วัตถุทางศิลปะในฐานะการไหลเวียน

 

ปลายเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมาผมไปนำเสนองานทางวิชาการที่มหาวิทยาลัยไลเดน ประเทศเนเธอร์แลนด์ อานิสงส์ของการเดินทางครั้งนั้นทำให้มีโอกาสเดินสำรวจพิพิธภัณฑ์ทางศิลปะ และพิพิธภัณฑ์ทางชาติพันธุ์ 2-3 แห่งในละแวกที่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัย ผมคงไม่สามารถอภิปรายเปรียบเทียบหรือลงลึกในรายละเอียดในพิพิธภัณฑ์แต่ละแห่งได้ เนื่องจากแต่ละแห่งมีความเฉพาะเจาะจงทางประวัติศาสตร์, วัตถุประสงค์ของการนำเสนอ, ตลอดจนข้าวของที่นำมาจัดแสดงและเล่าเรื่อง อย่างไรก็ตามเพื่อนชาวต่างชาติที่เดินท่องพิพิธภัณฑ์พร้อมกันหลายคนต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าพิพิธภัณฑ์เดี๋ยวนี้มีการจัดแสดงในลักษณะที่ “ร่วมสมัย” มากขึ้น

 

สำหรับพวกเขา ความร่วมสมัยนั้นหมายถึงวิธีการนำเสนอเรื่องราวที่ใช้มัลติมีเดียมากขึ้น อาทิ การใช้สื่อประเภทอินเตอร์แอคทีฟกับผู้ชม, การบอกเล่าเรื่องด้วยภาพเคลื่อนไหว, การติดตั้งเสียง และอื่นๆ อีกมากมาย

 

คำถามของผมคือ ลักษณะของความร่วมสมัยประเภทนี้นำไปสู่การรื้อถอนความคิดในการจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์อย่างไร? หรือมันเป็นเพียง “ตัวกลางใหม่” ที่นำผู้ชมไปสู่หนทางในการเล่าเรื่องเพื่อรักษาขนบทางความคิดแบบเดิม?

 

ประเด็นนี้ทำให้นึกย้อนไปถึงการเคลื่อนไหวของศิลปินและนักเขียนกลุ่มอาว็อง-การ์ดในช่วงเริ่มต้นค.ศ. ที่ 20 ประเด็นที่พวกเขารณรงค์กันในช่วงเวลานั้นคือ การต่อต้านพิพิธภัณฑ์ทางศิลปะหรือในความหมายทั่วไปคือต่อต้านการสงวนรักษาไว้ซึ่งงานศิลปะจากอดีต ประเด็นที่ดูท้าทายอย่างสุดขั้วนี้ มิใช่ข้อเสนอว่าด้วยการทุบทำลาย

วัตถุทางศิลปะ ทว่ามันคือการตั้งคำถามที่แสนเรียบง่ายว่า เหตุใดวัตถุจำนวนหนึ่งจึงได้รับเอกสิทธิ์ในการจัดแสดง? ทำไมสังคมจึงต้องใส่ใจกับข้าวของเหล่านั้นตลอดจนลงทุนทางการเงินเพื่อการซ่อมแซมและบำรุงรักษา? ขณะที่ข้าวของอีกมากมายได้ถูกเพิกเฉยและปราศจากคนสนใจกระทั่งมันได้หายไปจากการจดจำของผู้คน

 

การเคลื่อนไหวทางความคิดในลักษณะนี้เชื่อมโยงกับถ้อยแถลงชิ้นเอกของกลุ่มฟิวเจอร์ริสม์ (Manifesto of Futurism) โดยศิลปินนาม มารีเนตตี (Marinetti) ที่แสดงออกถึงความไม่พอใจทางซากปรักหักพังทางความคิดการเมือง และผลงานศิลปะแบบเก่า พร้อมกับการเชิดชูผลงานอันเนื่องมาจากเทคโนโลยีและนวัตกรรมสมัยใหม่ต่างๆ สำหรับชาวอาว็อง-การ์ดและฟิวเจอร์ริสม์ วัตถุทางศิลปะในยุคกรีก, โรมัน หรืออารยธรรมโบราณ โดยตัวมันเองแล้วมิได้สวยงามหรือมีคุณค่าไปกว่ารถยนต์หรือเครื่องบินอะไรเลย

 

เมื่อเป็นเช่นนี้ อะไรคือสิ่งกำหนดคุณค่าของทั้งสองให้แตกต่างกัน?

