You desperately want to

be unique but it’s ill-fated concept.

33 THANES 2.jpg

You can try putting the whole

human race in solitude but that’ll never work.

 

ทั้งนี้ก็เพราะ รายงานสถานการณ์ความเหงาเข้าระบาดรอบโลกประจำศตวรรษที่ 21

ด่วน! พบหญิงชราญี่ปุ่นวัย 90 ปี ก่อเหตุขโมยไข่ปลาค็อด เมล็ดธัญพืช และกระทะในซูเปอร์มาร์เก็ตเพื่อเข้าคุกอีกครั้ง ผู้ต้องหาสารภาพ เธอเหงา และไม่อยากกลับบ้านไปใช้ชีวิตเดียวดายข้างนอกคุก

รัฐบาลอังกฤษประกาศสงครามกับความเหงา ก่อตั้ง Ministry of Loneliness

สาวโสดเตรียมเฮ บริษัทเทคโนโลยีในญี่ปุ่น คิดค้น Man on the Curtain เครื่องฉายเงาชายเสมือนจริง ให้อุ่นใจ

(แหล่งอ้างอิงจาก http://www.bloomberg.com, http://www.nytimes.com และ http://www.geek.com)

กระตุ้นให้เราเกิดคำถามตามมาอีกมากมาย ทำไมรอบตัวเราตอนนี้ถึงเต็มไปด้วยคนเหงา? จริงๆ แล้วความเหงาพวกนี้มันมีเหตุปัจจัยอะไร? จะเกิดอะไร

ถ้าคนบนโลกหันมาอยู่คนเดียวกันหมด? ที่เขาว่ากันว่า ความเหงาฆ่าคนได้ นี่มันจริงจริงๆ หรือ?

ในฐานะคนเหงาที่อยากเข้าใจความเหงา เราจึงออกเดินทางมาพบกับ ธเนศ วงศ์ยานนาวา อาจารย์ และนักวิชาการชาวไทยที่มีความถนัดทางด้านสังคมศาสตร์ โดยเฉพาะด้านปรัชญาการเมือง ทฤษฎีสังคม รวมถึงประวัติศาสตร์ ที่ร้านเบเกอรีใกล้บ้าน

  • Why loneliness affects so many young people? ทำไมความเหงาถึงแพร่ระบาดในหนุ่มสาวยุคนี้?

“ความเหงามันสามารถเกิดได้กับคนทุกกลุ่ม จะหนุ่มสาว หรือคนแก่ก็เกิดได้หมด เกิดมาตลอดเพียงแต่ว่าในปัจจุบันคนอยากเป็นอิสระ ความเป็นอิสระกลายเป็นเป้าหมายสูงสุดในชีวิต เป็นคุณธรรมชุดใหม่ของโลกสมัยใหม่ ‘ความเป็นอิสระ’ ที่คุณไม่ต้องพึ่งพาอาศัยใคร แต่มันก็เป็นสิ่งที่ย้อนแย้งในตัวเอง เพราะว่าคุณไม่เกิดมาจากความเป็นอิสระ อย่างน้อยๆ คุณเกิดมาจากสิ่งที่พ่อแม่คุณแลกเปลี่ยน DNA ซึ่งกันและกัน

ค่านิยมนี้ถูกตอกย้ำมากขึ้นด้วยความเป็นปัจเจกชนหรือ ‘individual’ มากกว่า ‘dividual’ สำหรับความเป็นปัจเจกชนของตะวันตกอาจจะพูดคร่าวๆหยาบๆ ได้ว่ามันประกอบขึ้นจากองค์ประกอบ 3 ส่วนด้วยกัน

ส่วนแรก ค่านิยมความเป็นปัจเจกชนในโลกตะวันตกที่พัฒนาขึ้นมาพร้อมกับการปฏิรูปศาสนาProtestant Reformation ที่มีต้นแบบอยู่ที่ Martin Luther จิตสำนึกของฉันที่ใครก็ไม่สามารถเข้ามาควบคุมได้

ส่วนที่ 2 มีส่วนสำคัญเหมือนกัน นั่นคือ สำนึกของการที่คุณเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ คุณมี Private Property ที่ได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งของตัวตนของผู้เป็นเจ้าของ วัตถุข้าวของเครื่องใช้เป็นส่วนสำคัญของตัวตนของมนุษย์

