เถื่อน Travel
– เริ่มจากช่วงต้นปีที่แล้ว (2016) มีปัญหาเกิดอาการนอยด์ในชีวิตจนเกือบจะเป็นโรคซึมเศร้า มันเป็นเรื่องที่แย่มากสำหรับคนอย่างเราที่ปกติเป็นคนแอคทีฟตลอดเวลา เราอยู่ในช่วงงงกับชีวิตว่าจะได้ตัวเองคืนมารึเปล่า ตอนนั้นมันเสียใจหลายอย่างแต่เสียดายที่สุดคือตัวเอง ที่เฮ้ยคนที่มีพลังงานตลอดเวลามันหายไปไหนวะ ซึ่งจริงๆ ทริปแอฟริกา (ซึ่งเป็นทริปแรกของ เถื่อน Travel) นี่ถูกวางไว้ตั้งแต่ปลายปี 2015 แล้ว ตอนนั้นตั้งใจไปเที่ยวเฉยๆ เพราะเป็นที่ๆ ชอบมาก ตั้งใจจะไปตั้งแต่กุมภา แต่ดูจากอาการที่ร่อแร่ขนาดนี้ เลยตัดสินใจทิ้งตั๋วขาไป เลื่อนไปก่อน ด้วยความหวังว่าทริปนี้จะช่วยเยียวยาให้เราอาการดีขึ้น เพราะสิ่งที่เรารักที่สุดอย่างหนึ่งในชีวิตก็คือการเดินทางและได้ถ่ายทำระหว่างเดินทาง
เราเป็นคนติดงานก็คิดว่าไปทั้งทีเอากล้องติดตัวไปด้วย ก่อนหน้านั้นไม่เคยถ่ายวิดีโอ ไม่เคยบันทึกเสียง ไม่เคยตัดต่อเองเลย คือรู้นิดหน่อยแต่ไม่ได้เก่ง เพราะที่ผ่านมาเคยเป็นไดเรคเตอร์กับครีเอทีฟที่อยู่เบื้องหลังกล้องในเชิงคอนเทนต์ มากกว่าโปรดัคชั่น เราเลยใช้เวลาสองสามอาทิตย์ที่เลื่อนตั๋วออกไปในการไปดูอุปกรณ์ ซื้อของที่จำเป็น ในตอนนั้นยังไม่มีรายการ ไม่มีชื่อ ยังไม่รู้ว่าจะมีรูปแบบอย่างนี้ สปอนเซอร์ก็ไม่มี รู้สึกแค่ว่าอยากไปแล้วเก็บเรื่องมาเล่าแล้วเดี๋ยวค่อยว่ากันอีกทีว่าจะเป็นยังไง สุดท้ายก็เลยไปนามิเบียกับแอฟริกาใต้ประมาณ 20 กว่าวันแล้วกลายมาเป็นเถื่อน Travel ซึ่งมีตั้งแต่ติดหล่มอยู่กลางทะเลทราย ยันตะลุยสลัมในแอฟริกาใต้ มันเป็นการไปเที่ยวและถ่ายรายการคนเดียวครั้งแรกในชีวิต เราเคยทำรายการเล่าประวัติศาสตร์ สังคม และการเมืองมาก่อน แต่ไม่เคยรู้สึกเป็นตัวเองได้ขนาดนี้ ซึ่งพอไปถึงก็นั่นแหละ ลืมความนอยด์หมดเลย คือรู้สึกแบบทุกข์เรื่องอะไรวะ แล้วตอนอยู่กลางทะเลทราย ถ้าใครได้ดูก็จะรู้ว่าไปติดหล่มอยู่กลางทะเลทราย 8 ชั่วโมง นั่นคือช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุด การไปอยู่ตรงนั้นมันเป็นการแอดเวนเจอร์ของจริง ไม่มีการเซท ไม่ได้ไปกับทัวร์ เราได้เจอคนและเรื่องราวเหล่านี้จริงแล้วเรารู้สึกว่ามันจริงมากๆ แล้วก็มีความสุขมากๆ กับการทำงานตรงนั้น ก็เลยได้อะไรกลับมาเต็มเลยจากทริปนั้น