“Once you come to dine here,

it’s imperative that you

order the Peking duck.”

 

 

เปิดประสบการณ์ความเป็ด (ปักกิ่ง) ใน “ห้องอาหารจีนสกาลา” กับบรรยากาศหลงยุคสุดคลาสสิกไม่เหมือนใครใจกลางกรุงเทพฯ แต่เต็มไปด้วยความปราณีต

ระดับโรงแรม ที่ไม่ว่ารุ่นใหญ่หรือรุ่นใหม่ก็ต้องมาลองสักครั้ง

 

ในช่วงที่เหล่าโรงภาพยนตร์ในเครือเอเพ็กซ์นั้นมีความสุ่มเสี่ยงว่าจะโดนปิดตัว เริ่มมาตั้งแต่โรงหนังสยามที่ถูกไฟไหม้ ตามด้วยโรงหนังลิโด้ที่ถูกปิดไปด้วยวาระหมดสัญญากับสำนักงานจัดการทรัพย์สินจุฬาฯ เมื่อช่วงกลางปีที่ผ่านมา แต่ยังโชคดีที่ข่าวการปิดตัวของโรงหนังสกาลายังถูกเลื่อนออกไปก่อน ต่อลมหายใจให้คนรุ่นใหม่ยังได้รับประสบการณ์การชมภาพยนตร์ในแบบสแตนด์อโลน ชื่นชมการออกแบบสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมต่างๆ ได้อย่างสวยงาม จนสื่อต่างๆ ร่วมกันยกย่องให้เป็นหนึ่งในโรงภาพยนตร์ที่สวยที่สุดของโลก

 

แต่พักสายตาจากความสวยงามสุดคลาสสิกของโรงหนังสกาลาสักนิด และแง้มบานประตูสีแดงใต้บันไดใหญ่เข้าไป เราจะพบกับขุมทรัพย์ข้ามเวลา ที่เหมือนพาเราวาร์ปข้ามไปสู่ยุคคุณแม่ยังสาว คุณพ่อยังเฟี้ยว กับ “ห้องอาหารจีนสกาลา” ซึ่งปัจจุบันนี้ อยู่ภายใต้การดูแลของผู้จัดการหน้าใหม่แต่มือเก๋า “คุณสุริยนต์ โคตรสิริ” ที่มาสานต่อความเนี้ยบรักษามาตรฐานให้สมเป็นห้องอาหารครอบครัวที่กินมาตั้งแต่รุ่นอาม่า จนถึงรุ่นลูกในทุกวันนี้

 

หากจะย้อนถึงอดีตที่มาของห้องอาหารจีน สกาลา นี้ คงต้องกลับไปถึงตอนบุกเบิกเขตสยามที่ครอบครัว “ตันสัจจา” เข้ามาตั้งโรงหนังในช่วงที่สยามแดนวัยรุ่น ยังเป็นแค่ชุมชนแออัดคั่นด้วยสวนฝรั่ง โดยทยอยเปิดเริ่มจากโรงหนังสยาม (พ.ศ. 2509) ไล่มาสู่ลิโด้ (พ.ศ. 2511) และสกาลาในช่วง พ.ศ. 2512 ในส่วนของโรงหนังสกาลาเองนั้นก็เคยพ่วงตำแหน่งไนท์คลับด้วย ก่อนที่จะถูกปรับเปลี่ยนให้กลายมาเป็นห้องอาหารจีนอย่างทุกวันนี้

 

