If you don’t think they’re right for you,

then that’s fine.

 

ถ้าแฟนคุณต้องการความมั่นคง ชัดเจน ทำทุกอย่างเป็นระเบียบแบบแผน เขาหรือเธอน่าจะพร้อมจูงมือคุณเดินเข้าจดทะเบียนสมรสที่ตึกใหญ่ย่านอโศกแห่งนี้

แต่แฟนคุณรักอิสระกลัวการผูกมัด ความรักระหว่างพวกคุณ อยู่ที่พลังงานที่ส่งมอบถึงกัน โดยไม่ต้องถูกจำกัดความไว้กับสิ่งไหน เป็นไปได้สูง

ที่คนรักคุณจะเบือนหน้าหนีและเดินทางให้ไกลตึกใหญ่แห่งนี้มากที่สุด

 

นี่เป็นความจริงที่ผ่านการสำรวจมาแล้วจาก เจ๋อ – ภาวิต จิตรกร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร สายธุรกิจจีเอ็มเอ็ม มิวสิค พี่ใหญ่แห่งค่ายแกรมมี่

 

“เวลาผมทำงาน ผมชอบเปรียบเทียบความสัมพันธ์ให้งานเหมือนเป็นแฟนเรา ผมเองได้ไปคุยกับอินดี้ด้วยตัวเองอยู่หลายวง เค้าไม่รู้อยู่แล้วว่าผมเป็นใครผมถามเค้าไปว่าน้องอยากมาแกรมมี่ไหม ไม่ต้องรอฟังคำตอบเลย พอเห็นอาการ เห็นสีหน้า ก็รู้แล้วว่าเค้าไม่เอาเราเลย”

 

กำแพงของศิลปินอินดี้ที่ปิดตายกับค่ายเพลงยักษ์ใหญ่ ถือเป็นโจทย์สำคัญทำให้ทั้งเจ๋อและเปิ้ล–จิราภรณ์ สุมณศิริ ผู้อำนวยการฝ่าย สังกัดสนามหลวงมิวสิก ต้องใช้เวลาและหาวิธีทลายกำแพงเหล่านี้ให้ได้ ทางออกที่พวกเขาช่วยกันคลำทางจนค้นพบนั่นก็คือ ‘การอยู่ก่อนแต่ง’ หรือไม่ก็ ‘ไม่ต้องแต่ง’ เสียเลย!

 

แต่…โลกนี้ไม่ได้มีด้านเดียวสนามหลวงมิวสิกค่ายเพลงในเครือ จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ ก็ยังมีศิลปินมาขอจีบจนแต่งงานกันมาแล้ว หนึ่งในนั้นก็คือ อพาร์ตเมนต์คุณป้า วงร็อกแอนด์โรลที่มีเอกลักษณ์ทางดนตรีชัดเจนที่สุดวงหนึ่งในประเทศไทยแน่นอนว่าวงดนตรีที่ทำเพลงต่อเนื่องกันมาแล้ว 16 ปี รักในสิ่งที่พวกเขาเป็นและไม่ยอมให้มีใครมาเปลี่ยนแปลงเขาแน่ๆ แต่ทำไมพวกเขาถึงเลือกแต่งกับสนามหลวงล่ะ

 

นั่นเป็นคำถาม และต่อจากนี้คือคำตอบ มาฟังเจ๋อกับเปิ้ลแชร์ไอเดียกัน ว่าค่ายสนามหลวงเค้าดูแลคนรักกันแบบไหนภายใต้ 4 โมเดลศิลปินแบบใหม่ แล้วคนรักที่รักอิสระแต่ก็ยอมแต่งงานกันมา 6 ปีแล้วรู้สึกอย่างไรบ้าง ตุล ไวฑูรเกียรติ ฟร้อนท์แมนแห่งอพาร์ตเมนต์คุณป้ารับหน้าที่เผยความในใจ

 