หลังจากนั้นเราก็เริ่มตัดรายการเสนอช่องต่างๆ สุดท้ายมาจบที่ GMM25 นั่นคือตอนที่ไปเองแล้วสองทริป คือไปเกาหลีเหนือกับแอฟริกา ยังไม่รู้ว่าชื่อรายการอะไร อัดเป็นเดโม่คร่าวๆ 15 นาที จากนั้นก็ไปทริปอื่นต่อ ไปอัฟกานิสถาน ไปถ่ายเบื้องหลัง AV ฟอร์แมทรายการก็เริ่มชัดเจนขึ้น เรียกได้ว่านี่เป็นแพชั่นโปรเจครายการแรกจริงๆ ทั้งในแง่คอนเทนต์ เราก็คิดว่าคงไม่มีใครบ้ามาสนใจจะทำเรื่องนี้เท่ากับเรา อย่างพื้นที่พวก grey zone, conflict zone, dark zone ทั้งหลาย และเราก็ได้ใช้สกิลของการทำสื่อตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา มันเหมือนรวมทั้งชีวิตกลายมาเป็นโปรเจกต์นี้ มันเป็นความอยากในใจมานานแล้ว

บทสรุปการเดินทางของวรรณสิงห์
– ก็ยังไม่สรุปซะทีเดียวนะ ยังมีอีกเยอะแต่ก็เป็นเลเวลต่อๆ ไป ตอนพื้นที่ชีวิตช่วงท้ายๆ มันเริ่มตันแล้ว คือรายการโฟกัสเรื่องปรัชญาทางศาสนาและจิตใจซึ่งบางทีตัวเราพูดถึงเรื่องที่เรายังโตไม่ทันมัน คือพอพูดเรื่องปรัชญาระดับสูง เราเข้าใจมันในระดับปัญญาชนหรือเชิงคอนเซ็ปต์ที่พออธิบายให้คนดูฟังได้ แต่เรายังไม่เข้าใจด้วยใจเราจริงๆ เพราะเรายังไม่ถึงจุดนั้นของชีวิต เช่นการปล่อยวางให้ลูกได้เติบโตอะไรแบบนี้ คือเรายังไม่ถึงเฟสนั้นเลยแต่ก็อาศัยอ่านหนังสือเพิ่มเติมเพื่ออธิบายให้คนดูเข้าใจ แต่ว่ามันถึงทางตันของวัยเราที่จะไปถึงได้แล้ว พอมาเป็นเถื่อน Travel มันลดระดับจากปรัชญามาเป็นเรื่องความจริงความดิบของโลกนี้ เรื่องความขัดแย้งทั้งหลาย เรื่องที่มันดูเหมือนไกลตัวแต่จริงๆ สงครามมันอยู่กับมนุษย์ตลอดเวลา เราอยากเล่าเรื่องเหล่านี้ให้คนได้ฟังกัน เรามีเรื่องที่ตั้งใจมานานและอยากเล่าเป็นพิเศษนั่นคือเรื่องของความเป็นคน เราคิดว่าคนเรามักจะตัดสินสิ่งที่เราไม่รู้จักมากที่สุด จะตัดสินสิ่งที่เราได้ยินแต่แง่ลบมากที่สุด ซึ่งมันก็น่าท้าทายที่เราจะทำให้เขาเห็นความเป็นคนในที่ๆ เราเลือกตัดสินไปแล้วอย่างมาก เราโชคดีที่ได้เดินทางเยอะทำให้มันช่วยละลายการตัดสินคนอื่นที่อยู่ในหัวเราทิ้งได้แทบจะสิ้นเชิงเลย ทั้งการตัดสินในเชิงความคิด ศาสนา เพศสภาพ การเมืองอะไรแบบนี้ เราคิดว่าเรายอมรับได้ทุกกรณีของโลกใบนี้เลยนะ ด้วยความที่เราคุยกับคนมาเยอะ สัมภาษณ์ก็หลายพันคน เลยอยากส่งความรู้สึกนี้ให้คนดู ให้เขาได้รู้สึกว่าที่ผ่านมาเขาตัดสินสิ่งเหล่านี้เร็วไปรึเปล่า พอหันมามองใหม่แล้วเขารู้สึกยังไง โดยไม่ใช่การสั่งสอน แค่โชว์ให้ดูแล้วให้ผู้ชมรู้สึกได้เองอะไรแบบนี้ ซึ่งเราว่าเถื่อน Travel มันก็ประสบความสำเร็จในแง่นี้พอสมควร

