หรืองานศิลปะเป็นเรื่องของคนรวย?

ถ้าใครได้ดู The Square ภาพยนตร์สวีเดน เข้าชิงรางวัลปาล์มทองคําสาขาภาพยนตร์ ต่างประเทศ เรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของภัณฑารักษ์ ที่ดูแลหอศิลป์แห่งหนึ่ง อาจจะติดภาพคนรวย ใส่สูทผูกไทไปงานเปิดนิทรรศการศิลปะ กินเลี้ยง กาล่าดินเนอร์ ลามไปถึงการจัดงานการกุศล อีกด้วย นั่นเลย! ศิลปะช่างเป็นเรื่องของคนรวย มีตอนนึงใน The Square ศิลปินกับภัณฑารักษ์ แอบกระซิบกันว่า “คนพวกนี้ไม่เข้าใจศิลปะหรอก ต้องอธิบายให้เขาฟัง” – ซึ่งก็เป็นกันทั่วโลก เมื่อ ผู้อุ้มชูวงการศิลปะส่วนใหญ่เป็นคนช้ันสูง และ ศิลปินเลือกทํางานออกมาเพื่อตอบสนอง ความต้องการของผู้ซื้อเป็นหลัก ดังน้ันศิลปะ ในมุมมองของคนทั่วไป คือเรื่องของคนรวย คนที่มีเงินเหลือกินเหลือใช้ ประมูลกันไป เคาะราคากันไป ชนชั้นกลางอย่างเราอย่าไปยุ่ง และ นั่นคือเรื่องน่าเศร้าที่ทําให้วงการศิลปะแคบลงไปเรื่อยๆ

ศิลปะในไทยฟังดูเป็นเรื่องที่ไกลตัว ทั้งที่เราอยู่ร่วม กับคําว่าศิลปะร่วมสมัย ชื่อก็บอกอยู่ว่าร่วมสมัย มันน่าจะเป็นเรื่องใกล้ตัว แต่ศิลปะที่เราเห็นในสื่อ กระแสหลักและที่ทางภาครัฐสนับสนุนส่วนใหญ่ ก็มักจะหนีไม่พ้นศาสนา วัฒ นธรรม ความสวยงาม ของชนบท วิถีชีวิตไทยๆ จิตวิญญาณ ถามว่า สมัยนี้ยังมีใครอินกับอะไรแบบนี้อยู่อีกเหรอ? เวลาที่บอกว่ามันเป็นจิตวิญญาณ เราต้องยืนดูมัน นานแค่ไหนถึงจะเข้าถึง “จิตวิญญาณ” ของเขา ในขณะที่โลกเรามันไปถึงไหนๆ กันแล้ว ศิลปะ ที่เราเห็นในสื่อส่วนใหญ่ยังวนเวียนอยู่กับ เรื่องเดิมๆ คนทั่วไปเลยมองศิลปะเป็นเรื่องที่ ไม่เกี่ยวกับตัวเอง จับต้องไม่ได้ มันจะต้องมีคําว่า ที่เหนือธรรมชาติ เหนือผัสสะที่คนทั่วไปเข้าถึงได้ อยู่ แต่ศิลปะร่วมสมัยควรจะเกี่ยวข้องกับอะไรที่ เกิดในสมัยนี้ หลายๆ อย่างก็มีแรงบันดาลใจ แรงขับเคลื่อนมาจากเรื่องที่เราประสบกันอยู่ทุกวัน อย่าง การเมือง สังคม โลกดิจิทัล อินเทอร์เน็ต ลามไป ดราม่าดารา BNK48 โซเชียลมีเดีย เน็ตไอดอล ได้ด้วยซ้ำ เราอินกับทุกอย่างที่เกิดขึ้น ในสมัยนี้ ในปัจจุบันนี้ แต่ศิลปะที่ผู้ใหญ่สนับสนุน ยังย่ำอยู่ที่เดิม วาดแต่เรื่องเดิมๆ กันมาเป็นสิบๆ ปี แล้วแบบนี้มันจะร่วมสมัยได้อย่างไร คนทั่วไป จะอินได้อย่างไร