“ห้องอาหารนี้เคยเป็นไนท์คลับมาก่อน สังเกตได้จากพื้นที่ภายใน ที่การออกแบบทุกอย่างไม่ว่าจะห้องไหนหรือแม้กระทั่งประตูทางเข้า ถ้าสังเกตดีๆ มันจะเป็นหัวสิงโต และอย่างห้องตรงกลางก็จะเห็นว่ามันเป็นเวที ก็เคยมีโชว์การแสดงมาก่อน แต่พอระยะหลังคุณนงนุช (เจ้าของโรงหนังเครือเอเพ็กซ์และสวนนงนุชที่พัทยา) ก็ได้เปิดร้านอาหารในธุรกิจอื่นๆ จนมีชื่อมาเรื่อยๆ ที่นี่เองก็อยู่ในย่านธุรกิจ สุดท้ายก็เลยได้เปลี่ยนจากไนท์คลับกลายมาเป็นห้องอาหารจีน ปัจจุบันนี้ยังมีการเรียกชื่ออิงจากความเป็นไนท์คลับอยู่นะ เค้าก็จะเรียกโซนนี้กันว่า NC มันมาจากไนท์คลับน่ะแหละ” คุณสุริยนต์ โคตรสิริ ผู้จัดการห้องอาหารจีนสกาลาอธิบายถึงอดีตของห้องอาหารนี้

 

และก็เป็นจริงอย่างที่คุณสุริยนต์กล่าวไว้ เพียงแค่ก้าวผ่านประตูห้องอาหารเข้ามา เราก็จะพบกับบรรยากาศย้อนยุค เหมือนสมัยวัยหนุ่มสาวของคุณพ่อคุณแม่ ไล่ตั้งแต่การปูพรมแดงตลอดตัดด้วยลวดลายปูนปั้นผนังในสไตล์ต่างๆ เพื่อเป็นเอกลักษณ์ของแต่ละโซน มีทั้งแบบบาหลี ไปจนถึงแบบกรีกโรมัน เดินลัดเลาะมาเรื่อยๆ ก็จะพบกับโถงใหญ่ที่มีโคมไฟระย้าห้อยอย่างสง่าอยู่ตรงหน้าเวที จินตนาการตามแล้วก็นึกถึงโชว์ร้องเพลงไม่ก็การแสดงต่างๆ ตามยุคสมัย ปัจจุบันการแสดงเหล่านั้นไม่มีแล้วพื้นที่จึงกลายเป็นโต๊ะอาหารทั้งทรงกลมและเหลี่ยม ปูด้วยผ้าขาวอย่างเนี้ยบกริบ และเก้าอี้บุผ้าสีต่างๆ แยกกันไปตามโซนเพิ่มความแกรนด์ให้กับห้องอาหาร ปิดท้ายด้วยห้องส่วนตัวขนาดใหญ่สไตล์โรมันซ่อนตัวอยู่ข้างในสุด ที่มีเวทีคาราโอเกะย่อมๆ (แนะนำให้องมองเพดานด้วย จะเห็นถึงอดีตความไนท์คลับอยู่ที่ไฟหลอดเล็กๆ และกระจก ที่น่าจะมีไว้เพื่อสะท้อนฟลอร์เต้นรำ ถึงแม้ไฟนี้จะไม่ทำงานแล้ว แต่ก็ยังให้ความสวยงามของยุค 60’s ได้อย่างดี)

 

ถึงจะมีอายุมานาน หลายๆ คนอาจยังเข้าใจผิดกับร้านอาหารอื่นที่ใช้ชื่อซ้ำกัน ทั้งที่เยาวราชและก็สยามเอง แต่ขอบอกไว้ก่อนเลยว่า เป็ดปักกิ่งแบบนี้ มีที่ร้านนี้ร้านเดียวและเป็นสาขาเดียวเท่านั้น ชื่ออื่นที่ซ้ำกันก็ไม่ได้มีข้อเกี่ยวข้องใดๆ เลย

 

“ส่วนตรงนี้เริ่มต้นมาพร้อมกับโรงหนังเลย ที่นี่เจ้าของเดียวกันกับสวนนงนุชและโรงหนัง และมีร้านอาหารอีกในกรุงเทพฯ ก็ฝั่งตรงข้าม “มารีน่า ฮ่องกง” และ “มาเรีย เรสเตอรองท์” อยู่ตรงถนนดินสอ ร้านอื่นๆ ที่ใช้ชื่อคล้ายๆ กันนั้นไม่ใช่ ของเรามีสาขาเดียวและที่นี่ที่เดียวเท่านั้น”

 