  • ทำไมอพาร์ตเมนต์คุณป้าถึงเลือกมาอยู่ค่ายเพลงนี้

ตุล: ย้อนไป 6 ปีที่แล้วตอนนั้นอัลบั้มรักสนิยมอพาร์ตเมนต์คุณป้าบันทึกเสียงเสร็จแล้วเราก็กำลังจะปล่อยเพลงอยู่แล้ว แต่เราก็คิดว่าจะดีไหมถ้าเราลองคุยกับค่ายเพลงดูบ้าง เพื่อที่เพลงของเราจะได้ไปสู่ผู้ฟังที่กว้างขึ้น แต่เราเองก็ไม่คิดว่าจะมีค่ายเพลงได้ เพราะด้วยเพลงเราเองก็อาจจะไม่ใช่เป็นเพลงที่ฟังกันได้ทุกเพศทุกวัยในระดับแมสขนาดนั้น แต่ก็ลองเข้ามาที่นี่พร้อมกับนำเพลงทั้งอัลบั้มรักสนิยมให้ที่ค่ายฟัง แล้วก็เซอร์ไพรส์ผมมากที่เค้าฟังจนจบอัลบั้มเลยนะ แล้วบอกว่าชอบ ค่ายก็เลยรับอพาร์ตเมนต์คุณป้ามาเป็นศิลปินกับที่นี่ ก็เกิดขึ้นง่ายๆ แบบนั้นเลยพวกผมเองก็ชอบที่ค่ายรับเราได้ในแบบที่เราเป็นไม่ได้ห่วงยอดขายมากมาย แต่เชื่อว่าพวกเรามีความแข็งแรงบางอย่างมีฐานแฟนเพลงที่เหนียวแน่น และก็มีความต่อเนื่องในการทำงาน แล้วเราก็ได้ทำเพลงในแบบที่เราอยากทำจริงๆ ตรงนี้มันก็มาเจอกันพอดี

 

  • การทำงานแบบมีค่ายเพลงกับทำเองในอัลบั้มชุดก่อนๆ แตกต่างกันยังไงบ้าง

ตุล: มีค่ายเพลงก็ทำให้เรามีระบบระเบียบขึ้น ที่นี่เราทำงานเป็นทีม มีคนหลายคนอยู่ เพราะฉะนั้นเราจะรู้แน่นอนว่าเพลงเราปล่อยเมื่อไหร่ ก็ต้องมีเดดไลน์ มีการบ้านที่เราต้องทำส่งให้ทันท่วงทีหลังจากปี 59 ที่เราออกอัลบั้มรักสนิยมไป ซีดีวางขายไปแล้ว พี่เปิ้ลก็มาบอกว่า ตุลไปแต่งเพลงมานะ ปี 61 ตุลต้องออกเพลง ผมก็จะเริ่มอึ้งหน่อยว่าจะไปเสกเพลงมาจากไหน ในช่วงแต่งเพลงไม่ได้ยอมรับว่าเหวอมากเหมือนกัน เพราะที่ผ่านมาตอนทำอัลบั้มเองเราก็ไม่ได้มีไทม์ไลน์การทำงานอยู่แล้ว อัลบั้มอพาร์ตเมนต์คุณป้านี้ป็นอัลบั้มแรกที่มีเดดไลน์

 

  • การมีเดดไลน์มันส่งผลกับเพลงเราบ้างไหม

ตุล: มันไม่ได้ส่งผลอะไรนะฮะ แต่ตอนแรกมันก็อึ้งๆ หน่อย เพราะมันไม่มีเพลง แต่ตอนเดือนตุลาคมปี 2559 เป็นช่วงถวายอาลัยในหลวงรัชกาลที่ 9 ตอนนั้นก็เป็นช่วงที่ทุกอย่างอยู่ในความเงียบ เราก็ไม่มีงานเลยขึ้นไปที่ปาย ไปอยู่ 2 อาทิตย์ แล้วบรรยากาศมันพาไป ความเงียบสงบ ความที่เราได้อยู่กับตัวเอง ไม่ได้ทำอะไร มันก็มีเพลงที่ค่อยๆ งอกออกมาเยอะเหมือนกัน ตอนนั้นพอกลับมาผมก็โทรบอกเพื่อนๆ เออ เรามีเพลงแล้วเยอะแล้ว ก็ใจชื้นไป อย่างน้อยมันก็มีเรี่ยวแรงทำต่อแล้วล่ะ ที่เหลือใครมีอะไรช่วยคิดกันได้ช่วยกันมาละกันนะ

 