อีกอย่างที่สังเกตคือ สถาบันการศึกษาเองก็ไม่ค่อย สนับสนุนให้นักเรียนเข้าใจศิลปะ อยากเม้าท์ให้ฟัง ว่า โรงเรียนที่เรียนมา (สถาปนาเป็นโรงเรียนชั้นนํา แห่งการศึกษา) ตั้งอยู่กลางเมืองพอดีเด๊ะ แต่ ถามว่าทัศนศึกษาเลือกพาไปไหน วัดค่ะ ม.1-6 ไปวัดทุกปี ส่วนพิพิธภัณฑ์ที่พาไปก็ที่เดียวตลอดกาล พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้ง แล้วแบบนี้จะให้เข้าใจถึงวัฒนธรรมร่วมสมัย? ท้ังที่หอศิลป์ กรุงเทพฯ ก็อยู่ตรงนั้น เรียกว่านักเรียนคนไหน สนใจก็ต้องลุยกันเอง แต่ถ้าตัดภาพไปที่ประเทศ เจริญแล้วอย่างฝรั่งเศสหรืออังกฤษ โรงเรียนก็จะเลือกพานักเรียนไปมิวเซียมต้ังแต่ประถม ไม่ว่า จะมิวเซียมที่แสดงงานสมัยเก่าหรือสมัยใหม่ แล้วก็เปิดให้นักเรียนได้ถกกันว่าศิลปินทํางานนี้ เพื่ออะไร มันเกี่ยวกับสังคมในตอนนั้นยังไง แถมบางครั้งก็มีคิวเรเตอร์มาอธิบายงานให้ด้วย ในขณะที่การไปทัศนศึกษาของโรงเรียนไทย แจกชีท อ่านเนื้อหาตามป้าย ไม่มีพาเดินวิเคราะห์ ไม่มีการถกเถียง ไม่มีเปิดให้ตั้งคําถาม นักเรียน อย่างเราก็แบ่งกันลอกไปสบายๆ

เมื่อสถาบันการศึกษาไม่สนับสนุนให้คนเข้าใจ ศิลปะแต่เด็กๆ ปัญหาที่ตามมาคือ คนไม่เห็น คุณค่าของงานศิลปะ หรือคุณค่าของความคิด และประวัติศาสตร์ อย่างที่จะเห็นเคสดราม่า เด็กเรียนศิลปกรรมตามโซเชียลมีเดียว่ามีคนรู้จักมาขอให้ทำงานฟรีๆ แต่ปัญหาไม่ได้มีแค่นี้ เพราะการมีความรู้ด้านศิลปะสะท้อนเรื่องวัฒนธรรม และสุนทรีย์ด้วย พอคนไม่มีความรู้เรื่องนี้ก็เลยเกิดการจัดการที่ทําลายส่ิงที่มีคุณค่าทางประวัติ ศาสตร์ ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็การสร้างทางเดินริมแม่น้ำที่ทำลายวิถีชีวีติ ชมุชนตรงน้ัน จะเล่าให้ฟังว่า เคยมีคนไปเดินชมวังแห่งนึง ที่นั่นก็มี ทหารรักษาการเหมือนวังที่เปิดให้เข้าชมทั่วไป ทีนี้มีหลอดไฟเสีย ทหารที่อยู่ตรงน้ันเลยเอาเก้าอี้ ที่ใช้จัดแสดงปีนขึ้นไปเปลี่ยนหลอดไฟ ย้ำว่า เก้าอี้ที่ใช้จัดแสดง เอ้อ เก้าอี้เก่าในวังนี่แหละ น่าเศร้าตรงที่ ขนาดคนที่ทํางานอยู่ตรงน้ัน ยังไม่เห็นคุณค่า ไม่รู้วิธีทํานุบํารุงรักษาของเลย แล้วจะเอาอะไรกับความคิดกับประวัติศาสตร์