ส่วนที่ 3 คือ จิตวิทยาของคนสมัยใหม่ที่ว่าเราสามารถเลือกชีวิตของตัวเอง กำหนดชะตาชีวิตตนเองได้ และบรรลุความต้องการของตัวเองหรือ self-actualization ได้ สิ่งนี้ปรากฏชัดใน Humanistic Phsycology ไม่ว่าจะเป็น Carl Rogers (นักจิตวิทยามนุษยนิยมที่เห็นเรื่องการให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เชื่อว่าผู้เรียนเป็นบุคคลที่มีความโน้มเอียงตามธรรมชาติที่จะพัฒนาตนเองทุกๆ ด้าน เพื่อจะรักษาหรือครองไว้ซึ่งความเป็นตัวของตัวเอง) หรือ Abraham Harold Maslow (ผู้วางรากฐานจิตวิทยามนุษยนิยม เจ้าของแนวคิดว่าคนเรามักมีแนวโน้มที่จะมีความต้องการอันใหม่ที่สูงขึ้นเมื่อความต้องการพื้นฐานได้รับการตอบสนอง)

สิ่งพวกนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมาก แล้วมันมาพร้อมกับเติบโตพร้อมกับปรัชญาหลายๆ อย่าง Existentialism (ปรัชญาที่เชื่อว่ามนุษย์เกิดมาพร้อมกับความมีอิสระและเสรีภาพในการเลือกและลงมือทำทุกอย่าง) ที่ได้รับความนิยมมากตั้งแต่ช่วง 1930 แล้วส่งผลต่อวิชาจิตวิทยา รวมไล่มาจนถึง Positive Psychology ของ Martin Seligman สิ่งพวกนี้มันก็ทำให้พวกคุณคิดว่า ฉันสามารถบรรลุเป้าหมายของตัวฉันเองได้ ฉันทำได้เสมอคุณจะถูกพัฒนาให้เป็นคนที่ต้องการบรรลุแต่ความต้องการของตัวเอง”

  • Live happily ever after? สังคมอุดมความฝัน หรือแหล่งเพาะพันธุ์ความเหงาชั้นดี

“พอคุณเติบโตมาพร้อมกับจินตนาการความฝันแบบ American Dream ทุกๆ คนต้องมี ‘self-actualization’ ผู้คนมีโอกาสที่จะ Live happily ever after.’ แต่ชีวิตจริงมันไม่ได้เคยเป็นแบบนั้นคุณก็เริ่มลำบากละ เพราะเราถูกทำให้เชื่อว่าฉันต้องมีฝัน สิ่งที่ฝันจะต้องเป็นจริงให้ได้ ฝันว่ากูต้องบรรลุสิ่งนี้ให้ได้ พอไม่ได้ แต่มองไปคนอื่นๆ ชีวิตคนอื่นหรือหญ้าบ้านคนอื่นเขียวกว่า ชีวิตกูก็บัดซบล่ะ ทำไมชีวิตกูไม่ดีเหมือนคนอื่นๆ ทั้งที่จริงๆ ชีวิตทุกคนก็พร้อมที่จะบัดซบเหมือนกัน ไม่มีใครคิดแบบเดิมๆ ตามกรอบศาสนาว่า มนุษย์มีบาป ชีวิตเป็นทุกข์ มีแต่การทนทุกข์ทรมาน

ในอีกส่วนหนึ่งก็มีสำนึกว่าต้องเป็นคนที่ไม่เหมือนใคร ตั้งเป้าไว้ว่าจะไปเดินเล่นบนดาวอังคารเป็นมาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก เป็นอีลอน มัสก์ ฉันต้องได้รางวัลโนเบลคนต่อไป ต้องเป็นคนเก่งแห่งศตวรรษที่ 21 เป็น Man of the Century เป็นบ้าบออะไรที่พูดมาทั้งหมด แต่ไม่เคยคิดว่ามันมีสักกี่คนที่บรรลุสิ่งพวกนี้

(เงียบนิ่ง)

เพราะฉะนั้นฉันก็จะไม่เหมือนใคร พอไม่เหมือนใคร ก็เป็นคนที่ Unique มากพอคุณ Unique มากๆ ก็ฉิบหายดิ เพราะลำบากที่จะเข้ากับคนอื่นๆ หรือจะให้คนอื่นๆ เข้าใจ”