เพราะอะไร “ห้องอาหารจีน สกาลา” ถึงอยู่ยืนคู่สยามมาได้เนิ่นนานขนาดนี้ หนึ่งเลยคงต้องยกให้เรื่องของอาหารที่เป็นเอกลักษณ์นับจากวันที่ผันตัวจากผับสุดฮิป ที่นี่ขึ้นชื่ออย่างมากต้อง “เป็ดปักกิ่ง” จนคุณสุริยนต์ถึงกับพูดว่า “ถ้าไม่ได้มากินเป็ดปักกิ่งสไตล์เซี่ยงไฮ้ที่ห้องอาหารจีนสกาลา แสดงว่าคุณยังมาไม่ถึงร้านจริง” เป็ดที่เพิ่งย่างจะถูกนำมาแล่หนังให้เห็นถึงโต๊ะเรียกเสียงฮือฮาได้อย่างมากโข ยังไม่นับผลงานหลังบ้านการทำเป็ดปักกิ่งเสิร์ฟใหม่ทุกออเดอร์ ก่อนจะนำออกมาเสิร์ฟ คู่กับแผ่นแป้งนุ่มๆ น้ำจิ้มดำหนืดกำลังงาม และผักเครื่องเคียงที่วางไว้อย่างน่าทาน ส่วนเนื้อเป็ดก็ยังเอาไปทำได้อีกสารพัดอย่าง ทั้งเมี่ยง ผัดคะน้า ผัดกระเทียม ล้วนน่าทานเรียกเสียงท้องร้องโครกครากกันถ้วนหน้า

 

ถึงแม้ร้านอาหารจะมีอายุ แต่ความนิยมก็ยังอยู่ในระดับที่ไม่ได้ลดน้อยลง ส่วนมากจะเป็นลูกค้าขาประจำที่ติดใจมากันตั้งแต่สมัยก่อน จนเดี๋ยวนี้พาลูกหลาน ลามให้ติดใจกันทั้งครอบครัวกลายเป็นห้องอาหารที่ครอบครัวทั้งหลายชอบมาทานกันในช่วงเวลาพิเศษต่างๆ

 

“จากที่ได้เห็น ฐานลูกค้าเดิมของเราซะมาก อยู่ในวัยที่มากันตั้งแต่ 30-40 ปีที่แล้ว ช่วงนี้ก็น่าจะ 60 ขึ้นกันแล้วแหละ เค้าก็ยังมาใช้บริการจากเรา เพราะว่าเค้าชอบในเรื่องสถานที่ อาหารก็ด้วยอย่างวันแม่เนี่ย เป็ดปักกิ่งออกเสิร์ฟประมาณ 300 กว่าตัวเลย ลูกค้าต่างชาติเราก็มี บางคนมาซ้ำเพราะเคยมีคนไทยพามา แต่บางคนก็ดูจากในอินเทอร์เน็ต หลายๆ คนก็ติดใจทั้งรสชาติเป็ดปักกิ่งและบริการของเรา”

 

ด้วยข่าวคราวหนาหู ถึงกาลอวสานโรงหนังเครือ เอเพ็กซ์ ที่เป็นกระแสอย่างมากเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา รวมถึงการปิดตัวไปของโรงหนังลิโด้เอง ก็ก่อให้เกิดหลากคำถามถึงร้านอาหารจีนสกาลาต่อสภาวะสั่นคลอนอันเป็นผลกระทบจากข่าวเหล่านั้น

 

