I asked myself, “Do I have

that much potential?”

 

  • พี่ด้วง: ถ้าให้อธิบายตัวเองว่าขิมเป็นคนแบบไหน

ขิม: รู้สึกว่าตัวเองเป็นคนง่ายที่ไม่ง่าย เช่น สามารถทำงานกับคนอื่นได้ง่าย ได้หลายรูปแบบ อาจจะไม่คลิกกับคนนี้แต่แยกส่วนออกว่ามันคืองาน และเราต้องเจอกับคนที่เข้ากันไม่ได้อีกเยอะ อันนี้คือความง่ายของตัวเอง แต่ถ้ามันไม่ใช่เรื่องงานอันนี้จะไม่ง่ายแล้ว ถ้าไปทำงานพอเสร็จงานเราอาจไม่ได้อยากไปแฮงเอ้าท์ต่อกับใครถ้าเราไม่สนิท เพราะไม่รู้จะคุยเรื่องอะไรอยากไปกับเพื่อนที่รับรู้ชีวิตเราโดยที่ไม่ต้องมานั่งเริ่มต้นแชร์เรื่องตัวเองใหม่กับใคร นี่คือส่วนที่ยาก ถ้าเลือกได้ จะยากกับอะไรที่เรามีสิทธิ์เลือก แต่จะง่ายกับอะไรที่มันมีมาอยู่แล้ว

 

  • พี่ด้วง: ฟังดูแล้วเหมือนขิมเป็นคนที่มีกำแพงสูงพอสมควรนะ

ขิม : จริงๆ กำแพงที่สูงที่สุดคือความเป็นมนุษย์ของแต่ละคน ถ้าพูดถึงตัวเอง คือเป็นคนธรรมดามากนะ เช่น ทุกวันนี้ยังดูเทยเที่ยวไทย กินส้มตำข้างทาง เราจะเขินๆ ถ้าต้องเข้าร้านอาหารที่มีจานหลักตามด้วยของหวาน คือไม่ใช่คนอย่างนั้น รู้สึกว่าอันนี้เป็นกำแพง ที่บางครั้งคนเหล่านั้นเป็นแบบนั้น แล้วเราต้องพยายามเพื่อให้เท่าเขา เพื่อที่เรากับเขาจะมีบทสนทนาที่มันเชื่อมกัน เลยรู้สึกว่างั้นมาสร้างสเปซดีกว่า สเปซที่มีให้ต่อกัน อะไรที่จูนกันตรงกลางได้เราจะจูน เพื่อไม่ให้ดูปลีกวิเวกจนเกินไป หรือดูไฮโซจนเกินไป อันนี้เลยอาจจะเป็นเป็นกำแพงที่ค่อนข้างกังวลเวลาที่จะต้องทำงานร่วมกับคนใหม่ๆ

 

  • พี่ด้วง: งั้นขิมก็มาอยู่ถูกที่แล้วสิ เพราะว่าในสภาพแวดล้อมที่เราสร้างขึ้นที่นี่มัน authentic มากเลย คือเราแสดงความคิดที่ไม่ได้ผ่านความดัดจริต ตอนที่โทรไปชวนรู้สึกยังไง

ขิม: รู้สึกประหลาดใจมาก เอ๊ะ! เราเนี่ยเหรอ เรามีศักยภาพขนาดนั้นเลยเหรอวะ อันนี้คือความรู้สึกแรกนะ เราจะทำได้ไหม มันมีความประหลาดใจมากกว่าความกังวลใจ แล้วหลังจากนั้นความกังวลใจก็ตามมา แต่ความกังวลใจมาอยู่ตลอดแค่เริ่มเบาลง อีกความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้นมาคือความท้าทาย รู้สึกว่า เออ อยากทำว่ะ ถ้าเขาเห็นเราแล้วทำไมเราไม่เห็นตัวเอง คือถ้าให้ไปเขียนเลยก็คงไม่ได้ ตายสนิท ด้วยนิสัยส่วนตัวจะชอบทำอะไรหนึ่งก้าวกว่าคนอื่นเสมอ คือเราไม่ได้มีความรู้สึกว่าฉันจะต้องเป็นหัวหน้ากลุ่มนะ แต่ฉันจะคอยอยู่หลังเธอเองนะถ้าหัวหน้ากลุ่มขาดเหลืออะไรเราเป็นคนทำอะไรเร็วและคิดว่ามันก็น่าจะเหมาะกับเรานะ