  • Explore Loneliness through History เดียวดายกันมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ (แอนโทนี)

“ไอ้ปัญหาของการอยู่คนเดียว ไม่ใช่สิ่งที่เพิ่งเกิดในประวัติศาสตร์เรา จริงอยู่ปริมาณการอยู่คนเดียวมันเพิ่มมากขึ้น เพราะในอดีตคุณก็ไม่ค่อยจะมีโอกาสได้มีชีวิตยืนยาว…มาจนแก่ตายแบบทุกวันนี้เท่าไหร่

คือก่อนที่มะเร็งจะมาคร่าชีวิตคุณไป กาฬโรค อหิวาต์ โรคหวัด กินคุณตายไปก่อนแล้ว มะเร็งมันพึ่งมามีโอกาสได้แสดงประสิทธิภาพมันนะ มันคงดีใจมากตอนนี้ ตอนนี้เป็นเวลาของกูแล้ว มะเร็ง!

หรือพวกคนสันโดษ (Solitude) มันอยู่ในศาสนามาเป็นเวลายาวนานแล้ว แต่ว่าไม่ได้เหงาเพราะว่าฉันแค่ไม่ได้อยากติดต่อกับใคร ฉันเป็นแบบ St. Anthony ผู้ใช้ชีวิตสันโดษกลางทะเลทรายเป็นเวลานานสิบๆ ปี เป็นฤาษีชีไพร กูไม่ยุ่งกะใคร แต่คนพวกนี้เป็นคนพิเศษ ไม่ใช่คนที่อยู่ในมาตรฐานปกติ”

  • อาม่าอากงเหงาเท่าเราไหม

“ความเหงามันไม่ใช่เรื่องเฉพาะคนรุ่นคุณ คนทุกรุ่นสามารถเหงาได้หมด แต่พวก Millennials หรือGen Me Me คิดว่าตัวเองมีปัญหามากกว่าคนอื่นๆ ซึ่งอันนี้มันก็เป็นปัญหา ที่เรียกกันว่า narcissistic หรือพวกหลงใหลตัวเอง คุณลักษณะนี้ไม่ได้มีแต่ในพวก Millennial เท่านั้น แต่ Baby Boom ก็เป็นเพียงแต่ตอนนี้เวลานี้โลกเรามีเทคโนโลยีที่ทำให้คนรุ่นใหม่ทุกวัยสามารถเป็น Me Me Generation ได้ เช่น ถามว่าคนเรานั่งกันอยู่ทุกวันนี้ เรามักจะทำอะไรกัน เจอกันก็หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา กูอยากติดต่อกับโลก แต่คนข้างหน้ามึง มึงไม่อยากติดต่อด้วย

เรื่องอยู่กับตัวเองไล่ไปจนถึงระดับหลงใหลตัวเองอยากอยู่คนเดียวตามความใฝ่ฝันแบบ Virginia Woolf มีห้องส่วนตัวของคนตนเอง หรือย้ายมาอยู่คนเดียวจากชนบท มีห้องนอนของตัวเองคนเดียวตั้งแต่เด็กๆ มันก็เป็นเรื่องธรรมดาของโลกสมัยใหม่น่ะ ตอนเป็นวัยรุ่นอยากเป็นอิสระ อยากทำอะไรได้ด้วยตนเอง ทุกอย่างมีแต่ตัวเอง ผมคิดว่าผมเองก็ผ่านขั้นตอนพวกนี้มา แต่พอแก่ขนาดนี้ไม่คิดแล้ว คิดว่าตายไปไม่มีใครฝังศพเหม็นเน่าจะเดือดร้อนผู้คนมากกว่า”

  • แสดงว่ามันหายได้ตามวัย

“มันคนละแบบกัน อย่างคนแก่เขาอาจต้องการคนคุยเวลาเขาถูกทอดทิ้ง ทีนี้สำนึกของความเป็นปัจเจกในแต่ละสังคมมันก็ไม่เหมือนกัน ตะวันตกก็แบบหนึ่ง ตะวันออกก็ไม่ได้มีความเป็นปัจเจกชนขนาดนั้น ถ้าสังคมที่เป็นเครือญาติผูกพัน วันหนึ่งถูกทอดทิ้งคุณก็จะรู้สึกเหงาขึ้นมาทันที แต่ถ้าเป็นปัจเจกมาก คุณอยู่คนเดียวคุณก็อาจจะไม่ได้รู้สึกเหงาก็ได้”

33 THANES 3.jpg

  • Do you think social media make you really lonely?

