปลายขอบฟ้าอิ่มเอมพึงพอใจสูงสุด เมื่อพลัดพรากแยกจากรวดร้าวทุกข์ทรมานหวนกลับมาพบเจอความขุ่นข้องหม่นหมอง ถูกทรยศหักหลังอีกครั้งอึดอัดอั้นเจ็บแค้น และเมื่อชีวิตว่างเปล่าไม่หลงเหลืออะไรก็หมดอาลัยในทุกสิ่ง

 

การแต่งแต้มทาหน้าสีน้ำเงินของ Pierrot คือสภาวะหมดสิ้นทางความรู้สึก จากเคยมีอารมณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมาย วินาทีนั้นไม่หลงเหลืออะไรอีกแล้วภายใน ชีวิตที่ว่างเปล่าถือว่าไร้ซึ่งตัวตน นำระเบิดไดนาไมด์พันรอบศีรษะ ตั้งใจจุดระเบิดทำลายใบหน้ารูปลักษณ์ แต่สักพักครุ่นคิดได้ว่าเป็นเรื่องโง่เขลา แต่ก็เบาปัญญาแก้ไขอะไรได้อีกต่อไป

 

ด้วยเรื่องราวตีแผ่ด้านมืดภายในจิตใจมนุษย์ ทุกฉากมี Pierrot ปรากฏอยู่ และงานภาพสะท้อนอารมณ์ความรู้สึกของตัวละครแม้จะด้วยเฉดสีสันแต่สามารถเรียกว่านัวร์ นั่นทำให้ Pierrot le Fou ได้รับการกล่าวถึงเป็น หนังนัวร์ภาพสีเรื่องแรกของโลก!

 

Text : Raremeat.blog

Image : Letterboxd.com

 

The name Jean-Luc Godard might not mean anything

to the average Janes and Joes. But for cinema

enthusiasts, he is a legendary film director who

ended his own career as a film critic and turned to

film making as if to actively amend the cinematic

errors he had criticized.

 

His 10th feature film Pierrot le Fou (1965) is the story of Ferdinand “Pierrot” Griffon, a married young man and father of a little girl. Disenchanted with his life, he runs away with former lover Marianne. Their reunion leads to a traveling crime spree involving gangsters, car theft and vandalism. They settle in Côte d’Azur until their relationship becomes strained and they are separated. Ironically, their subsequent reunion leads to nothing but betrayal and death.

 

Stylistically, Godard evokes curiosity among the

audience with his reference to the Pop art movement of the 1960’s. This is seen, for instance, at the beginning of the film, when random letters gradually appear in alphabetical order to finally form the title of the movie. The shot finishes in monotonous red, white and blue that reminds us of the French national flag. This follows by a hiccup of random visual and audio snippets –

fireworks, paintings, people engaging in conversations,

music stopping and resuming, all of which form a collage as tempestuous as the emotional state of the protagonist.

 

Toward the end of the film, Pierrot paints his whole

face blue as a symbol of emotional withdrawal following

a whirlwind of emptiness, romance, separation,

suffering and betrayal. To feel nothing is to stop being. So he decides to take his own life, attaching dynamites to his forehead, only to realize that what he’s attempting is foolish, useless and hopeless just the same. Yet any attempt to stop is simply too late.

 

Unfolding the dark side of the human psyche, Pierrot le Fou is Godard’s vibrant interpretation of what goes on inside our mind: a work of master which deserves the label as the world’s first film noir in color.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s