  • ตามที่พี่เจ๋อบอกเวลาไปชวนศิลปินอินดี้มาอยู่แกรมมี่ ชาวอินดี้ก็จะไม่โอเค อพาร์ตเมนต์คุณป้าเป็นแบบนั้นไหม

ตุล: สมัยก่อนผมก็มีความรู้สึกแบบนั้น มันไม่ได้ผิดหรอก มันเป็นแบบนี้มานาน ความรู้สึกนี้มันฝังอยู่ แต่ใครจะคิดล่ะว่าค่ายเพลงใหญ่ๆ จะเข้าใจศิลปินอย่างเต็มร้อย วงอินดี้เค้าก็จะกลัวถูกบีบถูกบังคับให้ปรับเปลี่ยน

 

  • แล้วในส่วนของผู้บริหาร ทำอย่างไรให้สนามหลวงก้าวผ่านกำแพงนี้ไปได้

เจ๋อ: เราก็พยายามคิดว่าอุปสรรคของวงอินดี้คืออะไร ถ้าเทียบว่าเป็นแฟน ค่ายสนามหลวงผมมองว่าโลกที่มีอิสระคือคุณไม่ต้องแต่งงานก็ได้ ก็อยู่กันไปเลย อยู่ก่อนแต่งก็ได้ หรือแต่งแล้วค่อยอยู่ด้วยกัน หรืออยู่ต่อไปแล้วไม่แต่ง ผมว่ามันเป็นไปได้หมดเค้าก็ต้องการอิสระที่จะได้ทำในแบบที่เค้าเชื่อส่วนพี่เปิ้ลเองก็เชื่อในคนเหล่านั้น เพราะฉะนั้นหน้าที่ของสนามหลวงก็คือต้องไปเกื้อกูลคนทั้ง2 ฝ่ายได้ นำมาสู่ Artist Model ทั้ง 4 รูปแบบ

 

รูปแบบที่ 1 ซึ่งผมก็คิดว่ารูปแบบนี้คือหัวใจที่สำคัญที่สุด คือในอิสรภาพนั้นศิลปินยังเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ ศิลปินเป็นเจ้าของธุรกิจ ทำเพลงเอง ทำเอ็มวีเอง แต่ให้สนามหลวงเป็นผู้บริหารสิทธิ์ในการจัดการ Infrastructure ของทั้งสนามหลวงและแกรมมี่เพื่อส่งเสริมให้เกิดความดังและการค้า โดยเราใช้ช่องทางโซเชียลมีเดียที่แข็งแรงในมือเราเป็นตัวต่อยอดความสำเร็จที่มากขึ้น ใช้พื้นที่ที่เตรียมไว้ให้ศิลปินต่างๆ ได้แสดงออกถึงความสามารถหรือไปถึงขั้นที่ว่าเราสามารถมีปริมาณศิลปินจำนวนมากสูงถึงขนาดที่เราทำการค้าขายกับคนที่เค้ามีความเชื่อแบบนี้ได้

 

รูปแบบที่ 2 เป็นโมเดลที่เราเป็นเจ้าของร่วม แปลว่าทางสนามหลวงและศิลปินใส่เงินลงทุนเข้าไปด้วยการในการผลิตชิ้นงานเพื่อลดโหลดความเสี่ยงในการลงทุน แล้วเราก็โปรโมทเค้าผ่านจอของสนามหลวงและแกรมมี่

 

รูปแบบที่ 3 คือเซ็นสัญญาเป็นศิลปินปกติของค่ายซึ่งก็เป็นโมเดลปกติอยู่แล้วศิลปินมองแบบที่ 1 แบบที่ 2 ก่อนแล้วค่อยเซ็นเป็นศิลปินก็ได้ อยู่ก่อนแล้วค่อยแต่งก็ได้ หรือถ้าคนมีความเชื่อในพี่เปิ้ลและทีมงานอันแรงกล้าว่าสิ่งที่ทำอยู่นี้เป็น Position ที่ถูกหรือเห็นไอดอลอย่างพี่ตุล เห็นพี่ๆ Lomosonic เห็น Tabasco แล้วรู้สึกว่าที่นี่ก็มีความคิดที่แตกต่างจากค่ายอื่นจะมาเป็นศิลปินอยู่ในระบบการลงทุนของเราเลยก็ได้