 

ข้อเสนอที่น่าสนใจคือ อดีต ได้กลายเป็นปริมณฑลสำคัญที่มนุษย์ให้คุณค่าอย่างยิ่งยวดและมากกว่าคุณค่าที่มีต่อปัจจุบัน มันเป็นเรื่องที่น่าขบขันและไร้แก่นสารมากเพราะมนุษย์ดำรงอยู่ในความเป็นปัจจุบันที่แปรผันตามการเดินทางของเวลา อดีตแท้จริงแล้วคือปัจจุบันที่ผ่านพ้น มันอาจจะดูไม่เป็นธรรมสักเล็กน้อยหากเรามอบคุณค่าให้กับผู้คนที่มีชีวิตอยู่ในอดีตมากกว่าผู้คนที่ยังมีลมหายใจอยู่ในปัจจุบัน

 

ในอีกแง่หนึ่งก็คือ ปริมณฑลที่เรียกว่าอดีตนั้นควรถูกจัดการโดยผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่มากกว่าผู้ที่หมดลมหายใจ และการจัดการนั้นควรมีลักษณะของความเท่าเทียมกันในทุกชนชั้น มากกว่าการบอกเล่าอดีตของชนชั้นนำหรือบรรดาเหล่าผู้ปกครอง

 

ดังนั้น สดมภ์หลักในข้อถกเถียงของกลุ่มอาว็อง-การ์ดก็คือ การต่อต้านพิพิธภัณฑ์ศิลปะในฐานะสถาบันซึ่งคอยนำเสนอเรื่องราวของชนชั้นนำ, ผู้ปกครอง หรือเจ้าอาณานิคม มาสู่การจัดการในความหมายของการเล่าเรื่องและคัดสรรวัตถุจัดแสดงที่ยึดหลักความเสมอภาคของมวลมนุษย์เป็นที่ตั้ง กระบวนการนี้เองนับเป็นส่วนหนึ่งของการทำศิลปะให้เป็นประชาธิปไตยสำหรับพวกเขาวัตถุทางศิลปะในสถาบันเหล่านี้มีส่วนในการปิดบังศักยภาพของมนุษย์ด้วยการนำเสนอภาพของงานศิลปะที่สื่อถึงชีวิตที่ดูลุ่มลึกงดงาม และสลับซับซ้อน (Vita contemplative) แต่มันก็ล้วนเป็นอุดมคติที่มิใช่สิ่งที่มนุษย์สามัญจะไปถึงได้

 

ในแง่นี้ การเคลื่อนไหวซึ่งเปี่ยมไปด้วยคำถามแบบถอนรากถอนโคนจึงนับเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนการเมืองสมัยใหม่ ซึ่งมันได้ปรากฏผ่านวัตถุทางศิลปะที่ถูกจัดแสดงต่างๆ อันเป็นการรื้อโครงสร้างความคิดในเรื่องเวลา และพื้นที่ในการแสดงผลงาน ผลพวงของคลื่นความคิดดังกล่าวทำให้เราตระหนักได้ว่า “วัตถุสามัญ” อย่างโถส้วมของมาร์แซล ดูว์ช็อง (Henri-Robert-Marcel Duchamp) จึงกลายเป็นความแสบสัน มากกว่าการเป็นวัตถุทางศิลปะในความหมายทั่วไป ในขณะที่เราอาจสังเกตได้ว่าพื้นที่ในการจัดแสดงงานทางศิลปะเอง ไม่ได้จำกัดเพียงแค่ในพิพิธภัณฑ์หรือหอศิลป์ในเชิงสถาบันอีกต่อไป เมื่อทุกพื้นที่ของโลกทั้งใบกลายเป็นพื้นที่ในการแสดงออกทางศิลปะ วัตถุซึ่งเกิดจากการสร้างสรรค์ของมนุษย์และมีความหมายต่อความเป็นมนุษย์จึงนับเนื่องเป็นผลงานทางศิลปะได้เช่นกัน