 

  • พี่ด้วง: แต่การเป็นบก.เนี่ยมันโคตรหัวหน้าห้องเลยนะ

ขิม: ใช่ หนักเหมือนกัน แต่ก็ท้าทาย

 

  • พี่ด้วง: และนิตยสารนี้อาจจะเป็นเล่มแรกในชีวิตขิม ขิมมีประสบการณ์ว่ายังไง

ขิม: รู้สึกว่าโชคดีมากที่เจอทีมที่เข้าใจกันได้เร็วเพราะว่าในแง่การทำงานอย่างอื่นที่ขิมเคยทำมาบางครั้งเราเป็นตัวที่ต้องตามคนอื่น ต้องรอลูกค้าต้องรอบรีฟ แต่อันนี้ทุกคนรอเรา แล้วมันโชคดีที่ทุกคนคลิก พูดอะไรไปทุกคนเข้าใจ ทุกคนพร้อมออกไปทำหน้าที่ของตัวเอง รู้สึกว่าโชคดีนะที่ยังเจอคนที่แบบเข้าใจสิ่งต่างๆเร็ว การทำงานมันเลยง่ายถ้าคนที่เห็นภาพเหมือนกัน หรือจะเห็นแตกต่างกันก็ได้แต่เอามาแชร์กันว่าคุณเห็นแบบไหนบ้าง

 

  • พี่ด้วง: The Jam Mag. มันเหมือนบางอย่างที่วัตถุประสงค์ในตัวมันที่มันไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจน ขิมเองก็มีมุมมองอะไรบางอย่างที่เราสนใจทำให้เราตื่นเต้น ซึ่งมันแตกต่างจากมุมมองที่เรามองเห็น แต่อันนั้นมันก็เป็นการทำงานที่เราก็ต้องเต้นรำไปด้วยกัน ซึ่งเราคิดว่ามันคือ เคมีของThe Jam Mag. แล้วก็มันทำให้ The Jam Mag. มันมีเสน่ห์ แล้วมันก็มีความเคลื่อนไหวตลอดเวลาไม่มีอะไรที่ตายตัวเกี่ยวกับ The Jam Mag. เลย คุณอาจไม่รู้ตัวหรอก แต่คุณมีส่วนในการดันให้มันไปข้างหน้า ในวิธีเราคิดว่าตื่นเต้นกว่าเดิมเยอะมากแล้วชอบส่วนไหนของหนังสือที่สุด ที่เห็นแล้วคัน รู้สึกตื่นเต้นอยากทำ

ขิม: ตอนนี้ชอบแฟชั่น เพราะว่าคลุกคลีกับด้านนี้มาอยู่แล้ว ชอบการทำสไตลิ่งมากแต่ยังไม่ได้ทำก็เลยค่อนข้างตื่นเต้นอยากทำ ออกไปสัมภาษณ์ก็ทำแล้ว สนุกดีได้มุมมองต่างๆ แต่แฟชั่นมันเป็นเรื่องใกล้ตัวเรา มันเป็นสิ่งที่เรียนมา มันมองเห็นเป็นภาพได้ชัดเจน.

 

 

35 KIM HIRES 005A0498_1These people are talented. But with talent

comes ego.

 

  • พี่ด้วง: หนังสือเล่มที่อ่านหลังสุด คือหนังสืออะไร

ขิม: เป็นหนังสือที่เอากลับมาอ่านอีกครั้ง เรื่องแดดเช้าร้อนเกินกว่าจะนั่งจิบกาแฟ ของ จเด็จ กำจรเดช ชอบมาก เขาเป็นนักเขียนรางวัลซีไรต์เป็นหนังสือที่เอามาอ่านอีกครั้งเวลาต้องการเติมไฟ เหมือนอ่านพันธุ์หมาบ้า มันอ่านได้เรื่อยๆ ด้วยภาษาที่เขาเขียนมันกวนตีนแบบฉลาด มีเรื่องหนึ่งที่เล่าถึงคนติดเกมที่คิดว่าตัวเองเข้าไปอยู่ในโลกนั้นจริงๆ เพราะในเกมเขาคือฮีโร่แต่ในโลกความจริงเขาเป็นแค่คนตัวเล็กๆ สิ่งที่เขาเขียนเขาเล่นกับข้างในของมนุษย์ เขาเปรียบเทียบกับอะไรที่มันดูยิ่งใหญ่แต่จริงๆ มันคือแค่นี้เอง มันคือความเป็นมนุษย์ ก็เลยรู้สึกชอบมาก ถ้าขิมต้องทำหนังสือที่พูดถึงเด็กรุ่นเดียวกัน รู้สึกว่าเด็กรุ่นนี้มันเก่งนะเว้ย มันไม่ได้เหี้ย มันไม่ได้แย่ มันไม่ได้มีแต่ตีกันฟันกัน มันฉลาดนะ คนรอบตัวขิมมีธุรกิจส่วนตัวตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ สามารถทำงานเลี้ยงตัวเองได้ รู้สึกว่าคนเหล่านี้คือคนเบื้องหลังจริงๆ ไม่ได้โดดเด่น ไม่ได้ยิ่งใหญ่ แต่เขาทำสิ่งนี้ได้