 

รูปแบบที่ 4 ผมว่าไม่ใช่ศิลปินที่เกิดใหม่ทุกวันแต่ค่ายเพลงอิสระก็เกิดใหม่ทุกๆ วันเช่นกัน ตัวค่ายเพลงก็สามารถเข้าเป็นส่วนหนึ่งในการร่วมมือกับสนามหลวงได้โดยไม่มีการแบ่งแยกแล้วใช้ Infrastructure ของเราในการเดินทาง เป็นวิธีการหนึ่งที่เราเชื่อว่าองค์ประกอบที่จะไปถึง Position ของค่าย ซึ่งผมว่าชื่อมันมีความหมายที่ดีมากเลยก็คือ เป็นสนามที่ทุกคนมีอิสรภาพมีโอกาสที่จะได้ทำตามสิ่งที่ตัวเองเชื่อ เพราะฉะนั้นเราต้องสนับสนุนทุกรูปแบบที่เราสามารถช่วยให้เกิดขึ้นได้

 

It’s also about their DNA– who they

really are as artists.

35 SANAMLUANG HIRES 005A6927.jpg

  • วันนี้เมื่อสนามหลวงปรับ Position ของตัวเองแล้ว โดยให้ศิลปินเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ แล้วพี่เปิ้ลคิดว่าหน้าที่ของค่ายเพลงคืออะไร

เปิ้ล: เรื่องเพลงจะเป็นเรื่องของศิลปินและแฟนเพลง เพราะฉะนั้นหน้าที่ของค่ายเพลง เราจะพูดอยู่เสมอว่าเราคือสะพาน หรือเราเป็นขบวนรถไฟหรือเราเป็นโทรโข่งทำให้งานของเขาตัวของเขาเสียงดังขึ้นเป็นที่รู้จักมากขึ้น แล้วกระจายเสียงของเขาไปสู่กลุ่มฟังที่ถูกกลุ่มแฟนเพลง ค่ายเพลงน่าจะเป็นสะพานเชื่อมค่ะ แล้วก็กระจายกว้างให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น

เจ๋อ: คนเราทุกคนมีหน้าที่และความเชี่ยวชาญที่เรามีไม่เท่ากัน ในฐานะของศิลปินผมว่าเขาคงเก่งในเรื่องที่เขาเป็นศิลปิน แต่ว่าค่ายเพลงผมว่ามีความสามารถที่หลากหลาย สิ่งหนึ่งที่เป็นหัวใจหลักคือค่ายเพลงพยายามสร้าง Community แฟนเพลง อีกหนึ่งสิ่งก็คือสนามหลวงไม่ใช่ค่ายเพลงตัวคนเดียวที่ไม่มีใครเหลียวแล บทบาทของค่ายในบริษัทคือจะต้องทำทุกวิถีทางที่ทำการโปรโมทเพื่อเข้าถึงกลุ่มที่เป็น Community เดียวกับแฟนคลับได้กว้างไกลที่สุดและลึกที่สุดมีศักยภาพในการพาเขาไปสู่แพลตฟอร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือแม้กระทั่งเกิดการค้ากับแพลตฟอร์มทำให้การกระจายตัวของเพลงมีโอกาสปล่อยมากกว่าการปล่อยเอง System ของแกรมมี่ คือเข้าไปอยู่ในเพลงละคร หรืออะไรที่พิเศษขึ้นมาเป็นโปรเจกต์ที่ทำให้ศิลปินและแฟนคลับได้เจอกันบ่อยขึ้น

 

พี่เปิ้ลเพิ่งคุยกับผมล่าสุด แกบอกว่าความฝันสุดทางก็คือการพาศิลปินไปสู่ World Community หรือ Festival เมืองนอก ผมก็บอกว่าพี่เปิ้ลมัน