โลกออนไลน์อาจไม่ใช่ต้นเหตุ “หลายคนอาจเริ่มโทษอินเทอร์เน็ต แต่สำหรับผมวัฒนธรรม Literate Culture วัฒนธรรมการอ่านเขียน นั่นคือวัฒนธรรมในการสร้างให้คนอยู่คนเดียว เพราะคุณไม่อ่านหนังสือร่วมกับคนอื่น หนังสือไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่ออ่านพร้อมๆ กันหลายๆ คน Literate Culture ได้สร้างวิถีชีวิตแห่งความโดดเดี่ยวมาหลายศตวรรษ ไม่ใช่แค่ร้อยปี วิถีแห่งความเหงาเกิดขึ้นได้เสมอจาก Literate Culture วัฒนธรรมการอ่านหนังสือเป็นวัฒนธรรมที่สร้างเพื่อจรรโลงความเป็นปัจเจกชน คุณจึงจำเป็นต้องมีห้องอ่านหนังสือที่ไม่ต้องยุ่งกับใคร ห้องสมุดจึงต้องเงียบ ห้ามคุยกัน

ยิ่งคุณมีการศึกษาเท่าไหร่ คุณก็ยิ่งใช้ตัวอักษรมากยิ่งขึ้น การพูดกลับแสดงความไม่เป็นทางการ ตัวอักษรหรือ Literate Culture มันเป็นวิถีแห่งความโดดเดี่ยวอยู่แล้ว มีการศึกษามากก็ยิ่งมี Text มากขึ้นเท่านั้น ส่วนวัฒนธรรมการส่งข้อความหรือการ Texting ทำให้คุณควบคุมทุกอย่างได้ง่ายขึ้น เพราะเราจะ delay เวลาของการตัดสินใจไปได้ ไม่ต้องเผชิญหน้า ไม่ต้องปฏิเสธทันที มีเวลาคิด ไม่อยู่ภายใต้การกดดันแบบอยู่ต่อหน้า วิถี Literate Culture ให้เสรีภาพมากขึ้น แต่ท้ายสุดก็เคลื่อนไปตกอยู่ภายใต้การครอบงำอะไรบางอย่าง เช่น เทคโนโลยีของตัวอักษรอันเป็นสิ่งประดิษฐ์ของมนุษย์ ตัวอักษรและ Literate Culture ตัวอักษรเป็น ‘External Memory’ นี่เป็นวิถีชีวิตที่ต้องพึ่งเทคโนโลยีแบบที่ต้องพึ่งล้อรถ เทคโนโลยีของ

Literate Culture มันก็เป็นพาราดอกซ์ เพราะมันทำให้คุณรู้สึกว่าคุณสามารถออกไปติดต่อกับโลกภายนอกผ่านตัวอักษร โดยคุณอยู่คนเดียว Literate Culture ก็เปิดทางให้กับวัฒนธรรมการอยู่คนเดียว จนสามารถที่จะยกระดับไปสู่การหลงใหลตัวเอง

ส่วนการเป็นนักเขียนก็ต้องการความเหงา ต้องการอยู่คนเดียว แต่คุณก็ต้องการคนอ่านหนังสือคุณซื้อหนังสือคุณ ตอนนี้นักเขียนกลับต้องการคนอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเงินจากกระเป๋าคนอื่นๆ ด้วยโลกแบบ Virtual Reality ก็เสริมการไม่มีสายสัมพันธ์ที่ใช้ร่างกาย มือ อากัปกิริยาท่าทาง และสีหน้า มันก็มาพร้อมอะไรหลายๆ อย่าง ก็ยิ่งรายล้อมไปด้วยชีวิตที่เหงา ทุกอย่างได้รับการตอกย้ำด้วยพฤติกรรมเดิมๆ เพราะฉะนั้นมันเปรียบได้ด้วยว่าเหมือนกับโรคติดต่อหมู่หรืออุปทานหมู่ที่คุณรับสิ่งนี้เข้าไป ไปซื้อมูราคามิ (Huruki Murakami) มาอ่าน ดูหนังไฉ้หมิงเลี่ยง (Tsai Ming-liang) หว่องกาไว (Wong Kar-wai) ตอกย้ำความเหงา โอ้ฉันไม่ได้เป็นคนเดียว ต่อไปนี้ คุณก็จะไปกินข้าวคนเดียว แล้วพอมีใครมาถามคุณว่า ‘ทำไมกินข้าวคนเดียว?’ คุณก็จะคิดว่า ‘ไอ้สัส ทำไมกูจะแดกข้าวคนเดียวไม่ได้หรอ’ นึกออกเปล่าครับ สังคมสมัยใหม่มันพัฒนามากับสิ่งพวกนี้ ชีวิตคนเดียว ทั้งๆ ที่การเป็นเพื่อนมันมาพร้อมกับการกินอาหารร่วมกัน ดังจะเห็นได้จากคำว่า companion ขนมปังที่กินร่วมกัน หรืออาจจะให้ความหมายแบบไทยก็เป็นการกินข้าวหม้อเดียวกัน”

