We need to ‘make’ a move

towards the better world.

บ่อน้ำแดนนี้ยังมีความหมาย

หลังจบบทสนทนา สมานรัชฎ์พาเราเดินมาด้านหลัง Cinema Oasis เพื่อชี้ให้ดูบ่อขนาดย่อม ที่มีต้นตาลสูงชะลูดใหญ่ 1 ต้น ประกบคู่อยู่ไม่ห่าง เธอว่าแต่ก่อน บ่อนี้เป็นบึงศักดิ์สิทธิ์ขนาดใหญ่ที่ชาวบ้านใช้พื้นที่ตรงนี้มาฉายหนังกลางแปลง มาเล่นลิเกถวายเจ้าที่กัน แม้ว่าปัจจุบันนี้บ่อนี้ จะไม่หลงเหลือเค้าโครงเดิมแล้ว แต่ตาน้ำแห่งนี้ก็ไม่เคยแห้งเผือดตลอดระยะวันเวลาที่ผ่านมาพาให้บทสนทนาระหว่างเราเมื่อครู่ไหลย้อนกลับมา

เชกสเปียร์ต้องตาย (Shakespeare Must Die)

คือแผลเป็นที่ฝังอยู่ในใจ สมานรัชฎ์ กาญจนะวณิชย์ และมานิต ศรีวานิชภูมิ ผู้กำกับและผู้อำนวยการสร้างที่ทำคลอดหนังเรื่องนี้ออกมา ก่อนจะพบว่าผลงานของพวกเขาโดนแบนไม่ให้ฉายด้วยข้อหา ‘เป็นภัยต่อความมั่นคง’ ถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 6 ปีแล้วที่ผลงานยังไม่ถูกปลดปล่อย แม้ว่าทั้งคู่จะยื่นอุทธรณ์ศาลเพื่อต่อสู้ไปแล้วก็ตาม “กฎหมายแบนหนังมันทำเหมือนกับว่าคนทำหนังไม่ใช่มนุษย์ เราไม่มีสิทธิ์เหมือนมนุษย์ทั่วไป คุณทำอาชีพอื่นในประเทศไทยคุณต้องส่งงานให้เค้าตรวจก่อนมั้ย มีแค่คนทำหนังนี่ล่ะ ยิ่งกว่านั้นคนที่โดนลิดรอนสิทธิ์ไม่ใช่แค่ผู้กำกับ โปรดิวเซอร์ นักแสดง แต่เป็นผู้ชมด้วย”

เมื่อเสรีภาพได้ปลิวหายไปในทะเลทราย เป็นทั้งคู่เองที่ลุกขึ้นมาสร้าง ‘พื้นที่เสรี’ บนผืนที่ดินที่เป็นมรดกของสมานรัชฎ์ในซอยสุขุมวิท 43 โดยวางตัวเป็นมูลนิธิไม่แสวงหากำไรที่ประกอบไปด้วยโรงหนังทางเลือก 48 ที่นั่ง มีเบาะรองรับผู้ชมที่ใช้รถเข็น ด้านบนมีแกลเลอรีเปิดกว้างสำหรับงานแสดงศิลปะแขนงต่างๆ โดยหวังว่าพื้นที่ 1 ไร่นี้จะเป็นตาน้ำที่เปิดโอกาสให้คนทำหนัง ศิลปิน และผู้เสพงานทุกคนได้หยุดพักให้เย็นสบายเหมือนชื่อที่เรียกที่นี่ ‘Cinema Oasis’

32 OASIS 2

  • การทำโรงหนังในรูปแบบของมูลนิธิไม่แสวงกำไรนี่ เราหาเงินทางไหน

สมานรัชฎ์: ฉันไง (หัวเราะ) เปิดสมุดบัญชีมานี่หายหมด บางคนก็ว่าเราเป็นบ้า แล้วถ้าเอาเงินนี้ไปซื้อเฟอร์รารี่ล่ะ เป็นบ้าไหม? คำว่าบ้ามันไม่เหมือนกัน อย่างเรามองคนเอาเงินขนาดนี้ไปซื้อรถเนี่ยเสียสติ

มานิต: คนอาจจะมองก็ได้ว่าเราต่อสู้กับสงครามที่ไม่มีใครชนะ แต่เราไม่ได้อยู่ด้วยการคิดว่าแพ้ชนะ คิดว่าแพ้ชนะนี่มันอยู่ไม่ได้ เราคิดว่านี่เป็นสิ่งที่ต้องทำ มันเป็นหน้าที่ แล้วต้องทำให้ดีด้วยนะ ต้องทำให้มันไปถึงเป้าหมายในอุดมคติของเรา