หนึ่งปีผ่านมาหลังจากเรียนจบศิลปกรรม เพื่อนรุ่นเดียวกันหลายคนเลือกไม่ทำงานในวงการศิลปะ แต่ละคนผันตัวไปเป็นครีเอทีฟ เป็นมือตัดต่อ ทํากราฟิก งานโฆษณา แม้แต่เปิดร้านขายของ หรือทํางานในสายงานที่พาณิชย์มากๆ (แหงสิ ก็เงินมันดีนี่) แทบไม่มีใครที่อยู่ในวงการศิลปะจริงๆ เลย คนที่เข้าไปทํามีไม่ถึงสิบคน ทั้งที่ในรุ่นมีกันเป็นร้อย เมื่อลองสังเกตว่าแกลเลอรีหรือหอศิลป์แต่ละที่เปิดรับคนทํางานบ้างมั้ย ปรากฏว่าแทบไม่มีเลย แกลเลอรีไม่ค่อยเปิดรับเด็กที่จบใหม่ หรือถ้าเปิดก็จะเป็นในฐานะเด็กฝึกงาน เพราะไม่เสียเงินเท่าจ้างคนมาทําประจํา ฝั่งหอศิลป์ ใหญ่ๆ ก็อยากได้คนที่มีประสบการณ์ขั้นต่ำ 3-5 ปี ขึ้นไป แล้วมันจะมีที่ทางให้เด็กจบใหม่ได้อย่างไร ถ้าไม่มีใครเปิดโอกาสรับเด็กที่ประสบการณ์น้อย? ส่วนฝั่งการซื้อขายงานนี่ คิวเรเตอร์ก็ดีลกับแกลเลอรีกันเอง บางแกลเลอรีไม่มีคิวเรเตอร์ประจํา แต่จะมีคิวเรเตอร์เวียนกันเสนองานมาให้ จัดแสดงซะมากกว่า แม้แต่ศิลปินบางคนก็ ขายงานเอง เลยทําให้ไม่ค่อยมีใครทํางานเป้นตัวกลางในการจัดซื้องานศิลปะหรือจัดแสดงงานศิลปะเลย คงเพราะวงการมันซบเซา ไม่มีเงินหมุนเวียน ทั้งที่เม็ดเงินที่หมุนในวงการศิลปะออกจะสูง มีประโยคนึงใน The Square ที่จี๊ดใจมาก คือ “คนที่มาซื้องานศิลปะส่วนใหญ่ สามารถจัดปาร์ตี้ โยนเงินจํานวนมหาศาลไปในบ่ายวันนึงได้ ซึ่งเงินที่เขาเพิ่งโยนทิ้งไปเทียบเท่า กับงบประมาณที่หอศิลป์ของเราได้ท้ังปี” แล้วทําไมคนที่ทํางานเบื้องหลังวงการศิลปะถึงไม่มีเงินพอที่จะจ้างแรงงานขนาดนั้น