ผลตอบรับที่ตรงตามเป้าหมาย
– จากผลตอบรับที่ได้รับมา เขาบอกสิ่งเหล่านี้กับเราเองว่าเถื่อนทำให้เปลี่ยนมุมมองใหม่ เช่น คนดำก็ไม่น่ากลัวอย่างที่คิดนะ คนอัฟกานิสถานน่ารักจัง ซึ่งเราอยากให้คนมองเห็นมุมนี้บ้าง หลายคนบอกว่าเราโลกสวย เรากลับคิดว่านี่คือการมองคนตามสภาพความเป็นจริงมากๆ คนที่คุณตัดสินว่าเขาอยู่ฝั่งดำเนี่ย จริงๆ แล้วเขามีแรงจูงใจที่ใกล้เคียงกับคุณมากๆ ในการใช้ชีวิต เพราะทุกคนเป็นมนุษย์และมีแรงจูงใจในเรื่องชื่อเสียง เงินทอง การยอมรับ ความรัก มันคือสิ่งเดียวกันแค่อยู่ในกรอบและรูปแบบที่ต่างกันไป การได้คุยกับคนเหล่านี้ที่เราคิดว่าแตกต่างจากเราอย่างสิ้นเชิง แต่พอลิงค์ไปลิงค์มา เช่น ได้ไปคุยกับสาวๆ ชนเผ่าฮิมบาในนามิเบีย ทรงผมเขามีดินสีแดงโพกเต็มหัวและดูแตกต่างจากเรามาก แต่พอถามดูเขาบอกนี่เป็นผมต่อ อิมพอร์ตมาจากไต้หวัน เราก็เอาสิ่งนี้นำเสนอผ่านรายการเพื่อให้สาวๆ ดู เค้าจะมองเห็นเองว่า อ้าว เหมือนตัวเค้าเลย! ซึ่งคนพูดเป็นชาวเผ่าผู้หญิงที่ไม่ใส่เสื้อผ้า นั่งตัวแดงอยู่ – ยิ่งเดินทางเยอะขึ้นยิ่งเห็นว่าคนไม่ได้ต่างกันมากมายอะไรขนาดนั้น ถ้า to be extreme เราก็อยากคุยกับคนที่เราคิดว่าเราจะเข้าใจเขาไม่ได้อย่างเต็มที่ เช่น ผู้ก่อการร้ายหรือนักการเมืองที่ทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ทั้งหลายอะไรอย่างนี้ นี่คือสิ่งที่อยากทำแต่ยังไม่ได้ทำ ยังไม่ถึงขั้นนั้น เพราะเราต้องการนำเสนอว่าสุดท้ายมันไม่ใช่เรื่องของการเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่เราอยากให้เห็นว่าทำไมคนเหล่านี้ซึ่งเบสิคพื้นฐานแล้วมีความเป็นมนุษย์เหมือนกับเรา ถึงหลบไปอยู่ในความมืดมนแบบนั้นแล้วสามารถทำอะไรที่รุนแรงและโหดร้ายขนาดนั้นได้ โดยที่ตัวเราเองก็ยังไม่เคยเข้าใจ 100% เพราะไม่เคยนั่งจับเข่าคุยกับคนเหล่านี้ เคยคุยแต่กับคนที่เปลี่ยนไปแล้ว อย่างอดีตตาลีบันอะไรอย่างนี้ โอเค มันก็เปิดเบื้องลึกอะไรบางอย่างให้ได้รู้มากขึ้น

This slideshow requires JavaScript.

