ในเมืองไทยมีศิลปินที่เลือกใช้สื่อทางวิดีโอและการแสดงทัศนศิลป์อยู่ไม่มากนัก และหนึ่งในนั้นที่เรียกได้ว่าเป็นศิลปินที่ผลิตผลงานคุณภาพ มีซิกเนเจอร์ชัดเจน โดยเฉพาะการเลือกตั้งคำถามกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมในปัจจุบันมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตงานได้อย่างมีชั้นเชิง ก็คือ เข้ จุฬญาณนนท์ ศิริผล ที่เรามักจะเห็นชื่อของเขาปรากฎตามเทศกาลงานศิลปะทั้งในและต่างประเทศอยู่อย่างต่อเนื่อง กับครั้งนี้ที่เข้ถูกเลือกให้เป็นหนึ่งใน 5 ผู้กำกับของโปรเจ็กต์ TEN YEARS THAILAND โปรเจ็กต์ใหญ่ระดับเอเชียที่เปิดกว้างให้เขาได้ใช้จินตนาการในการตั้งคำถามและหาคำตอบได้อย่างเต็มที่

18766772_748231248678302_5966975861225369811_o

การปรากฎตัวในชุดมัธยมชายญี่ปุ่น
– จริงๆ แล้วมันมาจากโปรเจ็กต์ที่เคยทำ ชื่อว่า ข้างหลังภาพ (Behind the Painting) ซึ่งเริ่มต้นจากที่เรากำลังจะได้ไปเป็นศิลปินในพำนัก (Artist in Residency) ที่เมืองอาโอโมริ ประเทศญี่ปุ่น จากการที่เราเสนอโปรเจ็กต์ไปว่าเราจะหยิบวรรณกรรมไทยเรื่อง ข้างหลังภาพ ที่เคยมีการดัดแปลงเป็นภาพยนตร์กลับมามองในมุมใหม่ ซึ่งหนึ่งในตัวเอกของเรื่องก็คือ นพพร นักศึกษาชายไทยที่ศึกษาอยู่ที่ญี่ปุ่น เราไปได้ชุดนักเรียนมัธยมญี่ปุ่นจากร้านมือสอง ก็เลยใช้ทั้งในโปรเจ็กต์ที่ทำและในชีวิตจริงด้วย เพราะเราว่ามันก็เรียบร้อยดี

IMG_9586

ถ้าไม่ใช่นักเรียนญี่ปุ่น เข้จบการศึกษาจาก
– สถาบันฯ ลาดกระบัง สาขาภาพยนตร์และวิดีโอ เราเริ่มทดลองทำวิดีโอแนวนี้ตั้งแต่มัธยม ชอบและสนใจในกระบวนการสร้าง เลยเลือกศึกษาต่อ แต่พอเรียนไปเรื่อยๆ ช่วงประมาณปี 3 – 4 เป็นช่วงที่เราเรียนรู้กระบวนการทำงานภาพยนตร์มากขึ้น ทุกตำแหน่งมีความสำคัญหมด และในการเรียนคือทุกคนต้องหมุนเวียนเปลี่ยนไปทำหน้าที่ต่างๆ ที่นอกเหนือไปจากสิ่งที่ถนัดหรือเป็นความสนใจด้วย ซึ่งน่าจะเป็นกระบวนการที่ทำให้เรารู้ว่าเราไม่เหมาะกับการทำภาพยนตร์แบบเล่าเรื่องที่ต้องมีตัวละคร มีโครงสร้างโครงเรื่องต่างๆ และอีกส่วนหนึ่งก็คือชอบงานที่สามารถทำคนเดียวหรือสเกลเล็กแบบ 2-3 คนมากกว่า เพราะมันเหมาะกับกระบวนการการสร้างสรรค์งานศิลปะของเรามากกว่าด้วย