ถ้าเราอยากให้โลกมันดี เราก็ต้องพาโลกไปสู่อุดมคติที่เราอยากให้มันดีด้วย โดยไม่ใช่แค่พูดและมีแต่ความเห็น โลกใบนี้มันมีแต่ความเห็น แต่มันไม่มีคนลงมือทำเราเลยต้องทำให้มันเกิด

  • เคยคิดมาก่อนไหมว่าวันนึงจากคนทำหนังต้องมาทำโรงหนังของตัวเอง

สมานรัชฎ์: ไม่เคยคิดหรอกค่ะ แล้วก็ไม่ได้อยากทำ เราเหนื่อยนะ เหนื่อยมาก แต่มันต้องทำ เพราะถ้าเราไม่ทำแล้วใครจะทำ นี่คือเงินก้อนที่เราคิดว่าจะเผ่นประเทศไทยแล้วไปตั้งตัวกันใหม่ที่ไหนสักแห่ง แต่แทนที่เราจะทำอย่างนั้น เรากลับมาสร้างที่นี่ยิ่งลงรากลึกกับประเทศไทยขึ้นไปอีก เราลงทุนกับอนาคตของประเทศไทย

  • ทำไมถึงเลือกการลงทุนที่ฟังดูเหมือนไร้ความหวังทั้งที่เราก็หอบเงินเผ่นไปต่างประเทศก็ได้

สมานรัชฎ์: ก็แก่แล้ว 58 แล้ว ไม่สู้เต็มที่ตอนนี้ไม่รู้จะเต็มที่เมื่อไหร่ อีกอย่าง subject ของเรา แรงบันดาลใจของเราคือแผ่นดินนี้ พูดอย่างนี้เลย ฟังแล้วน่าหมั่นไส้นะ เอาเป็นว่าแผ่นดินนี้คือแรงบันดาลใจ เรารักมัน

มานิต: เราจะเลือกเป็นเอเลี่ยนในต่างแดน โดยไม่มีสิทธิ์มีเสียงในบ้านหลังที่คุณจะอยู่ หรือจะอยู่ในบ้านหลังเดิมที่คุณมีสิทธิ์มีเสียงที่จะพูด มีสิทธิ์ที่จะแสดงความเห็น แม้ว่าสิทธิ์นั้นจะถูกกลั่นแกล้งถูกบั่นทอน แต่เราก็มีสิทธิ์อยู่ เพราะมันเป็นแผ่นดินของเรา เป็นที่ที่เราไม่รู้สึกว่าเราเป็นคนแปลกหน้า แต่คุณอาจจะไปเป็นคนแปลกหน้า อยู่โดยไม่สนใจโลกก็ได้ มันก็แล้วแต่คน

แต่ภาพยนตร์มันเป็นสิ่งที่เราทำมาตลอดชีวิต จะให้เราไปทำอะไร เหมือนคุณมีช่างที่ทำอะไรเก่ง

ที่สุด แล้ววันนึงไม่ให้เค้าทำแล้ว แล้วสิ่งที่เค้าสั่งสมมาทั้งชีวิต องค์ความรู้นั้นมันจะไปไหน นี่คือสิ่งที่มันเกิดขึ้นในสังคมไทย จากคนที่เก่งๆ ในท้ายที่สุดปลายชีวิตเค้าก็ถูกทำลาย เค้าไม่มีโอกาส เราเห็นบทเรียน เราเห็นประวัติศาสตร์มาตลอด อันนี้คือสิ่งที่เราทำเพราะเราเห็นมัน เราไปเรียนรู้จากกระบวนการที่เราต่อสู้มา นี่คือส่วนหนึ่งของการทำหน้าที่ของเรา เรามีหน้าที่ที่ต้องทำ เราก็ทำ

สมานรัชฎ์: เดี๋ยวเราก็ตายแล้ว อยากตั้งมูลนิธินี้ไว้เพื่อไม่ให้ใครเจอแบบที่เราเจอ ถ้าคุณเก่ง ถ้าคุณมีฝีมือ ถ้าคุณมีอะไรจะพูด หนังคุณดีจริง เราก็หวังว่าอย่างน้อยยังมีที่นี่ ถึงจะแค่ครั้งละ 48 ที่นั่ง ก็ดีกว่าไม่มีอะไรเลย

