แค่ไหนจึงรวย

คุณเคยสงสัยไหมว่า สำหรับสังคมไทย ต้องมีเงินมากเพียงใดจึงจะเรียกได้ว่าเป็นเศรษฐี

หากย้อนกลับไปดูรากในคำไทย คือคำว่า ‘เศรษฐี’ เราจะพบว่ามีความหมายซ้อนกันอยู่สองแบบ

แบบแรกเป็นความหมายเช่นที่เข้าใจกันเศรษฐีมาจากคำสันสกฤตว่า เสฏฺฐี หมายถึงคนมั่งมีร่ำรวย แต่ในเวลาเดียวกัน คำบาลี เสฏฺโฐ มีความหมายไปอีกทางหนึ่งว่า ‘ประเสริฐ’ หรือ ดีงาม เช่น เสฏฺฐธนํ หมายถึง ทรัพย์อันประเสริฐ (ซึ่งในสมัยโบราณ ตัวอย่างของทรัพย์อันประเสริฐมีอาทิ ช้างเผือก ลูก หรือภรรยาที่ดี)

นั่นทำให้ผมอดคิดไม่ได้ว่า คำว่า ‘เศรษฐี’ แบบไทยๆ น่าจะมีสองความหมายปะปนกันอยู่ คือ 1.) รวย และ 2.) เป็นคนที่มีความประเสริฐหรือเป็นคนดี

ดังนั้น ถ้าคิดเป็นสมการ ก็จะเขียนได้ว่า คนเราควรต้อง รวย + ดี ถึงจะ = เศรษฐี แต่ปรากฏว่าสมการนี้เป็นสมการที่ไม่สมมาตรหรือไม่เท่ากันสองข้าง เพราะในด้านกลับอาจไม่เป็นจริงก็ได้

ที่จริงแล้ว เศรษฐีในความหมายแบบไทยๆ ไม่ได้มีมาตรวัด มีลักษณะลอยเลื่อน สัมพัทธ์และเป็นอัตวิสัยอยู่มาก ทุกวันนี้เวลาถามว่า ใครเป็นเศรษฐีหรือไม่เป็น จึงบอกได้ยากว่าจะเอาอะไรตัดสิน มีเงินหนึ่งล้าน ห้าล้าน สิบล้าน ร้อยล้าน พันล้าน หมื่นล้าน ต้องมีมากเพียงใดถึงจะถือว่าเป็นเศรษฐีได้

จึงอาจเป็นไปได้ว่า การที่ไม่มี limit หรือ ‘เส้น’ ของการเป็น ‘เศรษฐี’ ทำให้หลายคนไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นเศรษฐีเสียที เพราะเมื่อมีหนึ่งล้านก็มองไปที่คนมีห้าล้าน พอมีห้าล้านก็มองไปที่คนมีสิบล้าน ร้อยล้าน ว่าคนเหล่านั้นคือเศรษฐี จึงต้องพยายามไปให้ถึง ‘เส้น’ ในจินตนาการของตัวเอง ด้วยเชื่อว่าเส้นเหล่านั้นต่างหาก ที่คือความเป็นเศรษฐี ไม่ใช่สิ่งที่ตนบรรลุแล้ว

ในอีกมิติหนึ่ง เป็นไปได้ไหมว่า ความหมายของ ‘เศรษฐี’ สองแบบที่ซ้อนทับกันอยู่ จึงทำให้เกิดการเรียนการสอนหรือวิถีปฏิบัติสองแนวทางถึงขั้นเปิดกันเป็นคอร์สราคาแพง คือการสอนให้

1.) เป็นคนดี และ 2.) เป็นคนรวย โดยผู้เรียนผู้สอนไม่ได้มองว่าสองอย่างนี้ขัดเขินหรือเข้ากันไม่ได้แต่กลับสอดรับลงตัวกันเป็นอย่างดี เพราะนำความหมายตามรากศัพท์ของ เสฏฺโฐ มาใช้รวมกัน