งานทัศนศิลป์ (Visual Art) หรือ งานภาพยนตร์
– เราเริ่มจากการทำหนังสั้น ทำมาหลายเรื่องพอสมควร โดยส่วนใหญ่จะเป็นงานสารคดีกับงานทดลอง ทำประกวดบ้างหรือไม่ก็ส่งเทศกาลต่างๆ บ้าง แล้วก็ค้นพบว่าส่วนใหญ่จะเป็นงานทดลอง ซึ่งมันก็จะมีพื้นที่อีกแบบหนึ่งที่เหมาะกับการแสดงผลงานแบบนี้ นั่นคือการจัดแสดงเป็นนิทรรศการในแกลเลอรี่ กลายเป็นว่าผลงานของเราสามารถอยู่ได้ทั้งในแกลเลอรี่และเทศกาลภาพยนตร์ต่างๆ ด้วย จริงๆ เราว่ามันเป็นโจทย์คนละแบบ อย่างมีงานบางชิ้นที่เราก็ออกแบบมาเพื่อให้เป็นภาพยนตร์สั้นเท่านั้น หรือบางงานก็ออกแบบมาให้เป็นวิดีโอที่ฉายในแกลเลอรี่ ดังนั้นกระบวนตั้งต้นในการการออกแบบงานก็แตกต่างกัน อย่างภาพยนตร์สั้นมันก็ต้องการออกแบบเส้นเรื่อง โครงเรื่อง ตัวละครต่างๆ ต้องระบุสถานที่ และก็ต้องมีการดำเนินเรื่อง แต่สำหรับงานวิดีโอสำหรับแกลเลอรี่จะต้องเน้นที่คอนเซ็ปต์มากกว่า โดยเราเลือกนำเสนอผ่านภาพเคลื่อนไหวทั้งหมด

อย่างงานล่าสุดที่กำลังจัดแสดงที่ SAC
– ชื่องาน Planking & Blinding ชิ้นนี้เหมาะกับอยู่ในแกลเลอรี่มากกว่า เพราะงานที่อยู่ในเทศกาลภาพยนตร์ คนดูจะต้องดูภาพยนตร์ตั้งแต่ต้นจนจบ จาก 1 ไปถึง 10 โดยที่ไม่ได้ลุกไปไหน แต่สำหรับผลงานในแกลเลอรี่ เราไม่สามารถกำหนดคนดูได้ว่าเขาจะได้ดูช่วงไหน ดูเมื่อไหร่ หรือเริ่มดูตรงจุดไหน เพราะฉะนั้นตัววิดีโอที่ปรากฏออกมาก็ควรจะต้องไม่ยาวมาก เดินผ่านมาดูเพียงแค่นาทีเดียวก็สามารถเข้าใจแมสเสจได้

Planking & Blinding
– มันเกิดจากที่เราคิดว่า ความจริงมันมีหลายชุดซึ่งมันก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะเชื่อว่ามันจริง ทั้งยังต้องอยู่ในบริบทใดๆ อีก เพราะฉะนั้น เราจึงไม่สามารถตัดสินความจริงชุดใดชุดหนึ่งได้ว่าเป็นความจริงแท้ อย่างงาน Planking เราก็ทำช่วงที่การทำ Planking กำลังเป็นที่นิยม แล้วเราก็รู้สึกอยากเล่นด้วย แต่ก็ไม่อยากเล่นเฉยๆ ก็เลยทำเป็นวิดีโอ Planking ในที่ต่างๆ ทุก 8 โมงเช้าและ 6 โมงเย็น ช่วงเวลาของเพลงชาติ ภาพที่ออกมาก็จะเห็นคนที่กำลังหยุดยืนอยู่รอบๆ ส่วน Blinding จะเป็นช่วงประกาศเคอร์ฟิว เราออกมาถือกระดาษเปล่าสีขาว ไปปรากฎตัวอยู่ตามที่ต่างๆ ที่เคยมีการชุมนุมมาก่อน ซึ่งตอนถ่ายก็มีตำรวจมาถามว่า ทำอะไร เพื่อนที่เป็นช่างภาพก็เลยตอบไปว่า “ถ่ายหนังรักอยู่ครับ” แล้วตำรวจก็ไม่ทำอะไร (หัวเราะ)