ตัวตนระหว่างนักเดินทางและการทำสารคดีข่าว
– ไม่แน่ใจว่าคนจะนิยามเราว่าอย่างไหน อย่างสารคดีก็จะมีรูปแบบที่เน้นเรื่องราวและคอนเทนต์ แต่ไม่เน้นตัวบุคคลขนาดนั้น แต่อันนี้เราถ่ายทำเป็นเล่าเรื่อง และสถานการณ์ต่างๆ ที่เจอในนั้นก็เป็นคอนเทนต์หลักของเราด้วย อาจจะเรียกว่าเป็นสารคดีเรียลลิตี้กึ่งทราเวลโชว์ก็ได้ เหมือน Amazing Race ผสม Planet Earth อะไรแบบนี้นะ เพราะมันก็มีความ Amazing Race สูงมากในนั้น เพราะแต่ละที่ที่ไปนี่แบบ รอดมาได้ไงวะ!!! มันก็เป็นรูปแบบที่เรายังไม่รู้เลย แต่เราไม่ได้เป็น journalist เพราะนักข่าวนี่ต้องเร็ว อย่างทำวันนี้ออนพรุ่งนี้เลย

ความเถื่อน ในรายการ
อัฟกานิสถาน!!! (ลากเสียง) มองกลับไปแล้วรู้สึกไอ้บ้านี่ถ่อไปทำไม แต่คือถ้าให้เลือกอีกก็ทำอีกนะ ก่อนไปมันก็กลัวประมาณนึงแต่ก็พอจะทำใจไม่ให้แพนิคได้ ซึ่งพอไปแล้วโอ้โหแบบ war zone มันเป็นเช่นนี้เองหรอ เช่น ทุกคนกินข้าวกันอยู่ เช็คมือถือแล้วระเบิดลงอีกฝั่งนึงของเมืองก็ อืม และทุกคนก็ทานข้าวกันต่อ คือมันชินชามาก ซึ่งในแง่นึงมันก็มีความสงบอยู่แหละ และที่เรานำเสนอมันก็เป็นความจริง แต่ในฐานะของคนที่อยู่ตรงนั้นจริงๆ เขารู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นกับเขาเมื่อไหร่ก็ได้ หลายอย่างเราก็ถ่ายมาไม่ได้ เช่น ช่วงเวลาที่อันตรายจริงๆ เราก็ต้องเก็บกล้องทั้งหมด มีตอนที่ไปเดินตลาดแล้วถูกตำรวจเรียกไปคุย ปรากฏว่าหัวหน้าของตำรวจลับแถวนั้นกำลังนั่งเป็นคนขายผ้าอยู่ แบบเราเข้าไปคุยกับคนขายผ้าแล้วเขาก็บอกว่าเขาเป็นหัวหน้าสน. โหว! อย่างกับหนังสายลับ เขาก็ถามยับเลย มาทำไม ถ่ายอะไร เป็นคนขององค์กรอะไรรึเปล่า พาสปอร์ตก็ไม่อยู่กับตัวเพราะโดนยึดไว้ที่สนามบิน คือกลัวโดนจับก็ส่วนหนึ่ง หรืออย่างอีกตอนนึงเรากำลับขับกลับจากภูเขาแล้วเพื่อนเตือนว่าระวังหน่อยนะ เมื่อกี้เส้นทางนี้เพิ่งมีคนโดนยิงไป หรือตอนแรกมีแพลนจะไป national park ซึ่งสวยมากแต่ก็ต้องล้มเลิกเพราะก่อนหน้านั้นเพิ่งมีคนโดนลักพาตัวไป 7 คนในเส้นทางที่ผ่านไป มันก็เฉี่ยวไปเฉี่ยวมา แต่ว่าถ้าเอาตามความน่าจะเป็นจริงๆ คือต้องเป็นคนที่ซวยมากๆ ที่จะนั่งเครื่องบินจากเมืองไทยและลงไปอยู่ในที่ที่มีระเบิดที่นั่น ณ เวลานั้น แต่ว่าเรื่องที่ได้มันก็คุ้มจริงๆ ในฐานะคนทำคอนเทนต์ ถามว่ากลัวมั้ยคือเราก็ไม่ใช่คนบ้าที่จะเข้าไปแล้วบอกว่า โอ้ย สนุกจังเลย ทุกคนมีความกลัวอยู่ซึ่งมันก็ดีเพราะทำให้เราระวังตัว แต่ถามว่าจะทำอีกมั้ยก็ทำ