เกิดขึ้นแน่ครับ เพียงแต่เราต้องทำเรื่องนี้ให้มันเป็นเรื่องที่ปกติ ต่อไปการแลกเปลี่ยนของศิลปินอินดี้ในระดับสากลและระดับโลกมันเกิดขึ้นแน่นอนที่สำคัญ เราอยากทำให้คนในอุตสาหกรรมดนตรีก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เช่นคุณคงไม่รู้หรอกว่าทำยังไงเพลงมันถึงจะไปไกลกว่าเดิมได้ในโลกดิจิทัล Platform ถ้าเราเป็นแค่ Segment เดียวก็จะเป็นแค่เดต้ากลุ่มเล็ก แต่เมื่อเราเป็น แกรมมี่ที่มี Market Share อยู่ในอุตสาหกรรมดนตรีมา 80% เราย่อมเข้าใจการพาศิลปินทั้งหมดข้ามผ่านโลกที่หมุนรวดเร็วแบบนี้ได้

 

  • ตุลจะบอกวงอินดี้ที่กลัวค่ายใหญ่อย่างแกรมมี่ว่ายังไง

ตุล: ก็ลองเข้ามาดูก่อนก็ได้ครับ มันไม่มีอะไรเสีย ถ้าเข้ามาแล้วไม่ชอบก็ไม่เป็นไร แต่ได้มาเจอกันมาคุยกันรู้จักกันไว้ก็เป็นเรื่องที่ดีนะครับ โลกนี้เป็นโลกของการฟีดเจอริ่ง แล้วตอนนี้มันเป็นโลกที่เปิดกว้างไม่มีใครบอกได้หรอกว่าดนตรีแนวไหนจะยึดครองเมนสตรีมได้ ทุกอย่างปรับเปลี่ยนไป ดูทุกวันนี้สิ อยู่ดีๆ ก็มีดนตรีแร็ปขึ้นมายึดครอง ใครจะคิดว่าเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นประตูมันก็เปิดกว้างขึ้นสำหรับคนทำเพลง ผมเชื่อว่าเพลงทุกแนวมีคนฟัง แล้วยิ่งพอมันเป็นโมเดลที่ Profit Sharing อะไรก็เกิดขึ้นได้

 

  • ศิลปินที่จะมาอยู่ค่ายสนามหลวงได้ต้องมีคุณสมบัติแบบไหนบ้าง

เปิ้ล: มาฟังเพลงกันก่อน ถ้าเราก็ชอบเหมือนกันก็มานั่งคุยกันเรื่องความต้องการ มาดูว่าเราสามารถไปในจุดที่เขาต้องการได้รึเปล่า ถ้าเค้าลองดู เราก็ลองดู ก็มาทำงานร่วมกัน เพลงเราไม่แตะ ภาพเราไม่แตะ ลุคเราก็ไม่แตะ ที่สนามหลวงเรามีคอมมูนิตี้ครบจริงๆ เรามีทั้งแฟชั่นดีไซเนอร์ เรามีคนทำห้องบันทึกเสียงเรามีโปรดิวเซอร์ เรามีทุกอย่าง เราก็จะมาดูว่าเราจะมีส่วนไหนที่จะช่วยกันได้ เราก็จะช่วยกัน

เจ๋อ: คอมมูนิตี้มันคือบทสรุปของความแตกต่างระหว่างเสือกกับช่วยครับ คอมมูนิตี้มันต้องเป็นความรู้สึกนั้น ถ้าเสือกคือทุกอย่างมึงมายุ่งหมดไม่ได้ให้ช่วย แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่ศิลปินอยากให้ช่วยมันเป็นคอมมูนิตี้แล้ว วงผมขาดตรงนี้นะครับ แนะนำตรงนี้หน่อย อันนี้คือความแตกต่าง ฉะนั้นระบบของเราคือไม่มีเสือกนะครับ บอกได้เลย

35 SANAMLUANG HIRES 005A6912.jpg

  • เป้าหมายของการปรับ Position ของสนามหลวงครั้งนี้คืออะไร

เจ๋อ: ในระยะสั้นผมอยากให้เกิดบทพิสูจน์ในตลาดว่าคนที่ร่วมมือกับสนามหลวงมีชีวิตที่ดีขึ้นทุกคนอย่างน้อยเค้าต้องดังขึ้น เพลงต้องได้รับการยอมรับมากขึ้น เพลงต้องไปสู่กลุ่มเป้าหมายได้ดียิ่งขึ้นผมไม่อยากให้วงไหนที่เข้ามาอยู่ในสนามหลวงแล้วมีความสำเร็จน้อยกว่าเดิม ส่วนในระยาวคงจะเป็นเรื่องของการทำให้สิ่งที่เราก่อร่างสร้างตัว ผมขอเรียกว่าเป็น Partnership Model เป็นรูปธรรมจนเกิดเป็นเฟสติวัลที่ใหญ่ที่สุดในประเทศให้ได้

