When We Use Our Ears to Hear an Architecture.

 

 “กริ๊ก กริ๊ก กริ๊ก” ฟันเฟืองของเครื่องกลบนข้อมือกำลังขยับเข้าใกล้เลข 5 ตามเวลาท้องถิ่น แห่งนครรัฐวาติกัน เพื่อไปรวมตัวกับกลุ่มทัวร์ด้านนอกมหาวิหารเซนต์เปโตร (St.Peter’s Basilica)ผมจำต้องหันกลับหลังเท้าย่ำสวนทางกับใจและฝูงชนที่พึ่งย่างกรายเข้ามา

 

ไร้ซึ่งการบอกกล่าวใดๆ แสงสว่างพลันส่องไสวกระจายเป็นวงกว้าง ตามด้วยเสียงประสานสะท้อนกังวานกระทบเหลี่ยมสถาปัตยกรรม วินาทีที่พิธีมิสซาเริ่มต้นขึ้น ผมพาร่างกลับมายืนอยู่แถวหน้าสุดตรงจุดเดิมโดยไม่ทันรู้ตัว

 

ณ กึ่งกลางของมหาวิหารรายล้อมด้วยผลงานออกแบบที่ผ่านมือของราฟาเอล และมีเกลันเจโล เหล่านักบวชชุดขาวเดินเรียงแถวผ่านซุ้มนักบุญเปโตร (St.Peter’s Baldachin) สุสานแห่งนักบุญซีโมน เปโตร (Cimeon Peter) พระสันตะปาปาองค์แรกแห่งนิกายโรมันคาทอลิกและเสาสำริดแห่งโซโลมอน หนึ่งในผลงานเอกอุของจัน โลเรนโซแบร์นินี (Gian Lorenzo Bernini) มุ่งไปยังบัลลังก์ (Chathedra Petri) ซึ่งอยู่ลึกเข้าไปด้านในของมหาวิหาร ภายใต้เสียงสวดประสานสรรเสริญขอบคุณพระผู้เป็นเจ้าที่ลอยละล่องโอบอ้อมทั่วทุกอาณาบริเวณจนสะกดทุกลมหายใจชีวิตให้นิ่งสนิทไร้การสั่นไหว

 

ย้อนไปกว่าสองสหัสวรรษของพิธีสรรเสริญบทสวดเร่งพัฒนาตามกาลเพื่อเข้าถึงพระองค์อย่างพร้อมเพรียง นักบุญเกรกอรีออกแบบระบบการสวดภาษาละตินด้วยการจดบันทึกลงบนแผ่นกระดาษ (Gregorian Chant) ซึ่งกำหนดควบคุมจังหวะและโทนเสียงจากการดัดแปลงเสียงบนพื้นที่ของเวลาให้อยู่ในรูปแบบของสัญลักษณ์ทางเรขาคณิต (Sonicfication) นับเป็นจุดกำเนิดของบรรทัดห้าเส้นจากเพียงแค่สี่ และโน้ตดนตรีทรงกลมที่เริ่มต้นมาจากรูปทรงสี่เหลี่ยม

 

ในช่วงศตวรรษที่ 14 เหล่านักบวชสวดเสียงระงมอื้ออึงกังวานทั่วทั้งอุโบสถที่ก่อตัวจากหินขัดเรียบด้าน นั่นเป็นโครงสร้างอันยุ่งเหยิงทางเสียง(ยุ่งเหยิงขนาดไหนให้ลองจินตนาการถึงเสียงก้องๆของห้องเก็บไวน์ใต้ดิน) บทสวดที่สอดประสานท่วงทำนองสูง -ต่ำอันหลากหลายเป็นองค์ประกอบสำคัญ ทำหน้าที่กระตุ้นชักนำเหล่าสาวกให้เข้าถึงดินแดนแห่งพระผู้เป็นเจ้าด้วยแรงศรัทธาที่แกร่งกล้ากว่าเคย

 

โดยไม่จำเป็นต้องเห็นหากเพียงได้ยิน สถาปัตยกรรมที่กำลังเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุคเรเนสซองส์มอบความงดงามผ่านนัยน์ตา และส่งผลถึงการสะท้อนของเสียงภายในพื้นที่ปิด ปริมาตรขยายออกรอบทิศความเรียบง่ายของโบสถ์ถูกประดับประดาด้วยผลงานของศิลปินเลื่องชื่อแห่งยุคสมัย การออกแบบที่มองเห็นและไม่เห็นเหล่านี้ลดทอนความอลหม่านในทุกกิจกรรมทางเสียง ส่งผลให้การสั่นสะเทือนของแรงดันอากาศมุ่งตรงไปยังโสตประสาทและจิตใต้สำนึกด้วยประสิทธิภาพยิ่งกว่าที่เคย