 

  • พี่ด้วง: ดูเหมือนคุณจะรู้สึกตื่นเต้นที่จะเล่าเรื่องของคนในยุคสมัยของคุณนะ ผมว่า

ขิม: ใช่ เรารู้สึกว่าคนเหล่านี้มีศักยภาพ แต่มันมาพร้อมอีโก้แหละ อีโก้ทำให้คนสมัยนี้ฟุ้ง” คิดว่าตัวเองก้าวกระโดดได้เร็ว เลยคิดว่าทุกอย่างง่ายเลยขาดการขัดเกลา ไม่เหมือนคนสมัยก่อน ถ้าเปรียบโรคซึมเศร้า คนสมัยก่อนคือเข้าวัดเข้าวาทำบุญ หาศรัทธา หาที่พึ่ง แต่คนสมัยนี้คือ การโพสต์สเตตัสตัดพ้อ เพราะว่ามันต้องการที่พึ่ง บางครั้งการกดไลก์สำหรับคนเหล่านี้คือกำลังใจแล้วนะ หรือคอมเมนต์ว่าเออสู้ๆนะ เธอยังมีฉันอยู่

 

  • พี่ด้วง: ขิมมีปฏิสัมพันธ์กับศิลปะยังไงบ้างขิมคิดถึงมันว่ายังไง มองเห็นมันว่ายังไง ศิลปะแบบไหนคือศิลปะแบบขิม

ขิม: ขิมค่อนข้างผูกพันกับศิลปะมาก ด้วยความที่เรียนมาด้านนี้และเพิ่งมามองตัวเองว่า จริงๆ แล้วญาติเรา ปู่ย่าตายายเขาก็ทำอาชีพเป็นศิลปินวาดพัดที่เชียงใหม่ เหมือนเพิ่งมาวิเคราะห์ตัวเองที่เรียนอาร์ตมา เรียนแฟชั่น อย่างยายก็เป็นช่างตัดผ้ามาก่อน เลยเป็นอะไรที่ไม่ไกลตัวซึ่งอาร์ตที่มองเห็นมันมาเป็นเทรนด์เหมือนกัน อย่างเทรนด์ตอนนี้มันคืออาร์ตแบบ อ็องรี มาติส มันกลับมาอีกแล้ว การใช้สีน้อยๆ ลากเส้นน้อยๆ ดูมีความ Naive บางอย่าง ไม่ต้อง Realistic เลยรู้สึกว่ามันเป็นเทรนด์ที่ค่อนข้างจะสอดคล้องกับคนในยุคสมัยนี้ อย่างในยุคที่ถอยกลับไปนิดนึงจะเป็น Realistic มีดีเทลที่ชัด แต่พอมายุคนี้ ดีเทลไม่เน้นเลย เน้นภาพรวม อิมแพคไหมโดดเด่นไหม คอมโพสต์สวยไหม เลยผูกพันกับศิลปะแบบนี้ Pantone สีก็กำลังมา ความมินิมอลทุกอย่างมันสอดคล้องกันหมด ทั้งโลกแฟชั่นโลกอาร์ต โลกดีไซน์ มันเกี่ยวข้องกันหมด

 

  • พี่ด้วง: ตอนนี้ขิมมาทำนิตยสารแล้ว ในตำแหน่งบรรณาธิการบริหาร (Editor-in-Chief) ซึ่งเป็นคนที่กำหนดทิศทางของหนังสือทั้งหมด สำหรับขิม The Jam Mag. จากเล่มนี้ต่อไปอยากทำอะไรกับมันบ้าง อะไรที่ขิมเห็นเป็นโอกาสว่าอันนี้ฉันจะทำ