  • หนังแบบไหนที่ Cinema Oasis จะเลือกนำมาฉาย

มานิต: ที่นี่คือเลือกฉายหนังด้วยวิธีแบบ Curator คือดูที่ตัวหนังก่อนแล้วจัดเป็นธีมแสดงงานเหมือนโปรแกรมเปิดโรงของเราที่ชื่อว่า ‘เผ็ดกว่าผัดไทย’ รวมหนังที่จะทำให้คนดูรู้จักเมืองไทยในอีกแง่มุมนึงที่มันลึกกว่าสิ่งที่คนยึดติดกับความเป็นไทย

สมานรัชฎ์: ต้องเป็นหนังที่น่าสนใจ ไม่ใช่สิ่งที่เราดูมาแล้ว เห็นมาแล้ว เราอยากให้คนดูกว้างด้วย แม่บ้านญี่ปุ่น เกาหลีมาดูได้ คนขายส้มตำดูได้ ไม่ต้องอาร์ต เราอยากฉายหนังที่แม่บ้านแถวนี้มาดูสวรรค์บ้านนาแล้วเค้าได้เห็นตัวเองในหนัง เค้าได้เห็นชีวิตของเค้าสะท้อนอยู่ในหนัง มันวิเศษมาก แล้วมันจะไม่น่าเบื่อ

  • มองสถานการณ์คนทำหนังในบ้านเมืองช่วงนี้ว่าเป็นอย่างไรบ้าง

สมานรัชฎ์: มองว่าลำบากนะ ทำหนังแทบตายได้ฉายอาทิตย์เดียว บางทีหนังมันมีพลังที่จะเดินต่อ

มานิต: มันเป็นเรื่องการจัดการด้วยครับ เนื่องจากว่าสภาพที่เป็นอยู่มันไม่เอื้อให้คนทำหนังเลย สมมุติคุณทำของออกมาแล้วจะไปขาย ร้านที่จะขายให้คุณก็ตั้งเงื่อนไขที่ไม่มีทางขาดทุน คุณเอาไปให้เค้าก็ถูกคิดเงินแล้ว เอาไปฝากขายเค้าก็คิดแล้ว เพราะฉะนั้นมันเป็นไปไม่ได้ที่ใครอยากจะทำของขาย นี่ยังไม่ได้ขายเลยโดนคิดเงินแล้ว พอจบปุ๊บได้เงินไม่กี่หมื่นบาทกลับบ้าน ทั้งที่ลงทุนทำไปตั้งกี่ล้าน แล้วใครเค้าจะอยากทำ

สมานรัชฎ์: เค้าอยากจะฉายหนังของเค้ากับหนังฮอลลีวูด

มานิต: ใช่ เค้าอยากได้ค่ายเค้า เค้าก็ต้องคำนวณว่าทำอะไรจะคุ้ม จะไม่เสี่ยง ได้แน่ๆ โอกาสที่คนทำหนังมันน้อย สังเกตสิว่าหนังไทยเงียบมาก

สมานรัชฎ์: ก็เพราะว่าไม่เลิกแบนสักที มันก็ต้องวนไปเวียนมาอยู่แค่นี้ เราไม่สามารถลงลึกกับอะไรได้เลย แค่แปลเชกสเปียร์ยังไม่ได้นี่ก็โคตรกลุ้มใจแล้ว เชกสเปียร์คุณบอกเป็นภัยต่อความมั่นคง ถูกกล่าวหาว่าล้อเลียนทักษิณ ฉันจะนั่งแปลเชกสเปียร์ทั้งเรื่อง ทำหนังออกมาสักเรื่องเพื่อจะล้อทักษิณเหรอ ฉันแค่เป่านกหวีดแล้วด่าเหมือนคนอื่นไม่ง่ายกว่าเหรอ ทำไมจะต้องลงทุนอะไรขนาดนั้น มีฉากร้านกาแฟโบราณก็ไม่ได้จะมาดูถูกเมืองไทย เราทำเพื่อให้คนไทยเชื่อมโยงได้ว่าสถานการณ์แบบไหนมานั่งกินกาแฟแล้วคุยกัน ป้ายประท้วงเป็นภาษาไทย ก็ทำหนังให้คนไทยดู ฉันต้องพูดภาษาไทย ฉันแปลภาษาเชกสเปียร์ให้เป็นภาษาไทยให้มึงแล้วนะ มึงจะยังมาด่ากูอีก งานหนักขนาดไหนรู้มั้ย เลิกแบนหนังสักทีเถอะ มีเรตติ้งแล้วคุณจะแบนทำไม