แต่หากเราย้อนกลับไปมองภาษาอังกฤษเราจะพบว่าคำว่าเศรษฐีคือ Millionaire ซึ่งคำนี้เป็นคำที่มี ‘มาตรวัด’ ชัดเจน ว่าหมายถึงคนที่มีเงินเท่ากับล้านหรือมากกว่าล้าน (หน่วยจะเป็นเหรียญ เป็นปอนด์ เป็นยูโร อะไรก็ว่ากันไป) เพราะฉะนั้น สำหรับฝรั่ง การเป็นเศรษฐีจึงมี ‘เป้า’ ว่าพอทำเงินได้ถึงล้านแล้ว ก็มาถึงเส้นชัย ขั้นตอนต่อไปก็คือการรักษาความล้าน (Millionary) นั้นเอาไว้ให้ได้ด้วยวิธีการอะไรก็ว่าไป

ที่จริงแล้ว ในสังคมตะวันตกที่มีความเสมอภาคพอสมควร การเป็น Millionaire ไม่ได้เป็นยากมากอย่างสังคมอเมริกัน ใครมีรายได้ปีละราวแสนเหรียญถือว่าอยู่ได้อย่างสบายพอสมควรแล้ว เก็บเงินไม่กี่ปีก็อาจเป็น Millionaire พอได้อยู่ แต่ ‘ขั้นกว่า’ ของ Millionaire นั้น ต้องกระโดดไปถึงระดับ Billionaire ซึ่งเป็นเรื่องยากมากๆ หลายคนจึงไม่ได้ฝันจะไปให้ถึงตรงนั้น

ด้วยเหตุนี้ จึงแอบคิดว่า ในทางจิตวิทยาแล้ว การเป็น Millionaire หรือ Billionaire (แบบฝรั่ง) กับการเป็น ‘เศรษฐี’ (แบบไทยๆ) น่าจะให้ผลต่างกัน อย่างฝรั่ง เมื่อเป็น Millionaire ก็เท่ากับสำเร็จลุล่วงแล้ว และขั้นกว่าต่อไปคือ Billionaire ก็ยากเหลือเกิน หลายคนจึงเกิดอาการ ‘พอ’ ได้ง่ายกว่า เพราะมี ‘ป้าย’ มาแปะตัวเองแล้ว

แต่ในสังคมไทย เมื่อไม่มีเส้นแบ่งบอก จึงคล้ายเส้นแห่งความเป็นเศรษฐีอยู่ตรงไหนก็ไม่รู้มันอาจจะเลื่อนออกไปเรื่อยๆ แบบสัมพัทธ์ก็ได้ เราจึงก้มหน้าหาเงินอยู่เรื่อยๆ ไม่รู้จบ และไม่เคยตระหนักเลยว่า ตรงไหนกันแน่ที่จะทำให้เราเป็นเศรษฐีแล้ว แม้จะไปเข้าคอร์สฝึกตนให้เป็นคนที่ทั้งดีและทั้งประเสริฐแล้วก็ตาม

ความเป็นเศรษฐีแบบไทยๆ จึงมักไม่ใช่เรื่องของตัวเลข ทว่าเป็นเรื่องของจินตนาการไม่รู้จบทั้งจินตนาการของตัวเราเองและจากมุมมองของผู้อื่น

 

Text : Tomorn Sookprecha

Illustrator : Pritika Sachanandani

 

 

In Thai society, how much money must one have to be considered rich?

 

In truth, to be called a rich person in Thailand is rather vague and subjective. The Thai word Sethi, which means a rich person, only implies that 1.) You have a

great deal of money 2.) You are virtuous. In comparison, the English word

millionaire means someone who owns a million or more (whatever the currency might be). This creates a much more finite definition of a rich person.

 

And since Thais don’t seem to have a clear line between “rich” and “not rich,” it might be one of the reasons why many are not satisfied with the amount of

possessions they already have. Say, if you have a million Baht, you might compare your wealth to those who have five

millions, and simply conclude that your life’s goal is to earn as much as they

have. This mentality can go on and on

no matter how much money you acquire.

 

So the notion of wealth for us Thais is an endless tale of imagination, both from our own point of view as well as other’s.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s