 

เมื่อผสานแนวคิดผ่านสุนทรียะจากส่วนลึกในสมองทั้งสองซีก บทสวดค่อยๆ แทรกซึมฝังรากลงไปยังวิถีชีวิตผู้คนในแต่ละยุคสมัยจนก่อเกิดเป็นทฤษฎีดนตรีตะวันตกที่ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาจากอดีตถึงปัจจุบัน

 

จากเพียงบทสวดประสานเพื่อชี้นำหนทางแก่เหล่าสาวก สถาปัตกรรมที่เปลี่ยนรูปแปลงร่างส่งผลให้เกิดการแตกแขนงรูปแบบเสียงสวดออกมาในรูปของคณะนักร้องประสานเสียง (Choir) ที่เพิ่มฉากหลังด้วยอัตลักษณ์ทางเสียงของออร์แกนหรือแม้กระทั่งวงดนตรี (Chamber Music) ซึ่งถูกเรียกอย่างชินหูคุ้นปากว่าดนตรีกอสเปล (Gospel Music) 1 ดนตรีที่ถูกเสริมศักยภาพด้วยการหลอมรวมดนตรีพื้นบ้านประจำท้องถิ่น (Secular Music) ในสัดส่วนท่วงทำนองที่เข้าหูผู้คนทุกระดับชั้น แต่แอบซ่อนรายละเอียดปลีกย่อยทางเสียงจนกลายมาเป็น Christian Music จวบจนทุกวันนี้

 

สถาปัตยกรรมเปรียบดั่งกฎเกณฑ์ที่กำหนดรูปแบบกิจกรรมจากภายนอกถึงภายใน ได้ถูกเพิ่มเสริมความหมายให้กับสิ่งปลูกสร้างผ่านความเชื่อความศรัธทาในรูปแบบของศิลปะการจัดวางทางพื้นที่ สารที่ถูกสื่อถึงคริสต์ศาสนิกชนผ่านวัฒนธรรมดนตรีร่วมสมัยที่เราอาจเรียกได้ว่าดนตรีป็อป (Pop Music) ณ ช่วงเวลานั้น พัฒนาการผสานองค์ความรู้ทั้งวิทย์และศิลป์เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน ทั้งยังก่อให้เกิดสาขาอาชีพใหม่ที่เรียกว่านักออกแบบอะคูสติก (Acoustics

Designer) โดยที่เราสามารถเยี่ยมชมผลงานเหล่านั้นได้ผ่านโรงมหรสพ หอแสดงดนตรี, โรงละคร หรือแม้กระทั่งโรงภาพยนตร์

 

สองสัปดาห์หลังจากความประทับใจไม่รู้ลืม“อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ ภะคะ พรึ่บ!” กระดาษชำระเปียกทรงเม็ดถั่วแดงแทนที่ช่องว่างในหูชั้นนอก คอยปกป้องเซลล์รับเสียงจำนวนหลายหมื่นเส้นหลังแก้วหูที่พร้อมถูกทำลายอย่างถาวรจากเครื่องขยายเสียงแห่งธรรมประจำอุโบสถที่พร้อมเสียดแทงทุกระบบประสาทของร่างกายจากการรักษาระดับความก้องกังวานสไตล์ Middle age จวบจนทุกวันนี้

 

นิ้วทั้งสิบบนมือประกบพนมก้มกราบแบบเบญจางคประดิษฐ์จินตนาการถึงเสียงเทวทูตสวรรค์จากความทรงจำในวันก่อน

 

1 กอสเปล (Gospel music) คือแนวเพลงที่เน้นเสียงร้องเป็นหลัก กอสเปลจะมีลักษณะการร้องประสานเสียง การร้องเฉลิมฉลอง และใส่ความเชื่อทางศาสนาในเนื้อร้อง

 

Text : Warong Rachapreecha

Photography : Warong Rachapreecha

 

The second the mass began, my body transported right back where I was, standing inside the church of St. Peter’s Basilica. Its surrounding acoustic

revering God told a story of a

thoroughly designed architecture.

The chant embraces every space of the area that all living creatures were breathlessly motionless.

 

Over 200 years ago, a chant was going through its evolution to attain the good grace of God. St. Gregory designed Latin chant by noting them on paper, the famous Gregorian Chant; their rhythm and tone spatially and temporally

transcended to what now called

Sonification. The birth of the a typical five-line stave from four-line, and the circle notes in replacement of the

square ones.

 

During the 14th Century, the tumultuous sermon in the church reflecting on the polished stone was definitely an

obfuscating sound structure. The harmonious high and low pitch chant has become an important element that draws devoted apostles to the land of God with stronger faith. The architecture in transition to the Renaissance was both beauty to the eyes of beholders

and audible ears.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s