ที่ผ่านมาทำงานมาแล้วกี่ชิ้น และได้ไปแสดงงานที่ไหนมาบ้าง
– ถ้านับตั้งแต่มัธยมก็เกิน 20 เรื่อง รวมทั้งหนังสั้นแล้วก็งานเชิงทัศนศิลป์ ส่วนใหญ่ถ้าเป็นหนังสั้นก็จะส่งเข้าร่วมเทศกาลหนังสั้นต่างๆ ของไทย แล้วก็มีไปญี่ปุ่นบ้าง เยอรมันบ้าง แต่ส่วนใหญ่ก็จะเริ่มจากแสดงที่ไทยแล้วค่อยขยายออกไปนอกประเทศ อย่าง Myth of Modernity เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ระหว่างความเชื่อทางศาสนาที่นำมาผสมกับการเมือง ชิ้นนี้ก็ได้เข้าร่วมแสดงที่ญี่ปุ่น มาเลเซีย อินโดนีเชีย แล้วก็เวียดนาม

วัตถุดิบส่วนใหญ่ ที่เลือกนำมาใช้ในการทำงาน
– อย่างช่วงแรกๆ ที่ทำสารคดี หนังสั้น เราจะหยิบเรื่องในครอบครัวมาใช้เป็นส่วนใหญ่ อาจเป็นเพราะเราเป็นลูกคนเดียว หลานคนเดียวในครอบครัวที่อยู่กันครบ พ่อ แม่ ตา ยาย ก็เลยอยากแชร์สิ่งที่เราคุ้นเคยในชีวิตประจำวัน หลังจากนั้นตั้งแต่ประมาณช่วงปี 52 -53 ช่วงนั้นมีการเปลี่ยนแปลงทางสังคมไทยครั้งใหญ่ มันก็มีประเด็นหลายอย่างที่เราสนใจอยากจะพูดออกมาเกี่ยวกับสังคม งานก็ขยายไปสู่ระดับสังคมมากขึ้น

สไตล์งานที่ชัดเจน ความประชดประชัน ตลกร้าย
– จริงๆ เป็นคนตลก (ตอบด้วยหน้านิ่งๆ ของเข้) แต่เป็นความตลกแบบเงียบๆ นิ่งๆ มันก็ออกมาในตัวงานโดยที่เราไม่ได้ตั้งใจ พอรวมเข้ากับความสนใจในการเมืองด้วย งานก็เลยออกมากลายเป็นการเสียดสี ประชดประชัน ซึ่งในขณะเดียวกันในเรื่องของสังคม เราก็สนใจในเรื่องของพฤติกรรมมนุษย์ด้วย โดยเฉพาะในเรื่องมายาคติ หรือความเชื่อที่เป็นตัวขับเคลื่อนให้พฤติกรรมมนุษย์ออกมาในรูปแบบนั้น โดยที่เราก็นำมาเกี่ยวโยงเข้ากับเรื่องของการเมืองอีกที

ชอบงานศิลปินคนไหนเป็นพิเศษ
– ถ้าเป็นของไทยก็น่าจะเป็นพี่เจ้ย อภิชาติพงศ์ ชอบที่สามารถนำเอาความบ้าน ความพื้นถิ่นขึ้นมาสู่ระดับนานาชาติได้โดยที่ไม่จำเป็นจะต้องใส่ความเป็นไทยแบบเอ็กโซติกเข้าไป แล้วก็มีความร่วมสมัยที่เราเห็นได้ในปัจจุบัน ก็เลยทำให้เรารู้สึกว่างานของเขามันสามารถทำลายเส้นแบ่งระหว่างตะวันออกกับตะวันตกได้ แต่ถ้าไม่ใช่คนไทย ก็จะเป็นผู้กำกับญี่ปุ่นชื่อ ชูจิ เทระยะมะ ช่วงประมาณปี 1970 เขาชอบทำหนังใต้ดินซึ่งก็จะมีความขบถซ่อนอยู่มาก อีกอย่างคือภาพในงานของเขาจะมีความประหลาด หลุดโลก ซึ่งส่วนใหญ่จะเล่าเรื่องสภาพสังคมญี่ปุ่นในช่วงเวลานั้น ผ่านประสบการณ์ส่วนตัวของเขาเอง เช่นความสัมพันธ์ของเขากับแม่