  • The Disaster of the Unique. ดูเหมือนการเป็นตัวเองมีราคาที่ต้องจ่าย

“ทุกๆ อย่างมีราคาต้องจ่าย ความเป็นตัวเองมันก็มีราคาที่ต้องจ่าย พอคุณเลี่ยงมาว่าคุณพิเศษ และต่อมาคุณก็อยาก Unique มากๆ คุณจะไปอธิบายให้คนอื่นเข้าใจยังไงว่าความต้องการที่สุดแสนจะพิเศษของคุณที่บอกว่าคุณเป็นใครนั้นเป็นอย่างไรและจะเป็นไปได้อย่างไร เพราะว่าคุณเองก็ต้องการมีส่วนร่วมกับคนอื่นๆ คุณต้องการให้คนอื่นๆ ยอมรับ คุณก็มักจะเรียกร้องให้คนเข้าใจความเป็น unique ของคุณ มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ เพราะฉะนั้นคุณก็พร่ำบอกว่า ‘ไม่มีใครเข้าใจฉัน ไม่มีใครเข้าใจฉัน’ อะไรที่พิเศษๆ ก็เรียกร้องจากคนอื่นๆ ในการทำความเข้าใจอย่างมากๆ

อยู่ดีๆ วันหนึ่งแฟนคุณลุกขึ้นมาบอกว่า ‘ฉันไม่เข้าใจเธอเลย ทำไมเธอถึงอยากไปเดินเล่นบนดาวอังคาร’ คุณจะทำยังไง อธิบายเขายังไง ทำไมถึงอยากไปเดินเล่นบนดาวอังคาร ความพิเศษในการหางานอดิเรกหรือมีจุดหมายในชีวิตแบบพิเศษๆ จริงๆ

คนอยู่ด้วยกันสองคน แต่ก็พร้อมเสมอที่จะมีความเหงา เพราะว่าคุณเชื่อมต่อกับใครไม่ได้คนจำนวนมากก็พยายามหนีออกจากสิ่งพวกนี้ เช่น คุณก็อาจจะหันไปรักหมา รักแมว อย่างน้อยๆ แมวหมามันด่า ‘แม่’ คุณไม่ได้ สัตว์เลี้ยงก็ให้ความสุขกับคนเลี้ยง สัตว์เลี้ยงที่ต้องพึ่งพาคุณทำให้ชีวิตมีความหมาย มีอะไรที่จะต้องเป็นห่วงสัตว์เลี้ยงก็กลับเพิ่มความกดดันให้กับชีวิต แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่กลับรู้สึกว่าให้คุณค่ากับชีวิตมากกว่าความกดดันที่มาจากมนุษย์ที่ใกล้ชิด คนจำนวนหนึ่งก็ชอบเลี้ยงสัตว์ การจะพิเศษก็ต้องมีสัตว์พิเศษๆ สัตว์เลี้ยงธรรมดาหมาแมวก็ทำให้คนเลี้ยงเป็น ‘แมส’ (mass) คนมักจะไม่ชอบความเป็นแมส เพราะมันดาษดื่น

แต่ความแมสแม่งเป็นสิ่งที่สร้างยาก การสร้างต้องลงทุนลงแรงมหาศาล เช่น การศึกษาภาคบังคับของรัฐประชาชาติ โรงเรียนทุกโรงเรียนมันต้องพยายามสร้างให้คุณเป็นแมส เพลง Pink Floyd เป็นตัวอย่างของการต่อต้านสิ่งนี้ แต่ไม่งั้นทุกคนแม่งก็ทำตามใจตัวเองหมดดิ การบ้านกูไม่ส่ง ก็กู unique อะ หรือถ้าผม unique ผมตอบว่า ‘ไอ้เหี้ย’ เวลาคุณทักทายผมได้ไหม unique ไหม? ความ unique คืออะไร? เมื่อมัน Unique ก็ไม่ควรจะเหมือนกับมาตรฐานหลักของสังคมหรือไม่?