 

แน่นอน ปฏิกิริยาทางความคิดในลักษณะนี้ถูกกระตุ้นและปะทุออกมาภายใต้บริบทของการปฏิวัติอุตสาหกรรมและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีซึ่งนำพาจักรกลให้เป็นส่วนหนึ่งในการ
ผลิตงานทางศิลปะหรือในตัวมันเองคือการรังสรรค์ทางศิลปะ ความคิดในลักษณะนี้สอดรับกับงานเขียนของวอลเตอร์ เบนยามิน Walter Benjamin) ในประเด็นเรื่องความเป็นต้นฉบับแห่งการผลิตซ้ำ (The original of a reproduction) เป็นอย่างยิ่งเนื่องจากจักรกลสมัยใหม่ไม่เพียงแต่สามารถทำซ้ำหรือสร้างชิ้นงานขึ้นใหม่ได้เพียงอย่างเดียว ทว่ามันได้ช่วยสลายช่องว่างระหว่างอดีตกับปัจจุบัน วัตถุทางศิลปะที่เคยยืนยงเป็นตัวแทนของอดีตอันยิ่งใหญ่และคนบางกลุ่มบางจำพวกสามารถเกิดขึ้นใหม่ด้วยน้ำมือของเทคโนโลยีสามานย์ จักรกลและพลังของเทคโนโลยีจึงกลายเป็นสิ่งที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการปลดปล่อยปัจจุบันให้หลุดออกไปจากอดีตที่ถูกครอบครองโดยชนชั้นนำพลังของสื่อและเทคโนโลยีในงานศิลปะจึงมุ่งหมายถึงสาระสำคัญของ “ความร่วมสมัย” ในความหมายของคำว่า “ที่นี่และตอนนี้” (Here and Now) ทั้งยังนำพาเราไปสู่การปฏิวัติทางความคิด ชักนำให้การรังสรรค์งานศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของการเมืองสมัยใหม่และกระบวนการสร้างประชาธิปไตย มากกว่าการถูกพิจารณาในฐานะ “ตัวกลางใหม่” ในการนำเสนอหรือเล่าเรื่องราวแบบที่เราเชื่อกันโดยทั่วไป

 

หลังจากการเดินท่องพิพิธภัณฑ์เสร็จสิ้นลง ผมเปิดประเด็นในข้างต้นนี้ให้เพื่อนฟังในร้านกาแฟเล็กๆ แห่งหนึ่งริมคลอง เพื่อนคนหนึ่งซึ่งเรียนศิลปะอยู่ในเยอรมนีสนับสนุนความคิดของผม พร้อมตั้งชื่อหัวข้อให้ว่า “The Rheology of Art” ปกติแล้ว Rheology เป็นคำเรียกศาสตร์การศึกษาพฤติกรรมการเคลื่อนที่และเสียรูปทรงของวัสดุซึ่งเกี่ยวข้องกับหลักกลศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสูญเสียและเปลี่ยนรูปทรง (Deformation) อันเนื่องมาจากการไหล (Flow) ของวัตถุอันเป็นผลจากการสนองตอบแรงกล (Mechanical force) ไม่ว่าจะเป็นแรงเขย่า, การตัดเฉือน และการบิดให้ขาดจนเสียทรงการพิจารณาวัตถุทางศิลปะในฐานะการไหลเวียนเช่นนี้เอง มันเป็นการย้ำให้เราตระหนักว่า แม้ตัววัตถุทางศิลปะเองจะแอบอิงคุณค่ามาจากอดีตที่ยาวนาน และดำรงอยู่ภายใต้ความชอบธรรมจากศาสนาและการรับรองโดย “แห่งชาติ” แต่วัตถุทางศิลปะเหล่านั้นก็มิใช่สิ่งที่แข็งตระหง่าน, ยืนยง หรือมีความต่อเนื่องยาวนานนับจากอดีตอีกต่อไป การยอมรับความคิดเช่นนี้เท่ากับปิดกั้นการตระหนักรู้ถึงคุณค่าความหมายของความเป็นปัจจุบัน