แล้วถ้าไม่ใช่ศิลปินที่ทำงานภาพเคลื่อนไหว
– ชอบงานจิตรกรรมของ เนียม มะวรคนอง งานมีความลึกลับและประหลาด ในขณะเดียวกันก็มีความอ่อนโยนด้วย ให้แรงบันดาลใจ ดูแล้วจินตนาการไปได้ไกล

มุมมองต่อสังคมงานศิลปะของไทย
– เป็นสังคมที่หลากหลาย ทั้งในเรื่องประเภทของงาน ทัศนคติของศิลปิน โรงเรียนศิลปะ ศิลปะกระแสหลักหรือนอกกระแส รัฐให้การสนับสนุนหรือเอกชนผลักดันกันเอง ศิลปินรุ่นเก่า-กลาง-ใหม่ ซึ่งในทุกๆ จุดดูจะเป็นปัญหาและขัดแย้งกันอยู่ คือทุกคนก็พยายามที่จะผลักดันวงการให้มันไปข้างหน้าแหละ แต่ว่าผลักกันไปคนละทิศคนละทางตามที่แต่ละคนคิดว่ามันควรจะเป็น ซึ่งในทิศทางเหล่านั้นเป็นทางที่เราไม่ค่อยเห็นด้วย เท่าที่เราจะทำได้ก็คือพยายามหาทางผลักไปในทิศทางของเราภายใต้ข้อจำกัดต่างๆ ที่มีอยู่

This slideshow requires JavaScript.

โปรเจ็กต์ TEN YEARS THAILAND
– เป็นโปรเจ็กต์ที่มีแนวคิดมาจากโปรเจ็กต์ดั้งเดิมที่ฮ่องกง เป็นการรวมตัวกันของกลุ่มคนทำหนังที่ว่าด้วยเรื่องเสรีภาพ โดยใช้ชื่อเดียวกันกับโปรเจ็กต์ที่ฮ่องกงว่า Ten Years of Thailand ทางโปรดิวเซอร์จะเป็นผู้คัดเลือกและรวบรวมผู้กำกับหน้าใหม่ 5 คนเพื่อมาถ่ายทอดมุมมองที่มีต่อบ้านเกิดตัวเองในอีก 10 ปีข้างหน้าว่าจะเป็นอย่างไร ผ่านผลงานภาพเคลื่อนไหวในสไตล์ของแต่ละคน

ได้รับเลือกให้เป็น 1 ใน 5 ผู้กำกับ
– ตื่นเต้นและแอบตกใจนิดนึง เพราะโปรดิวเซอร์ของโปรเจ็กต์จะเป็นคนเลือกผู้กำกับทั้งหมดเอง ซึ่งเราก็แปลกใจที่ถูกเลือกเข้าไปด้วย แล้วผู้กำกับแต่ละคนไม่ว่าจะเป็น พี่วิศิษฏ์ ศาสนเที่ยง พี่เจ้ย อภิชาติพงศ์ วีระเศรษฐกุล พี่อาทิตย์ อัสสรัตน์ แล้วก็พี่มะเดี่ยว ชูเกียรติ ศักดิ์วีระกุล คือแต่ละคนโด่งดังเป็นที่รู้จักในสังคมอยู่แล้ว ก็เป็นความรู้สึกดีใจแต่ก็กดดันไปพร้อมๆ กัน ..ที่ได้รับเลือก ส่วนตัวเราคิดว่าอาจจะเป็นเพราะว่างานเก่าๆ ที่ผ่านมา อย่าง Planking นี่ทำเมื่อปี 2012 ส่วน Blinding ทำเมื่อปี 2014 ซึ่งคนที่เป็นโปรดิวเซอร์เขาก็น่าจะเห็นว่าเราทำงานแนวทางนี้มาเรื่อยๆ อย่างต่อเนื่อง แล้วด้วยที่เป็นโปรเจ็กต์ TEN YEARS THAILAND เราเลยคิดว่าโปรดิวเซอร์น่าจะอยากให้มีเรื่องเกี่ยวสังคมและการเมืองเข้ามาด้วย อีกแง่หนึ่งเราก็คิดว่าเขาอาจจะอยากให้โอกาสคนรุ่นใหม่อย่างเรา เดาว่าเราน่าจะเป็นตัวแทนของกลุ่มคนรุ่นเรา