แต่ในท้ายที่สุดพวกเราทุกคนก็ต้องถูกทำให้เข้าไปอยู่ในสังคมร่วมกัน ดังนั้นเราถูกฝึกมาต้องมาอ่านหนังสือร่วมกัน ออกเสียงร่วมกันตอนเป็นเด็กๆ เพื่อสร้าง Coordination และ Cooperation รัฐประชาชาติสร้างสิ่งพวกนี้เพื่อให้คุณเป็นแมสบริษัทโฆษณาเสียตังค์เท่าไหร่ในการทำให้คุณกินข้าวของแมสๆ พวกนี้ได้ ถ้าทุกคน unique นะ แม่ง…เจ๊งหมด”

  • สมมติว่าลองให้คนอยู่คนเดียวกันทั้งโลก

“ก็ดีนะ ไม่ต้องร่วมเพศ ไม่ต้องติดต่อกับใคร หยุดสายพันธุ์มนุษย์ไปเลย พวก Encratite ในคริสต์ศตวรรษที่สองพยายามจะให้มนุษย์หยุดการร่วมเพศ เพราะเพศเป็นสิ่งชั่วร้าย แต่มันเป็นไปไม่ได้ คริสต์ศาสนาเองก็ยังไม่ยอม รัฐบาลยิ่งไม่มีวันยอม ไม่มีมนุษย์จะปกครองใครล่ะทีนี้ ระบบเศรษฐกิจแม่งฉิบหายวายป่วงหมด ถ้าทุกคนตายห่าไปหมด แล้วผู้นำประเทศจะพูดให้ใครฟัง วันศุกร์อะ มันไม่ได้หรอก คนหลายคนเขาก็คงไม่ยอมสูญพันธุ์หรอก ถ้าคุณตายคนหนึ่งรัฐบาลแม่งแย่นะเว้ย รัฐบาลยังไม่ได้เก็บภาษีคุณเลย โลกที่พัฒนาแล้วเขาจะบอกว่า ความเหงามันเป็นโรค เขาใช้คำว่าโรคเลยนะครับ กระบวนการ Medicalization ความเหงาทำให้ต้องการการบำบัด กลไกทางการแพทย์ทำให้เห็นว่าหนทางแก้ไขอาการป่วยยังมี มันคือการรณรงค์อันใหม่ที่คนจำนวนหนึ่งบนโลกกำลังพูดกัน สุดท้ายผมว่ามันก็สัมพันธ์กันหมด เช่น Aging Society สังคมผู้สูงอายุ การไม่มีเด็กเกิดขึ้น ในแง่หนึ่งนะ มนุษย์จะได้จบสิ้นสูญพันธุ์ไปจากโลกนี้ซะที (หัวเราะ) เออ อันนี้ผมพูดขำๆ นะ”

  • ความเป็นไปได้หลังมนุษย์เหงาล้นโลก

“มันก็เลยเกิด Ministry of Loneliness เข้ามาจัดการสิ่งพวกนี้ มนุษย์ต้องการคนอื่นๆ เสมอ อย่างน้อยๆ ก็ตอนตาย ต้องหาคนมาจัดการศพตามห้องที่อยู่คนเดียว เพราะตายแล้วมันเหม็น รบกวนคนอื่นๆ รัฐบาลรณรงค์ส่งเสริมให้คนมีลูก ลดหย่อนภาษีต่างๆ สร้างแรงจูงใจ สร้างให้มี ‘sense of belonging’ โดยเน้นว่าชีวิตที่มีความสุขก็คือมีเพื่อนมีครอบครัว ความสุขไม่ได้เกิดขึ้นจากเงินหรือการมีชื่อเสียง อะไรแบบนี้  หนังสือไปจนถึงงานวิจัยพยายามที่จะตอกย้ำสิ่งเหล่านี้ เช่น งานวิจัยที่ยาวนานมากของมหาวิทยาลัย Harvard บอกว่าชีวิตที่ดีไม่ได้เกิดจากการมีเงินหรือมีชื่อเสียง”