การเตรียมตัวที่รัดกุม
– แต่ละที่ที่เราไปเนี่ยเราเตรียมตัวนานมาก อย่างอัฟกานิสถานซึ่งเป็น war zone หนึ่งคือเราคุยกับคนที่ได้ไปมาแล้ว มีนักข่าวสงครามอยู่สองสามคนที่เคยเป็นมือเก๋าของ CNN เราติดต่อคนเหล่านี้มาแล้วเป็นเหมือนอาจารย์สำหรับเรา เขาก็แนะนำได้ว่าต้องเตรียมอะไรยังไง มีคนนึงเคยอยู่ในราวันดาตอนที่คนกำลังฆ่ากันอยู่เลย คือฝรั่งเขามีอาชีพนี้จริงจังคือ war reporter นอกจากคุยกับคนที่เคยไปแล้ว เราก็คุยกับคนที่อยู่ที่อัฟกานิสถานประมาณ 3 เดือน ติดต่อไปทาง UN เขาก็ออกวีซ่าให้โดยจะติดต่อกับสื่อท้องถิ่นซึ่งเป็นนักข่าวชาวอัฟกันที่จะพาเราไปตรงโน้นตรงนี้ และมีสายด่วนถึง UN ได้ตลอด เขาจะคอยอัพเดตสถานการณ์ความไม่ปลอดภัยให้อะไรแบบนี้ วันที่ไปกับนักข่าวอัฟกันเราก็ต้องกลับก่อน 5 โมง วันที่ไปกับ UN เราก็จะได้เซ็นสัญญาก่อนขึ้นรถว่าถ้ารถนี้เกิดระเบิดเราจะไม่เอาเรื่องเขา (รถกันกระสุนซึ่งในแง่นึงมันก็ปลอดภัยแต่อีกแง่มันก็ล่อเป้าด้วย) ข้อดีคือเราก็ได้เห็นว่าองค์กรนานาชาติเขาทำงานใน war zone กันอย่างนี้ นักข่าวท้องถิ่นเขาทำงานกันแบบนี้ ซึ่งประสบการณ์นี้เราไม่ได้เล่าไปในรายการ เพราะเราพยายามนำเสนอเรื่องในท้องที่มากกว่า

ทำอย่างนี้แม่ไม่ว่า!?
– (หัวเราะ) เราไปมา 54 ประเทศแล้ว นี่เป็นทริปเดียวที่แม่ไม่อยากให้ไป แต่ว่ามันก็มีการเจรจาเกิดขึ้น เพราะว่าก่อนไปเนี่ย พ่อซึ่งปกติไม่เคยว่าอะไรเลยก็ส่งข่าวให้ดูว่าศาสตราจารย์ชาวอเมริกันเพิ่งถูกจับตัวไป แล้วพ่อก็เขียนมา “ถ้าเธอยังอยากไป เราคงห้ามอะไรเธอไม่ได้” (หัวเราะ) กดดันมาก แม่ก็เดินมาพูดว่า “อย่าไปเลย” ซึ่งไม่เคยพูดมาก่อน ตามกำหนดการณ์แรกของเราคือไปเดือนนึง และจะเข้าไปในโซนสีส้มและสีแดงด้วย (คือมันจะมีโซนอยู่ 7 ระดับ) แต่ว่าสุดท้ายพอคุยไปคุยมาก็ลดลงเหลือสองอาทิตย์และจากพื้นที่สีแดงก็ลดลงเหลือแค่พื้นที่สีเหลืองและสีเขียวเท่านั้น เราก็แสดงให้เขาเห็นว่า เราหาข้อมูลอย่างจริงจังนะ ก็เลยได้ไป แต่ว่าจริงๆ โซนสีส้มสีแดงก็มีนักข่าวเข้าไปทำงานเป็นประจำ เพื่อนที่เป็นนักข่าวท้องถิ่นก็เล่าว่าไปโซนสีแดง ระเบิดลงห่างเขาไปแค่สิบเมตรอะไรแบบนี้ ล่าสุดอเมริกาก็เพิ่งลงระเบิดลูกโคตรใหญ่ที่อัฟกานิสถาน คือมันเป็นความเคยชินของคนที่มีระเบิดอยู่รอบตัวทุกวัน จริงๆ เรื่องพวกนี้มันเหมือนไกลตัวคนไทยแต่มันเกิดขึ้นทั่วโลกตลอดเวลา

เป้าหมายต่อไปของเถื่อน Travel
