ประกาศศักดาป๊อปอาร์ตในร่างทรงภาพยนตร์นิวเวฟ

 

Pierrot le fou (1965) หนังของผู้กำกับชั้นครูแห่งวงการหนังฝรั่งเศสยุคนิวเวฟ (French New Wave) ฌอง-ลุค โกดาร์ (Jean-Luc Godard) ที่นำเสนอเรื่องราวของตัวละครเอกผู้สวนกระแสสังคมอย่าง เฟอร์นานด์ กริฟฟอน และ มาเรียนน์ เรอนัวร์ ที่มีความโดดเด่นด้วยสไตล์ที่รับอิทธิพลจากกระแสเคลื่อนไหวทางศิลปะอย่าง ป๊อปอาร์ต (Pop Art) ที่กำลังเฟื่องฟูและทรงอิทธิพลในยุค 60s อย่างมาก โดยศิลปะกระแสนี้หยิบยกเอาแรงบันดาลใจและองค์ประกอบอันหลากหลายในวัฒนธรรมมวลชน (Mass Culture) และวัฒนธรรมสมัยนิยม (Popular culture) มาใช้อย่างต่อเนื่อง

 

นอกจากนั้น ตัวหนังเองก็ยังได้แรงบันดาลใจจากผลงานของศิลปินป๊อปอาร์ตมาโดยตรง อาทิ ศิลปินป๊อปอาร์ตอเมริกันผู้ทรงอิทธิพลอย่าง แอนดี้ วอร์ฮอล (Andy Warhol), รอย ลิคเทนสไตน์ (Roy Lichtenstein), เอ็ด รัสก้า (Ed Ruscha) และ คเลยส์ โอเดนเบิร์ก (Claes Oldenburg) ฯลฯ

 

ไม่ว่าจะเป็นการหยิบเอาผลงานศิลปะป๊อปอาร์ตหลายชิ้นมาปรากฏในหนัง ทั้งภาพวาด, ประติมากรรม หรือสิ่งพิมพ์ต่างๆ หรือการจัดองค์ประกอบและสีสันของภาพที่สะท้อนถึงผลงานของศิลปินป๊อปอาร์ตเหล่านี้อย่างแนบเนียน หรือการใช้สุนทรียะทางภาพที่หยิบยกมาจากการ์ตูนเช่นเดียวกับที่ศิลปินป๊อปอาร์ตชอบใช้ หรือการหยิบเอาแรงบันดาลใจมาจากผลงานของศิลปินป๊อปเหล่านั้นมาใช้ในบางฉากของหนัง หรือการย้อมสีสดฉูดฉาดบาดตาจากแม่สีอย่าง แดง, เขียว, น้ำเงิน และเหลือง ในบางฉาก ที่ดูคล้ายกับผลงานภาพพิมพ์ซิลค์สกรีนของ แอนดี้ วอร์ฮอล, หรือการใช้วลีตัวหนังสือกราฟฟิกจากป้ายโฆษณาและร้านค้า วางประกอบในเฟรมในบางฉากของหนัง ที่ดูคล้ายกับผลงานของ เอ็ด รัสก้า, หรือการวางองค์ประกอบของภาพในฉากที่ตัวละครเล็งปืนมายังผู้ชม ก็ทำให้เราอดนึกไปถึงผลงาน The Gun in America (1968) ที่ รอย ลิคเทนสไตน์ ทำเป็นปกให้นิตยสาร Time ไม่ได้

 

เรียกได้ว่าหนังเรื่องนี้ไม่ต่างอะไรกับ “ศิลปะป๊อปอาร์ตในร่างทรงภาพยนตร์” เลยก็ว่าได้นอกจาก ป๊อปอาร์ตแล้ว หนังยังเล่นสนุกด้วยการสอดแทรกผลงานศิลปะจากยุคโมเดิร์น (Modern Art) ซ่อนเอาไว้ในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในหนังทั้งในรูปแบบของศิลปะประกอบฉากหรือแม้แต่ชื่อของหนังและชื่อตัวละคร ไม่ว่าจะเป็นผลงานของ ปาโปล ปิกัสโซ (Pablo Picasso), อเมเดโอ โมดิกลิอานี (Amedeo Modigliani), อ็องรี มาติส (Henri Matisse), มาร์ก ชากาล (Marc Chagall), โอกุสต์ เรอนัวร์ (Auguste Renoir)*, และ วินเซนต์ แวน โก๊ะห์ (Vincent Van Gogh) ฯลฯ