  • ความเหงาฆ่าคนตายได้

“ก็นำไปสู่การฆ่า เช่น ฆ่าตัวตาย แต่ผมไม่ได้มองว่ามันเป็นเรื่องเลวร้ายน่ะ การฆ่าตัวตายเป็นวิถีปฏิบัติที่สำคัญของชนชั้นนักรบที่ขี่ม้า แต่วิถีปัจจุบันไม่ใช่โลกของชนชั้นนักรบอีกต่อไปวิถีปัจจุบันเป็นวิถีของพ่อค้าที่ไม่นิยมความรุนแรงไม่เห็นด้วยกับการฆ่าตัวตาย เราต้องการให้ทุกคนอยู่ อย่างน้อยๆ ก็อยู่เพื่อผลิตและบริโภค และเก็บภาษีได้ เงินภาษีก็เอาไปทำอะไรต่ออะไรได้”

  • อาจารย์เคยเหงาไหม

“ผมไม่มีเวลามานั่งคิดว่าเหงาหรือไม่เหงาแต่วันไหนผมตื่นมาไม่ได้แปรงฟัน ไม่ได้ขี้ นี่ฉิบหายละ อะไรที่มันทำเป็น Routine นั่นคือการยืนยันว่าผมยังมีชีวิตอยู่”

Here comes the epidemic of 21st

Century: loneliness.

A 90 years old Japanese lady traded

theft for re-imprisonment. Reason?

She doesn’t want to be lonely. British

government declared war with the Ministry of Loneliness. This brings a question; all the lonely people in the world, where do they come from? Does loneliness kill? To uncover the truth,

we meet the master of Social Sciences

himself, Professor Thanes Wongyannava.

“Loneliness happens to everybody;

teenagers and adults alike, but today, freedom becomes the ultimate morality and dream of the people. Thus, the

paradox is created. You want to be independent but you can’t be. This is highlighted even more by Western

philosophy of individuality roughly

derived from three major concepts.

First from the Protestant Reformation, it’s the belief that I control my spirit.

Second is private property, the idea of our possession forming our identity. Finally, it’s the new psychology of

having self-actualization.”

“Now you grow up with American Dream, thinking that you own up to

self-actualization, but life turns you down. You started to be in the hot seat because we are made believed to have a dream, to think that the grass is always greener unless you’re someone like Mark Zuckerberg or Elon Musk. But

only a few attained such a status. You

desperately want to be unique but it’s ill-fated concept. Who’s going to

understand you?”

“The problem of isolation is not a recent history though it’s true that the number might increase because in the past

the world didn’t enjoy this luxury of longevity. Before cancer killed you, the plague or the flu would take you down from the early age.”

“The Narcissistic Millennial or

Generation Me Me Me think that their loneliness is greater than other

generation’s loneliness. Anyone can

be Gen Me with technology though; it

doesn’t confide with just the Millennial.

The desire to be alone or having a

bedroom to oneself is the new norm of the modern world. When I was younger,

I wanted to be independent, but now

I’m more afraid that when I die, my corpse is going to smell and disturb others.”

“Somebody may blame social media

but I blame the Literate Culture because it’s a culture that builds you up to be alone. You don’t read books with others.

Literate Culture has built a life of solitude for centuries; it’s a culture for individualism.”

“The more you have the text, the easier you control things because you delayed the decision time, no confrontation.

Letters or alphabets are ‘External

Memory’; a paradoxical technology because it makes you feel that you can connect to the external world through letters being by yourself.”

  

“You can try putting the whole human race in solitude but that’ll never work. Then who will the government govern. The whole economic system will

collapse. If you die, the government

loses because they haven’t collected your tax yet. The first world countries are trying to medicate loneliness, hence the Ministry of Loneliness”

“Of course, loneliness can lead to suicide, but I didn’t think it’s bad. Suicide was a way of life for the warrior culture but

not for economic men of the present.

You have to live for consumption or

tax collection, doing your part in

contribution.”.

Text : Kotchakorn Musiphol

Photography : Kong Pantumachinda

Retouching : Nutcha Harnpukdipatima

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s