  • จะเกิดอะไรขึ้นถ้าประเทศไทยเลิกแบนหนัง

สมานรัชฎ์: โอโห หนังไทยมันจะเบ่งบาน บทหนังจะหลากหลายขึ้น อันนี้คือปลดปล่อยมหาศาลแล้ว เพราะว่านายทุนก็ไม่ต้องมานั่งกลัวว่าเขียนแบบนี้ไม่ได้นะ เดี๋ยวโดนแบน แล้วมันจะมีหนังไทยที่มันๆ ออกมาอีกเยอะ สาบาน พนันด้วยอะไรก็ได้

  • ทุกวันนี้มีความหวังที่หล่อเลี้ยงให้เราทำหน้าที่ต่อไปคืออะไร

สมานรัชฎ์: ไม่มี การไม่มีความหวังมันเป็นพลังนะคะ ถ้าไม่สิ้นหวังมันจะสร้างเหรอคะ ถ้าเรามีความหวังว่าหนังจะได้เข้าโรง เราจะสร้างที่นี่ทำไม มีสุภาษิตของซิซิเลียน 1 “คนที่อยู่ด้วยความหวัง ต้องตายด้วยความสิ้นหวัง”

“Who lives in hope, dies in despair.”

เพราะฉะนั้นอย่าอยู่ด้วยความหวัง หรือแม้แต่อย่าอยู่ด้วยความสิ้นหวัง แต่เราต้องทำหน้าที่ของเราไป

1 ซิซิเลียน = คำเรียกชาวเมืองซิซิลี ประเทศอิตาลี เมืองนี้เป็นบ้านเกิดของ Vito หรือ ดอน คอร์เลโอเน หัวหน้าใหญ่ของ The Godfather

Cinema Oasis

4 สุขุมวิท 43 กทม. 10110

โทร. 02 258 7376, 097 929 5366

เวลาทำการมูลนิธิ : 10.00 – 19.00 น.

(ปิด วันจันทร์และอังคาร)

เวลาเปิด – ปิดแกลเลอรี : 11.00 – 19.00 น.

เวลาเปิด – ปิดห้องฉาย : ตามรอบฉาย

Ing Kanjanavanit walked us to the back of Cinema Oasis to show us a small pond that has resided where the town’s

occasional entertainment hub providing packages of out-door cinema and Li-Ke

once stood. Despite falling into disuse and dry-out, the pond— I could feel— has never stopped pouring a touch of the once joyous tradition and now, a smell of new hope.

Shakespeare Must Die has been a deep scar in the hearts of Ing Kanjanavanit and Manit Sriwanichpoom since

it was banned as a “threat to national security” even before premiere six

years ago.

Stopping waiting for forever-gone freedom, Ing and Manit is now creating one of their own. This “independent” well house will stand as an oasis to nourish and recover filmmakers and artists from

the nightmare in the desert of no freedom. Hope can be found here in “Cinema Oasis.”

  • To run an independent cinema needs money. Where do you get money from?

Ing: From me (laughs). Some say it’s crazy, but craziness is subjective, right?

Manit: Some say we’re fighting against the undefeated. But it’s our mission. Many thinkers and talkers nowadays. We need to ‘make’ a move towards the better world.

  • Ever imagined yourself creating your own cinema?

Ing: Never before. Never wanted to do too. We’re dead-tired. But, if not us, who? If not now, when? We gave it our all. We wanted to use our last nest egg to flee away and settle somewhere outside

Thailand, but ended up investing more for the country’s future.

  • Why this seemingly hopeless investment here?

Ing: Our source of inspiration is Thailand. We love our motherland. We’re here to stand for all film lovers.

Manit: We feel that we’re part of it despite some infringements of rights. And, cinema is our life. We want to contribute more to the society, passing our experiences down to the next generations.

  • What kinds of movies will be screened here?

Manit: Based on the concept of curating and theming.

Ing: Viewer-friendly and accessible.

  • What do you think of the industry today?

Ing: Full of stumbling blocks like nonsense censorship.

  • What if there was no censorship?

Ing: Certainly, overflow of creativity and diversity of ideas and movie genres

  • What keeps you working nowadays? Is it hope?

Ing: Nope! We have none. We just keep doing our duty. That’s why we’re here, running this alternative platform for those who are lost and neglected.

Cinema Oasis

4 Sukhumvit 43 Bangkok 10110 Thailand

Tel : +66 (0) 2 258 7376

Mobile : +66 (0) 97 929 5366

http://www.cinemaoasis.com

Text : Jarunporn Phuengpo

Photography : Kong Pantumachinda

Retouching : Nutcha Pajareya

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s