 

อาทิ ภาพวาด Jeune femme au miroir (1932) และภาพวาด Paul as Pierrot (1925) ของปิกัสโซ (ชื่อของภาพหลังถูกนำมาใช้เป็นชื่อหนังด้วย) ภาพวาด Femme à la cravate (1917) ของโมดิกลิอานี ภาพวาด Petite fille à la gerbe (1888) และ Baigneuse couchée au bord de la mer (1892) ของเรอนัวร์ (ชื่อสกุลของนางเอกก็ได้มาจากชื่อของ เรอนัวร์ นั่นแหละ)

 

โกดาร์ แทรกสอดผลงานของศิลปินยุคโมเดิร์นเหล่านี้เข้าไปในหนังด้วยท่าทีกระเซ้าเย้าหยอกและจับคู่เปรียบกับศิลปะป๊อปอาร์ตอย่างสนุกสนานโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในฉากที่ตัวละครมาเรียนน์ถือกรรไกรทำท่ากำลังตัดอยู่กลางอากาศ ที่ดูคล้ายกับเธอกำลังตัดคอสองนางแบบในภาพวาด Portrait de Sylvette (1954) และ Jacqueline aux fleurs (1954) ของปิกัสโซที่อยู่ข้างหลังยังไงยังงั้น ซึ่งกรรไกรที่ว่า ก็น่าจะมีที่มาจากผลงานภาพพิมพ์ของ คเลยส์ โอเดนเบิร์ก อย่าง Scissors as Monument (1968) นั่นเอง

 

ดูๆ ไปฉากนี้ก็เหมือนเป็นการประกาศศักดาว่า ป๊อปอาร์ต กำลังบุกเข้ามาเชือดเฉือนและแย่งชิงบัลลังก์แห่งโลกศิลปะจาก โมเดิร์นอาร์ต มาครองก็เป็นได้!

 

ข้อมูล:

https://www.nga.gov/features/new-waves/pop-cinema.html

https://www.thecinetourist.net/paintings-in-pierrot-le-fou.html

https://themomentum.co/pop-art-2/

 

Text : Panu Boopipattanapong

Image : Pinterest.com

 

Pierrot le Fou (1965) is a film by the celebrated “French New Wave” director Jean-Luc Godard. Telling the tale of two antisocial characters Ferdinand Griffon and Marianne Renoir, the film boasts stylistic flair echoing the Pop art

movement that was at its pinnacle in

the 60’s.

 

The essence of pop arts is inexorably tied to mass culture and popular culture. As a result, Pierrot le Fou is a film greatly influenced by famous pop artists of the era such as Andy Warhol, Roy Lichtenstein, Ed Ruscha and Claes Oldenburg.

 

This strong tie is seen throughout the film: the overall cinematography that cleverly hints at the influence of pop arts; the display of pop arts throughout the film (paintings, sculptures, print media, etc.); the comic-style images not unlike the works by many pop artists; scenes painted in stripes of red, green, blue, and yellow similar to Andy Warhol’s silk screens; scenes showing phrases on advertisement signs that give clues to the work of Ed Ruscha; and a scene in which a character points a gun straight at the audience, reminding us of Time Magazine’s cover The Gun in America (1968) by Roy Lichtenstein.

 

Undeniably, this film by Godard is a collection of pop arts disguised in the cinematic form.

 

Apart from pop arts, Godard also

incorporates elements of Modern arts into the film, from various Modern-art-inspired props, to the characters’ names, to the film title. Examples include Pablo Picasso’s Jeune femme au miroir (1932) and Paul as Pierrot (1925), with the

latter inspiring the film title; Amedeo Modigliani’s La femme à la cravate (1917); and Auguste Renoir’s Petite fille à la gerbe (1888) and Baigneuse couchée au bord de la mer (1892). Other modern artists whom Godard makes references to are Henri Matisse, Marc Chagall and Vincent Van Gogh.

 

While Godard sneaks Modern art

elements into the film, he also playfully juxtaposes them with pop arts.

An obvious example is the scene in which Marianne holds a pair of scissors in mid-air, making a gesture as if trying to cut off the heads of the women in

Picasso’s paintings Portrait de Sylvette (1954) and Jacqueline aux fleurs (1954). The scissors themselves might be a reference to Claes Oldenburg’s Scissors as Monument (1968).

 

This particular scene might as well be a proclamation: Godard’s assertion that Pop art would take over Modern Art.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s