– จริงๆ ซีเรียก็เป็นอีกสถานที่ที่กำลังดูอยู่ แพลนตอนแรกคือช่วงนี้ควรจะอยู่ซีเรียด้วยซ้ำ แต่เนื่องจากว่าสถานการณ์ช่วงนี้บ้าบอมากๆ ก็เลยหยุดก่อน แต่ถ้ามันสงบลงกว่านี้ก็อยากเข้าไปในโซนที่เขาหยุดยิงกันแล้วดู ปีหน้าคิดจะไปโซมาเลีย เพราะเพิ่งหยุดสงครามไป แล้วซูดานใต้ก็มีเรื่องทหารเด็กที่ถูกจับไปเป็นทหารกันตั้งแต่เล็กๆ คือรายการนี้มันไม่ได้เน้นเรื่องสงครามอย่างเดียวนะ เราไปแนว แอดเวนเจอร์ลุยกับธรรมชาติด้วย ซึ่งก็จะเป็นที่ที่คนจะบอกว่าจะถ่อไปทำไมวะ (หัวเราะ) มีคนเชียร์ให้ไปสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า ซึ่งเราก็อยากไปแต่ก็ไม่รู้จะไปตรงไหน มันใหญ่มาก และถ้าไปตรงเกาะเบอร์มิวด้าก็ค่อนข้างเจริญและไม่มีอะไรมากมาย แต่ทวีปแอฟริกานี่ต้องโดนอีก เป็นทวีปโปรดของเรา เราต้องไปให้ครบทั้งทวีปนี้ให้ได้

เถื่อนในไทย
– ก็น่าสนใจหลายเรื่องเหมือนกัน สิ่งหนึ่งที่เราสนใจมากในสังคมไทยคือเรื่องโสเภณี จริงๆ อยากทำสารคดีเกี่ยวกับเรื่องนี้มาสักพักแล้ว เราคิดว่าเขาโดนดูถูกความเป็นคนเยอะมาก ซึ่งที่จริงอาชีพนี้มันอยู่คู่กับประวัติศาสตร์มนุษย์มายาวนานตั้งแต่มนุษย์มีจู๋กับจิ๋มนั่นแหละ เห็นกันตั้งแต่สมัยกรีกโรมันก็มีแล้วใช่มั้ย ทีนี้ในประเทศไทยมีคนที่ทำงานนี้อยู่ประมาณแสนกว่าคน ขณะเดียวกันก็ถูกทำให้ดูเหมือนไม่มีตัวตน ถูกดูหมิ่น เราไปเจอกลุ่มหนึ่งที่น่าสนใจมาก เป็นหญิงขายบริการที่เปิดสถานบริการของตัวเองและเป็นเจ้าของด้วย คือเป็นทั้งนายจ้างและลูกจ้างไปพร้อมๆ กัน มีการแชร์หุ้นและทำงานกันในนั้น รวมทั้งเป็นเจ้าของตึกเองด้วย เราอยากทำเรื่องนี้เพราะรู้สึกว่าเจ๋งว่ะ อย่างบางคนก็มีลูกมีสามี สามีกับลูกก็รู้ ก็ส่งลูกเรียนตามปกติ คนเราไม่ควรโดนดูถูกด้วยการเอาสิ่งที่เขาต้องทำเพื่ออยู่รอด ยกเว้นว่าสิ่งเหล่านั้นมันจะไปทำลายผู้อื่น บางทีเราควรจะเข้าใจมากกว่าไปตัดสินเขานะ อีกกรณีนึงที่ได้ยินมา คือเรื่องค้าประเวณีแถวพัทยาก็เยอะ เคยไปถ่ายมาแล้วแต่อยากเจาะเข้าไปให้ถึงแก่น คิดภาพสิ แม่เอาลูกอายุแปดเดือนไปขายให้ฝรั่งลวนลาม ฉี่ใส่อะไรงี้ พอเราฟังก็แบบ.. ทำไมมนุษย์เป็นอย่างนี้ เราอยากเข้าใจว่าทำไม เล่าให้ฟังหน่อย แต่ก็ต้องย้ำให้คนดูและตัวเองบ่อยๆ ว่าที่เราเลือกนำเสนอเนี่ยไม่ได้แปลว่าเราเห็นด้วยกับเขา แค่มีความน่าสนใจดีก็ลองค้นดู แต่เมืองไทยก็มีเรื่องที่เล่าไม่ได้อีกเยอะ อย่างถ้าเล่าเรื่องเมืองนอกคนจะรู้สึกไกลตัวประมาณหนึ่งทำให้ไม่เกิดดราม่า บางทีถ้าเราเอาข้อมูลปึ้กๆ มา เขาก็จะยินดีรับฟังเพราะเขารู้สึกว่าเขากำลังได้รับข้อมูล ถ้าเล่าเรื่องเมืองไทยปุ๊บเนี่ย ทุกคนมีข้อตัดสินของตัวเองอยู่ในใจเรียบร้อยแล้ว และโอกาสในการเกิดดราม่าสูงมาก เราพยายามตัดความคิดเห็นตัวเองออก ทำอย่างนั้นตลอดในรายการ เพราะรู้สึกว่าความคิดเห็นตัวเองไม่สำคัญหรอก อยากเล่าแค่ว่า เออ เจอนี่ นี่เป็นความจริงเท่าที่ตาเราเห็น คือมันไม่มีทางจริงทั้งหมดอยู่แล้ว แต่เรื่อง “ผมว่าเราควรจะอย่างนี้อย่างนั้นนะครับ” เบื่อ ไม่รู้จะพูดไปทำไม พูดไปก็เถียงกัน มีคนมาทะเลาะกัน และมีคนไปทะเลาะแทน

ก้าวที่ไกลกว่าเถื่อน Travel
– จริงๆ เถื่อนเป็นสเต็ปนึงนะ ต่อไปที่เราอยากทำก็คือเราอยากทดสอบตัวเองในระดับโลกว่าเราทำได้รึยัง ไม่ต้องยิ่งใหญ่หรอก แค่สามารถลืมตาอ้าปากได้ในระดับนานาชาติก็พอ เราอยากส่งสิ่งที่ทำให้ National Geographic ให้ Discovery หรือ Vice ได้ดู เราจะสามารถเอาแบรนด์รายการของเราไปออกอากาศเมืองนอกได้มั้ย และก็เราไม่ได้อยากให้แบรนด์เถื่อนมันมีแค่รายการทีวี อยากทำให้คนที่ชอบเสพสื่อทางนี้มาดูกัน เช่น อาจจะมีเถื่อนออนไลน์ เถื่อน แมกกาซีนอะไรแบบนี้ แล้วเราเท่าที่ได้รับผลตอบรับมาก็พบว่างานเรามันกระตุ้นให้เด็กหลายๆ คนอยากออกไปเจอโลก อยากแอดเวนเจอร์ อยากคุยกับผู้คน เราอยากรวมผู้คนเหล่านี้มาสร้างเป็นกองทัพ คนที่สามารถทำ one man production แบบเราได้ สมมติมีกัน 10 คนเนี่ย เดือนนึงก็กระจายไป 10 ประเทศ คอนเทนต์กลับมาแบบมหึมาเลย ตอนนี้ก็ต้องค่อยๆ เซ็ตอัพ ค่อยๆ เทรนด์เด็ก หาคนที่จะอยู่กับเราไปนานๆ ซึ่งสิ่งพวกนี้เป็นสิ่งที่ยากมากสำหรับเรา แล้วก็ชีวิตไม่ได้อยากทำแต่เรื่องด้านมืดอย่างเดียว ยังมีฝั่งละมุนละม่อมด้วย ยังอยากทำเพลง อยากเขียนหนังสือเล่มใหม่ เราก็ทำคอนเทนต์ออนไลน์อยู่ด้วยที่ไม่ใช่แนวเถื่อน อย่างรายการบังคับแม่เที่ยว ซึ่งคนดูเยอะกว่างานที่ตั้งใจทำอีก ถ้าใครไม่เคยดูนะครับมันเป็นรายการที่ผมกับครอบครัว ซึ่งก็จะมีคุณแม่กับพี่ชายออกไปเที่ยวกันแล้วก็ทำอะไรอีเดียดๆ ให้มันอีเดียดที่สุด ซึ่งคนก็จะชอบตามดูมาก แล้วก็อยากทำเพลงและกำลังเรียนรู้เกี่ยวกับการทำหนังอยู่ อาจจะไปฝากเนื้อฝากตัวกับผู้กำกับใหญ่สักคนแล้วก็ขอฝึกสกิลกับเขาอะไรแบบนี้ ในอนาคตไม่ใกล้ๆ นี้แน่นอน คงสัก 7-8 ปี ถ้าได้ทำหนังของตัวเองสักเรื่องก็คงดี

IMG_0328

การเริ่มต้นลงมือทำทุกสิ่งที่ว่ามา