ตื่นเต้นที่จะได้เห็นงานของผู้กำกับคนไหนมากที่สุดในโปรเจ็กต์นี้
– ของพี่วิสิทธิ์ เพราะนานๆ จะเห็นเค้าทำผลงานออกมา เลยอยากรู้ว่างานนี้พี่เค้าจะทำออกมาในรูปแบบไหน

10 ปีข้างหน้าของประเทศไทยสำหรับเข้
– จริงๆ ก็คิดไว้แล้วว่าหนังที่เราทำสำหรับโปรเจ็กต์นี้ เราตั้งใจให้มันเป็นจบแบบเปิดให้คนดูคิด ไม่ได้สรุปว่าจะเป็นยังไง ซึ่งเรามองว่าอีก 10 ปีข้างหน้า จะเป็นโลกอนาคตที่หน่วยงานของรัฐพยายามที่จะใช้ “ความดี” หรือ “ความเชื่อ” บางอย่างมาเป็นเครื่องมือในการชำระล้างจิตใจผู้คนให้อยู่อย่างเป็นระเบียบ เราเชื่อว่าอีก 10 ปีข้างหน้าพลังแห่งความดีงามจะมีบทบาทมากขึ้นในสังคม ซึ่งเราเลือกถ่ายทอดออกมาเป็นเรื่องราวที่ผสมเข้ากับสิ่งที่เราถนัด คือจะมีโครงสร้างเล่าเรื่องแต่ก็จะผสมทัศนศิลป์เข้าไปด้วย โปรเจ็กต์นี้ให้ทำหนังออกมาคนละ 20 นาที ถ้าเป็นทัศนศิลป์อย่างเดียวคงน่าเบื่อแย่

558000010920410

แล้วถ้าไม่ใช่ 10 ปีข้างหน้าที่คาดว่าจะเป็น แต่เป็น 10 ปีข้างหน้าที่เข้อยากให้เป็น
– 10 ปีเป็นเวลาที่ไม่นานเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าสิ่งที่อยากให้เป็นจะเป็นไปได้มั้ย คือสามารถพิสูจน์ความจริงเพื่อคืนความยุติธรรมให้กับผู้ที่สูญเสียทางการเมือง ช่องว่างระหว่างชนชั้นน้อยลง คนรุ่นใหม่มีโอกาสเข้ามาบริหารประเทศมากขึ้นครับ

ความดีงามที่ว่าหมายถึงอะไร
– ในหนังจะเป็นการผสมผสานความหมายของความดีในหลายๆ แบบที่เราคุ้นเคยเข้าด้วยกัน อย่าง “ความรักชาติ” หรือ “ความกตัญญู” จนได้โลกสมมุติที่รัฐได้สร้างบรรทัดฐานของความดีขึ้นมาชุดหนึ่งให้ทุกคนได้มีชีวิตอยู่ร่วมกัน และเมื่อมีใครบางคนทำผิดระเบียบหรือออกไปจากกรอบของความดีนั้น คนอื่นๆ ก็พร้อมที่จะใช้ความรุนแรงในการลงโทษในนามของความดี สำหรับเราความดีจึงเป็นสิ่งที่น่าสนใจและควรจะถูกตั้งคำถาม

โปรเจ็กต์เดินทางไปถึงจุดไหนแล้ว
– ยังอยู่ในช่วง Pre-production ครับ ซึ่งก็เป็นโปรเจ็กต์ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนสามารถร่วมเป็นหนึ่งในโปรดิวเซอร์ได้ โดยการเข้าร่วมสมทบทุนที่เว็ปไซต์ Indiegogo.com ไม่ใช่ว่าตัวโปรเจ็กต์จะไม่มีเงินนะครับ แต่ก็เพื่อเป็นการส่งเสริมให้หนังมันสามารถทำออกมาได้อย่างสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน #TheJamFactoryMagazine #Issue28 June-July, 2017
fb.com/thejamfactorymagazine
อัพเดทจุดวางหนังสือ: http://bit.ly/JamMagDistributionPoints
สมัครสมาชิก: http://bit.ly/JamMagSubscription

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s