แต่จะมาว่าวงการการซื้อขายศิลปะอย่างนี้ ก็ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ เพราะขนาดนักเรียนศิลปะ ที่เพิ่งเรียนจบหรือที่กําลังเรียนอยู่ ก็ไม่รู้ว่าจะประเมินราคางานตัวเองอย่างไรดี เพราะตลอดการเรียนการสอนในระดับป.ตรี ไม่เคยมีใคร มาบอกเป็นจํานวนตัวเลขที่แน่ชัด ไม่มีวิชาไหน ที่สอนว่าควรเริ่มดีลงานอย่างไร มีอย่างมากก็วิชาการตลาด หาทุนยังไง แต่ไม่มีใครมาสอน ว่าควรคิดยังไง มีต้นทุนอะไรบ้าง ส่วนใหญ่ก็ถามกันเอง นักเรียนศิลปะไม่รู้ว่าจะประเมินราคางานอย่างไร มันไม่ได้มีแค่ค่าความคิด ค่าฝีมือ แต่มันมีค่าเสียเวลา เสียสุขภาพ ค่าการฝึกฝน การรีเสิร์ช แล้วไหนจะค่าอุปกรณ์อีก ถ้าสายเพ้นติ้งก็จะมีค่าแคนวาส ค่าสี ถ้าสายดิจิทัลหน่อย ก็จะมีค่าเมาส์ปากกา ค่าคอม ค่าโปรแกรม โปรแกรมนี่ตัวดีเลย เราชินชากับการใช้โปรแกรมเถื่อนในประเทศเราจนเราลืมคํานวณไปว่า มันมีค่าโปรแกรมอยู่ นี่ไง ขนาดคนทํางานศิลปะกันเอง ยังละเมิดลิขสิทธิ์ ละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา แล้วเราก็บ่นเรื่องคนไม่ให้ค่างานศิลปะ ไม่ให้ค่าความคิด กลายเป็น ว่านักเรียนที่จบคณะศิลปกรรม เลือกที่จะไม่ทํางานศิลปะเป็นงานหลัก เพราะมันหาเลี้ยงชีพไม่ได้ เคยลองไปโยนคําถามในวงเหล้าศิลปินว่า พี่คะๆ ศิลปะที่พวกพี่ทําอยู่นี่หาเลี้ยง ตัวเองได้แค่ไหนคะ แต่ละคนก็ยิ้มแห้งๆ หัวเราะ แหะๆ นั่นสิน้อง พี่ก็ทํางานอย่างอื่นเพื่อหาเงิน ซะมากกว่า ศิลปินหน้าใหม่หลายคนท่ียังไม่ดัง ก็เลือกที่จะทําอย่างอื่นหาเล้ียงตัวเอง แล้วทําศิลปะเป็นงานเสริมแทน หรือทําเป็นงานอดิเรกแทน

มามองฝั่งเมืองนอกบ้าง ล่าสุดเริ่มมีผู้ปกครอง ของนักเรียนที่เรียนจบทางด้านศิลปะจากฝั่ง ยุโรปและอเมริกาออกมาบ่นเรื่องค่าเทอมของ ลูกที่แพงหูฉี่ แต่พอจบมากลับไม่มีงานรองรับ พอสําหรับจํานวนนักเรียนที่เรียนจบ นักเรียน ที่จบมาหลายคนก็ยังต้องดํารงชีพด้วยเงินพ่อแม่ ในประเทศไทยถือว่าโชคดีหน่อยที่ค่าเทอมสําหรับ

สาขาที่เกี่ยวกับศิลปะในไทยเมท่อเทียบกับเมืองนอกแล้ว ต่างกันเยอะมาก ยกตัวอย่าง ค่าเทอม CalArts อยู่ที่ประมาณ หนึ่งล้านสามแสนกว่าๆ หรือ Royal College of Art ที่อังกฤษค่าเทอมสําหรับคนอังกฤษอยู่ที่สี่แสนบาท (แต่ถ้าเป็นนักเรียนที่ไม่ใช่ EU citizen ก็จะอยู่ที่ล้านสองเอ๊งงงง) ในขณะที่ค่าเทอมมหาวิทยาลัยในไทยส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่สาขาที่เป็นอินเตอร์ก็จะเป็นหลักหมื่น มาลองคํานวณดูแล้ว ถ้าเอาค่าเทอมที่จ่ายให้เมืองนอก มาจ่ายให้ค่าเทอมในไทย ก็จะเรียนในไทยได้เป็นสิบๆ ปี นักเรียนไทยที่อยากเรียนศิลปะในประเทศไทยเลยมีโอกาสเข้าเรียนได้ไม่ยากมากนัก ถ้าที่บ้านมีฐานะที่สนับสนุนได้อยู่แล้ว ก็ไม่ต้องกังวลอะไรมาก นักเรียนที่เรียนจบศิลปะออกมาปีนึงเลยมีกันเต็มไปหมด แต่ถามว่าสุดท้ายมีคนจบมาแล้วทํางานอยู่ในวงการศิลปะกันกี่คนจากท้ังหมด?

แต่ก็ไม่อยากให้หมดหวัง วงการมันจะตันขนาดนั้นได้ยังไง ตลาดศิลปะไทยมันก็ไม่ได้จะต้องเป็นไฮโซ้ไฮโซไปซะหมด เพราะเดี๋ยวนี้ก็เริ่มมีกิจกรรม มีแกลเลอรีเกี่ยวกับศิลปะ โดยเฉพาะศิลปะ ร่วมสมัยผุดเต็มไปหมด แถมอีเวนต์ศิลปะก็มีจัด ตลอดปีอย่าง Hotel Art Fair ที่เพิ่งมีไปเมื่อปีที่แล้ว ไหนจะ Art Ground ที่เพิ่งจัดไปอีก แล้วก็ Galleries Night ที่สร้างความคึกคัก ไม่ใช่แค่นั้น ปีนี้ยังมี Bangkok Biennale ด้วย ก็น่ารอดูว่าจะทําให้ทิศทางศิลปะเป็นอย่างไรในอนาคต คิวเรเตอร์เองก็เริ่มทํางานโดยพึ่งที่ทางบนโลกออนไลน์มากขึ้น ลองเปิดเข้าดูหน้าอีเวนต์ ในเฟซบุ๊กก็จะเห็นงานนิทรรศการจัดกันแทบจะทุกสัปดาห์ หรือแม้แต่ 1×1 Wall ที่ทําหน้าที่เป็น Online Curator ที่จัดหางานศิลปะมาให้ถึงเราในหน้าฟีด กลายเป็นว่าที่ทางของคนทํางานศิลปะมันไม่ได้มีแค่ในแกลเลอรีหรือในหอศิลป์อย่างเดียวแล้ว แต่มีโลกออนไลน์ โซเชียลมีเดีย เข้ามาเพิ่มขึ้น ศิลปะไม่จําเป็นต้องเกี่ยวกับชนชั้นสูงอย่างเดียว แต่ชนชั้นกลาง เงินเดือนธรรมดาๆ อย่างเราก็สามารถเข้าถึงได้ เพราะตลาดศิลปะเองก็ค่อยๆ ดันตัวเองลงมาในระดับที่เราเอื้อมถึง พอลองไปเปิดดูงานแต่ละชิ้นก็รู้สึกว่า ฉันก็อยากเจียดเงินมาซื้องานพวกนี้บ้างนะ ถ้ามัน ไม่แพงเกินหลักพัน แกลเลอรีหลายๆ ที่ก็จัดแสดง งานแบบ Middle Class Friendly ด้วย เราก็เห็นทิศทาง คนออกมาเดินดูงานนิทรรศการ มันน่าจะมีแนวโน้มที่คนจะสนใจงานศิลปะมากขึ้นแหละ เพราะงั้น ออกมาทํางานศิลปะออกมาซัพพอร์ทและออกมาเสพงานศิลป์กันเถอะ

Through films, we might feel that art
is only for the rich, and artists produce work for the wealthy only. Schools in Thailand don’t really support their students to understand art like schools in developed countries do. As a result, many people in Thailand do not appreciate art and underestimate the value of art. Also, they don’t want to work in art-related fields.

Those who pursue a career in art often find it difficult to put a price on their work. It’s even harder now that copyright violation is such a common problem. In the end, most people de- cide to make art their hobby, not their profession.

Quite contrastingly, top art schools are expensive but graduates have a hard time finding jobs. In Thailand, it’s not that expensive, so most students can afford to go to an art school. But with such limited job opportunities, few choose a career in art after graduation.

But there is still hope. Art has been made more accessible these days with art events such as Hotel Artfair, Art Ground, Galleries Night and the Bangkok Biennale. Art today is more middle-class friendly, making it possible to the public to access art.

Text: Pearamon Tulavardhana

Photography : http://www.imdb.com

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s