 

  • พวกคุณคิดว่าการที่วงดนตรีสักวงจะประสบความสำเร็จได้มันขึ้นอยู่กับปัจจัยอะไรบ้าง

เปิ้ล: เพลงค่ะ

เจ๋อ: ผมว่าทุกอย่างต้องดีจากเนื้อแท้ เพลงก็เป็นส่วนหนึ่ง ผมว่านักดนตรีในปัจจุบันนี้ DNA และความเป็นตัวตนสำคัญที่สุด ผมว่าคนยุคสมัยนี้เค้ามองผ่านเปลือกนอกได้ง่ายมาก เข้าไปถึงตัวตนที่แท้จริง ผมว่าศิลปินทุกท่านจะมีแฟนคลับต่อไปจะต้องมีเนื้อแท้เป็นตัวตั้งเมื่อมีตัวตนแล้ว ไม่มีศิลปินคนไหนที่ประสบความสำเร็จโดยปราศจากการค้า คือไม่มีงานเลย เค้าก็ต้องมีงานระดับนึงที่เค้าพอใจ ต่อมาคือเค้าต้องมีแฟนคลับมากกว่าแฟนเพลง แฟนเพลงก็เป็นคนที่อาจจะชอบเพลงของคุณ แต่ไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์อะไรกับคุณเลย ไม่เคยจ่ายตังค์ให้กับคุณในอะไรสักอย่าง แต่ถ้าเป็นแฟนคลับ เขาจะอยากใกล้ชิดและสนับสนุนและสุดท้ายเค้าควรจะเป็นแรงบันดาลใจให้คนอื่นได้ ผมว่านั่นคือความสำเร็จ

ตุล: สำหรับผมวงจะประสบความสำเร็จได้ต้องทำงานต่อเนื่อง เพราะว่าความสำเร็จมันคงวัดไม่ได้กับความดังหนึ่งเปรี้ยง มันก็มีวงที่ออกมาแล้วดังเลยนะ อันนั้นก็ต้องยินดีกับเค้าด้วย แต่ก็จะมีวงที่ทำมา 10 ปี หรือ 20 ปี กว่าจะได้รับการยอมรับ เพราะฉะนั้นถ้าคุณทำวงดนตรีอย่าเพิ่งไปหยุด บางทีคุณอาจจะประสบความสำเร็จในปีที่ 18 ของคุณก็ได้

 

  • แล้วอพาร์ตเมนต์คุณป้าเองล่ะ คิดว่าความสำเร็จในมุมของคุณมาในปีไหน อัลบั้มชุดไหน

ตุล: โอ้ย แค่ทำงานเสร็จมันก็สำเร็จแล้วนะอพาร์ตเมนต์คุณป้าอยู่มาด้วยไอเดียที่คิดว่ามันจะเจ๊งในชุดแรก ดังนั้นที่อยู่มาได้ทุกวันนี้มันก็เกินความสำเร็จมานานแล้ว เพราะคิดดูว่าเมื่อก่อนผมทำวงอะไรจ๊ะมาก่อน คุณปั้มมือเบสก็เคยทำ Siam Secret Service มาก่อน ทุกคนชินกับการทำ 1 อัลบั้ม แล้วก็หาย มันไม่ได้อยู่ในความคิดหรอกว่า ณ ตอนนั้น เราจะยืนระยะมาได้ถึงเท่านี้ได้

 

Text : Jarunporn Phuengpo

Photography : Kong Pantumachinda

Retouching : Nutcha Harnpukdipatima

 

If your lover wants security, clarity and structure, then she will likely walk hand in hand with you into this large building in Asoke area, where you both will be happily married. But if she loves freedom, is afraid of commitment, and believes that your bond is bounded by anything and nothing, then there’s a probability that this is the last place she wants to be.

 

This is the “observed truth” from Phawit Chitrakorn, Chief Executive Officer of GMM Music at GMM Grammy Public Company Limited – “I had conversations with many indie bands. Of course they didn’t know who I was. When asked whether they wanted to join Grammy, their facial expressions spoke louder than words. They weren’t interested to say the least.”