“ถ้าถามว่ากังวลเรื่องจะปิดมั้ย ผมไม่กังวลนะ ช่วงนี้มันก็มีข่าวว่าที่ตรงนี้กำลังจะหมดสัญญา แต่มันเป็นธุรกิจครอบครัวจากแม่ส่งถึงลูก ท่านก็ต้องรักษา อะไรที่แม่สร้างขึ้นมาให้แล้ว รุ่นลูกของท่านก็สืบสานงานนี้ต่อไป ถึงตัวโรงหนังทั้งสยามและลิโด้จะปิดตัวไปแล้ว แต่มันก็ไม่ได้กระทบกับห้องอาหารเท่าไหร่ อาจจะแค่สัก 2% ส่วนมากจะเป็นสงสัยว่าเปิดหรือเปล่าซะมากกว่า ผมก็อยากบอกทุกคนว่าเรายังอยู่ ยังคงเป็นห้องอาหารจีนสกาลาของลูกค้าเดิมๆ ทุกคน ผมเชื่อในศักยภาพของคนที่เป็นเจ้าของ อย่างน้อยๆ เค้าไม่ปล่อยให้ธุรกิจที่แม่เค้าสร้างมากับมือมันหายไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น จะอีกนานแค่ไหน.. อนาคตเราค่อยว่ากัน”

 

ก่อนจะจากลาสวัสดีกับคุณสุริยนต์ เราทำหน้ากระมิดกระเมี้ยนแล้วถามคำถามที่ค้างคาใจอยู่มานานแสนนาน ว่าด้วยสูทเหลืองอันเป็นเอกลักษณ์ของห้องอาหารและโรงหนังนี้

 

“ชุดเหลืองน่ะเป็นเพราะเจ้าของชอบ (หัวเราะ) คุณนงนุชก็เลยยึดเป็นสีบริษัท ให้พนักงานทุกคนต้องใส่สีเดียวกัน จะเป็นเฉพาะโรงหนังกับร้านนี้เท่านั้นนะ เพราะมันเป็นการสืบสานมาจากรุ่นสู่รุ่น”

 

Text : Chrissie Langkulsen

Photography : Chrissie Langkulsen

Retouching : Nutcha Harnpukdipatima

 

 

For a period of time, Apex Group’s standalone

cinemas in Siam Square came under serious threat. In 2010, the Siam Theatre was burnt down during

the political unrest in Bangkok, followed by the

closing of the Lido Theatre due to contract ending

in mid 2018. The only theatre left now is the Scala

Theatre, a 900-seat venue with impressive

architectural and interior structures, so much

so that it’s dubbed as one of the most beautiful

theatres in the world.

 

At the basement of this theatre is a restaurant

establishment dating back to the time when our

parents were still in the prime of their youth. The

history of Scala restaurant can be traced back to Tansacha family who pioneered the cinema business in Siam when the area was still a clutter of urban slums and guava orchards. The family opened the Scala Theatre in 1969. “It used to be a nightclub.

Later we turned it into the Chinese restaurant it is

today, but you can see the nightclub structure, like the door designs or the remaining stage at the

center,” Scala’s restaurant manager Suriyont

Khotsiri explains.

 

After decades in business, Scala still continues to be

a dining attraction in Siam Square thanks to the

restaurant’s famous Peking duck which Suriyont insists everyone should try – “Once you come to dine

here, it’s imperative that you order the Peking duck.”

Impressively, every roast duck is prepared à la

minute, before being skinned and carved right at

the dining table: a good spectacle for everyone to see.

To enjoy the dish, you place crispy duck skin on

a soft paper-thin pancake, put pieces of vegetable garnish on top and drizzle over a touch of dark

sweet soy sauce. A mouthful of absolute pleasure.

The remaining duck meat can be stir-fried with kale or garlic, or minced and sautéed before being served along side crisp lettuce leaves.

 

Scala exudes the kind of old-fashioned charm that still attracts the crowd. Many of its customers are those who have been coming since the earlier days. “Most of our patrons are those in their sixties who have been dining here for the past 30-40 years.

We’re also well known in social media and among foreigners and tourists. On Mother’s Day, we sold more than 300 Peking ducks,” the manager proudly informs.

 

Rumors about the end of Apex Group’s investment

in cinema has led many to speculate the eventual

closedown of the Scala Theatre and hence the

restaurant underneath it. “I’m not too worried about the rumor,” says Suriyont, “this is a long-established business handed down from one generation to the next, and I believe the owners wouldn’t let it slip away so easily. But how much longer we can continue is a matter that’s still unknown.”

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s