ขิม: อยากลองให้มันอาร์ตสุดทาง โอเค มันมีข้อจำกัดแหละ แต่ครั้งแรกที่วางสายจากพี่ด้วง ภาพมันมาเลย สไตล์แบบ Ren Hang อะไรแบบนี้ มันยากที่จะเป็นไปได้ แต่รู้สึกว่ามีคนเสพอะไรแบบนี้นะ ในฐานะที่เราเองก็เป็นหนึ่งในบุคคลที่เสพ The Jam Mag. อยู่แล้ว เลยรู้สึกว่าถ้าค่อยๆ เปลี่ยนให้ลูกค้าได้เห็น ให้คนอื่นได้เชื่อว่าทุกอย่างมันมองเป็นอาร์ตได้หมด พูดได้เลยว่า The Jam Mag. คือตัวแทนของคนรักศิลปะในสมัยนี้ การมา ART GROUND เช็กอินเฟซบุ๊กที่ ART GROUND คือคูลแล้วอะ เลยคิดว่าถ้ามันมีพลังงานขนาดนี้ แล้วชัดขนาดนี้ เหมือนเรารู้ตัวเองว่าเรามีเครื่องมืออะไร จะเอามาใช้ในทางไหน เล่นกับความเป็นศิลปะที่ผู้คนจะสัมผัสได้ง่าย มันไม่ใช่เรื่องไกลตัว ไม่ใช่ศิลปะคือภาพเสมือนจริง หรือประติมากรรมเสมอไป อยากทำให้คนเห็นว่าศิลปะอยู่รอบตัว อะไรก็เป็นศิลปะได้ อะไรก็เข้าถึงได้

 

  • พี่ด้วง: คิดว่า The Jam Mag. ในแบบของขิม ขิมจะทำให้ใครอ่าน

ขิม: ทุกคนค่ะ ไม่เจาะจงว่าคุณต้องเป็นฮิปสเตอร์นะหรือคุณต้องเป็นคนทำงานสายอาร์ตเท่านั้น เมื่อก่อนคำว่า Target Group มันใช้จำแนกกลุ่ม

ได้ง่าย แต่ในยุคสมัยนี้ มัน Mix กันไปหมด เราเห็นคนแก่ลุกขึ้นมาแต่งตัวเปรี้ยว หรือเด็กประถมเรียนรู้ที่จะวาดภาพเหมือน ทุกอย่างมันก้าวกระโดด

เราอยากทำให้ทุกคนทุกกลุ่มเข้าถึง The Jam Mag. ได้ง่าย ศิลปะ หรือ ดีไซน์ มันไม่ได้ไกลตัวอีกต่อไป เหมือนฟังเพลงใน iTunes ที่คุณ Shuffle ไปเรื่อยๆ คุณอาจจะไปคลิกกับเพลงใดเพลงหนึ่ง โดยที่ไม่รู้จักเพลงนั้นมาก่อน มันแค่นั้นเอง เราอยากให้คนหลายๆ กลุ่มเปิดใจ แม่บ้านก็อ่านได้ พนักงานบัญชี หรือแม้กระทั่งข้าราชการ ลองดู ลองเข้ามาเดินเล่นในโลกของพวกเราดู ถ้าสุดท้ายแล้วคุณยังเลือกที่จะเดินออกไป ก็ได้ ไม่ว่ากัน แต่ลองดูก่อน เข้ามาสนุกด้วยกันก่อน

 

Photography : Kong Pantumachinda

 

  • Duang: How would you describe yourself?

Khim: I’m easy going, but at the same time I do have my boundaries. At work, I tend to get along with people well, and I try to work out our differences to achieve common goals. But in personal life, I’m a bit more introverted and

selective about who I hangout with,

simply because I want to be around people who know me well – I don’t need to tell them anymore about who I am, what I do, etc.

 

  • Duang: It does sound like you have your boundaries.

Khim: I think we all have boundaries and they are very subjective. As individuals we have certain preferences that are not necessarily conform to other people’s preferences. Despite everything,

I consider myself to be very ordinary –

I watch Teoy Tiew Thai [a popular

travel show in Thailand hosted by

transsexuals], I eat Papaya “Som Tum” Salad at street stalls, and I feel awkward dining at places where there’s a main course followed by desserts.