 

The “walls” built by many indie artists are the major blockage, which Phawit and Jiraporn Sumanasiri, Label Director of Sanamluang Music, sought to destroy. Their solution was comparable to “living together before marriage” and “living together with no intention of marrying at all!”

 

Despite the “commitment-free” offers,

there have been some cases of “courtship” that ended up in “marriage.” One of them was the case of Apartment Khunpa, one of Thailand’s most prominent rock n roll bands known for their distinctive and uncompromising artistic direction. Why, then, did they agree to this matrimony?

 

Here are the answers from Apartment Khunpa’s front man Tul Waitoonkiat, along with the breakdown of Phawit

and Jiraporn’s 4 models for artists with commitment issues.

    

  • Why did Apartment Khunpa decide to join Sanamluang Music?

Tul: Flash back 6 years ago, we had just finished recording Raksaniyom [the band’s 4th album] and about to launch some singles. Then we all agreed we would talk to music labels in hope that our music would have more exposure. So we came to Sanamluang. They listened to our songs from Raksaniyom back to back and liked them. So here we are.

 

  • How does working with a label different from working as an independent artist?

Tul: With the label, we have more structure, and we have deadlines. After the release of Raksniyom in 2016, we were told we needed to release more songs in 2018. At first I was a little flabbergasted, because prior to that we had never had a timeline.

 

  • How did a deadline affect you as an artist?

Tul: In the end it didn’t really affect us that much, despite knowing at the time that we weren’t writing songs. I had a chance to travel to Pai [north of Thailand] for 2 weeks. Being there alone in

a quiet place, I reconnected with myself. And songs just came.

 

  • Phawit mentioned the reactions from indie artists when asked whether to join Grammy, did you feel the same?

Tul: I used to feel like that as well. And there’s nothing wrong with that. It’s an ingrained perception. Who would have thought that a big music label would actually listen to the artists?

 

  • And as the heads of the label, how do you plan to change this perception?

Phawit: We tried to imagine being in the artists’ shoes. Metaphorically speaking, if Sanamluang is their lover, we are OK

if they don’t wish to get married now.

We can simply live together before

marriage. Or not getting married ever. So we came up with the 4 relationship models that the artists can choose:

 

Model 1: The artists maintain their copyrights. They own their businesses. They produce songs and music videos themselves. What Sanamluang and Grammy handle are management and promotions. We are very strong in terms of marketing and social media. This can do wonders to artists who need exposure.

 

Model 2: In this model, the artists and Sanamluang are co-owners. Both parties are financially invested in the products, which helps lowering the risks. And we also handle the marketing and promotions.

 

Model 3: This involves the conventional practice of signing a contract, making the artists part of our label. This might come after the artists have tried the first 2 models.

 

Model 4: This model targets independent music labels that might want to join forces with us. They can use our infrastructure to achieve goals.

 

  • Now that Sanamluang has repositioned itself to the extent that artists can

maintain their copyrights, then what

do you think is the main role of the music label?

Jiraporn: We’re the bridge. The vehicle. The loudspeaker. We are the connection between the artists and the fans.

Phawit: Music labels are responsible

for connecting artists to communities

of fans. We bring the artists to the right platforms. Jiraporn and I recently talked about connecting our artists to the global music communities, bringing them to festivals and so forth. This will definitely happen.

 

  • What would you like to say to indie

artist who shy away from big labels?

Tul: First, have a talk. If you don’t think they’re right for you, then that’s fine. But this world is meant for collaborations, especially now when any kind of music can become mainstream. Anything’s possible. And wouldn’t it be even better if you had the right business model

for it?

 

  • What would be the key(s) to success for any artist?

Jiraporn: The music.

Phawit: The music is part of it. It’s also about their DNA – who they really are as artists. Also, the artists need to have more fan clubs than music fans, because fan clubs support you much more than music fans who might never pay a dime for you. Lastly, success involves the

artists becoming a source of inspirations for fans.

Tul: For me, success involves consistency. You need to push forward and never give up. Yes you might become successful very quickly, but it might also be that you need to stick around for many years before you gain recognition.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s