 

ในทางกลับกัน เมื่อวัตถุสามัญสามารถไหลเวียนมาแทนที่ความทรงภูมิหรือกลิ่นไอทางศิลปะของวัตถุได้เมื่อนั้น วัตถุทางศิลปะจึงจะช่วยเปิดพื้นที่ให้กับศักยภาพของชีวิตมนุษย์ (Vita activa)อันได้แก่ แรงงาน (Labour), งาน (Work) และการเคลื่อนไหว (Action) ข้อเสนอของกลุ่มอาว็อง-การ์ดในช่วงต้นค.ศ.ที่ 20 จึงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างให้คนธรรมดามีที่ยืนในหน้าประวัติศาสตร์และเปลี่ยนแปลงประวัติศาสตร์จากความเป็นปัจจุบันของพวกเขาเองที่นี่และตอนนี้ “เรา” เสนออะไร?

 

Text : Sorayut Aiemueayut

Image : Sorayut Aiemueayut

 

 

Last May, I gave an academic presentation at Leiden University in Netherlands; and as such, I was able to explore a

couple of arts and ethnic museums

nearby. Among my foreign friends, a growing consensus was eminent that more and more museum’s exhibition is becoming ‘contemporary.’ For them, the word implies interactive media, moving picture narratives, etc. Yet, my question remains whether this contemporary leads to any deconstruction of the

prevailing idea in putting out exhibition or it’s just a new ‘medium’ to preserve the old ideology.

 

This issue brought me to think of the avant-garde movement during the early 20th Century when they campaigned against preserving or exhibiting relics or ancient arts. Don’t get them wrong.

They don’t mean to destroy history

but they were merely asking simple questions, “Why does one object earn

a privilege over another?” and “Why do society have to spend such investment for its preservation while other objects were ignored?”

 

This movement would remind many

of the Manifesto of Futurism by

Marinetti who dissented the wreckage

of political leftovers and arts and turned to celebrate pieces from technology and new innovation. For the avant-gardes and futurists, Greek and Roman relics are neither more beautiful nor

worthwhile than a car or a plane.

 

It seems unfair that human dwells over the past and seize its importance over present when it’s where humans actually live. The realm of the past should be managed by those who are living rather than the deceases, and stories of all classes should be told rather than just stories of the long-gone nobles.

 

Therefore, the pillar of avant-garde’s

argument is to defy the museum

institute’s tales of the ruling class and imperialists and urge the selection of

objects that present equality. This

process gives arts a democratic

re-characterization. The wave of the movement resulted in rethinking “a mundane object” like a urinal porcelain of Henri-Robert-Marcel Duchamp’s Fountain as audacious art rather than the-art-that-we-know-of. Art is no

longer constricted to the museum or

art center as institutions as everywhere can become a possible site for

exhibition.

 

Of course, the context for this

phenomenon is the industrial revolution and advance in technology, like Walter Benjamin’s concept of the Original of a Reproduction. The once glorious object of the past for a certain group can be reproduced over and over again through the power of machine –liberating

present of the dominating past.

 

In brief, the proposal of the avant-garde of the early 20th Century is to allow

commoners a place in history both in past and present. So for us, here and now, what should “we” propose?

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s