 

But I think the most important point is for us to try bridging the gaps, making connections with all kinds of people.

 

  • Duang: How did you feel when asked to be the Editor-in-Chief of The Jam Mag?

Khim: I was very surprised. I asked myself, “Do I have that much potential?” That was my first thought. Then there’s the question, “Can I do it?” At first it was much more of a surprise than a worry. Then it was quickly replaced by a desire to achieve this new goal. I felt I really wanted to do this. I asked myself, “If

others see my potential, how come I don’t see it in myself?” I always have a drive to do things one step ahead of the others. Not that I want to be the leader.

I want to be more of a caretaker, making sure everybody’s got what they need. Plus I’m quick to act, and that suits

the job.

 

  • Duang: But being the editor requires lots of leadership, doesn’t it?

Khim: Yes definitely. It’s very challenging.

 

  • Duang: This is your first chance as a magazine editor. How is it going so far?

Khim: I feel very lucky because the team gets along well. We’re quick to understand each other, and that makes it much easier for everyone to start tackling their tasks. And whether we agree or disagree about anything, we’re open to share our thoughts and opinions.

 

  • Duang: There’s a purpose behind the Jam Mag, but it might not be clear what this purpose is. And since you have refreshing outlooks on things, it’s exciting for us to have you. The Jam Mag’s appeals come from the chemistry between the contributors. It has the group dynamic that’s a bit capricious. You might not know this, but you’re a part that drives us forward in a new and exciting direction.

 

So what do you think is the best aspect about The Jam Mag. What gets you excited?

 

Khim: At the moment I’m really into fashion. It’s something I’ve always been involved with. I love styling but I haven’t fully got my hands on it. But I’m very excited to do interviews. It’s fun to learn and explore different content aspects of the magazine, but because fashion was something I studied, I’m able to see it with depth and clarity.

 

  • Duang: What’s the latest book you’ve read?

Khim: I’m rereading Jadet Kamjorndet’s It is Too Hot This Morning To Sit Sipping Coffee in the Sun. I really enjoy this book, which won him the S.E.A. Write Award. It’s one of those books you read to rekindle the fire in you. It’s a similar read to Pan Ma Ba [Mad Dog, Co. by Chart Korbjitti]. It’s smart, edgy writing. One story is about an addicted gamer, who thinks he’s actually living in that VR world. In the game, he’s a hero. In real life, he’s nobody. The writer plays with the human psyche and breaks it down into something digestible.

 

If I had to write a book, it’d be about my generation. These young people are actually talented. They’re not losers, scumbags or thugs like what many people think. I know many of them who can support themselves financially even before they finish studying. They’re not in the spotlights, but they’re dedicated achievers.

 

  • Duang: You seem enthusiastic to tell the stories of your generation.

Khim: Yes, I do. These people are talented. But with talent comes ego. And the ego can make them excessive and over-the-top. Since they’re moving ahead so quickly in life, they think things come easily, and they lack foundations. Unlike the older generations who deal with sadness and depression by turning

to religion, the younger crowd seeks comfort through the number of likes and followers on social media. They look for social support through comments on their feeds.

 

  • Duang: How do you engage with art? What’s your thought on it? What’s your own version of art?

Khim: I’m deeply connected with art partly because it’s what I studied, but also because the older generations in my family were artists. Some painted fabric fans in Chiang Mai. My grandmother

was a tailor. For me, art is something close to home.

 

I also see art as a trend. At the moment, the trend is Henri Matisse. It’s the return to minimal colours and clean-cut lines. Like naïve art. No need to be too realistic. It just has to make an impact. Minimalism and pantone colours are also in trend. I believe they’re all

connected – fashion, arts, designs, etc.

 

  • Duang: You’re now the Edior-in-Chief, responsible for the overall direction of this magazine. What’s your vision for the Jam Mag. What are some of the things you want to achieve?

Khim: I want to push it all the way, making it as edgy as I can. Of course there’re limitations. But my first vision after the phone call with you was something along the line of Ren Hang. I know it’s rather risqué, but I do believe there’s an audience for this type of artistic expression.

 

I believe The Jam Mag is representative

of the art crowd in this day and age. ART GROUND is one of the coolest events these days. So this magazine is a powerful tool for us to reach out to more people, making art more tangible and widespread. We should make people realize that art doesn’t always have to be paintings and sculptures. Art is all around us. It can be anything.

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s