– state of mind อย่างแรกสำคัญที่สุดคือ “กูทำได้” ไอ้ข้อนี้มันต้องเชื่อจริงๆ ก่อนเลยว่าทำได้แน่ แค่เริ่มด้วยคำว่า จะทำได้รึเปล่าวะ นี่ก็ต่างกันมากแล้วนะ ขั้นต่อมาก็คือดูว่ามันมีช่องทางยังไงบ้าง ส่วนใหญ่ก็เริ่มจากคนที่เขารู้ก่อนแล้วก็ไปถามเขา บางทีก็เป็นคนรอบตัวด้วย แล้วก็ศึกษาจากงานที่เราเสพ แต่ว่าขณะเดียวกันที่เราทำสิ่งนั้น มันต้องมีอะไรข้างในของเราที่จะไม่เหมือนคนอื่นและเรายินดีให้มันออกมาโลดแล่นได้เต็มที่ ซึ่งก็ต้องเรียนรู้พื้นฐานก่อน จึงจะไปทำให้มันเข้ามือตัวเองได้ เราคงทำอย่างนี้ไปจนแก่น่ะ เราไม่คิดว่าเราจะมีวันเกษียณ ยกเว้นความจำเสื่อม ..เชื่อว่าหลายคนก็ต้องคิดเกี่ยวกับเรื่องการเลี้ยงชีพต้องมาก่อน เราโชคดีมาก คือเราก็ไม่ได้เงินหรือมรดกมาจากพ่อแม่หรอก แต่ที่ได้มาคือชื่อเสียงของพ่อแม่เป็นตัวตั้งต้น สองคืออิสรภาพบ้านเราไม่เคยมีความต้องการจากพ่อแม่เลยว่าต้องเป็นหมอต้องเป็นทนาย สามคือดวงที่อาจจะเกิดจากพ่อแม่ด้วยและโชคชะตาของโลกใบนี้ที่พออยากทำอะไรแล้ววิ่งหาโอกาส พอได้ปุ๊บมันก็กลายเป็นอาชีพไปโดยอัตโนมัติ ทำให้เราไม่ต้องคิดว่าเดือนนี้เราจะเอาเงินไปจ่ายค่าเช่าบ้านยังไง แต่มันก็ไม่ได้อยู่ดีๆ มีเงินมากอง เราต้องหาโอกาสจากสิ่งที่ตัวเองรักให้ได้

ความสัมพันธ์ใน 3 ระดับ ตัวเอง/สังคม/โลก
– เรามองเป็นแบบนี้ ที่ผ่านมาเราทำประโยชน์ให้กับตัวเอง ให้กับสังคม จนถึงตอนนี้ก็เลยอยากจะทำอะไรเพื่อโลกบ้าง มันอยู่ในใจมาตั้งแต่เด็กๆ แล้ว ตอนนี้ที่อยากทำคืออยากสร้างประโยชน์ให้กับเพื่อนมนุษย์เท่าที่จะทำได้ด้วยสิ่งที่เราทำได้ ซึ่งก็คือเราเป็นคนเล่าเรื่องด้วยสื่อต่างๆ เราอยากเอาความสามารถตรงนี้ไปเล่าเรื่องของคนที่ไม่ค่อยมีคนจะเล่าเท่าไหร่ ซึ่งสิ่งที่สนใจในตอนนี้เนื่องจากไปในพื้นที่เสี่ยงภัยเยอะๆ ก็คือผู้ลี้ภัยทางสงคราม คนเหล่านี้อยู่ในไทยก็เยอะ เราอาจจะรู้แต่ข่าวผู้ลี้ภัยซีเรีย แต่จริงๆ ในไทยก็มีผู้ลี้ภัยชาวกะเหรี่ยงที่มาจากพม่า มีผู้ลี้ภัยที่อยู่ประเทศไทยมา 30-40 ปีแล้ว เราอยากเล่าเรื่องคนเหล่านี้ มันอาจนำไปซึ่งการระดมทุนก็ดี การเปลี่ยนแปลงชีวิตพวกเขาก็ดี ตอนนี้ก็เลยเริ่มทำงานกับ UNSCR ซึ่งเขาทำงานกับผู้ลี้ภัยข้ามแดน เพิ่งได้ลงไปที่ค่ายผู้ลี้ภัยตรงชายแดนพม่ามาก็ได้ไปสัมภาษณ์หลายคนที่แม่ฮ่องสอน ตอนนี้เพิ่งลงไปครั้งเดียวแต่ก็ได้คอนเทนต์มาเพียบเลย วันนั้นมีเวลานิดเดียวเลยยังอยู่ในหัวและไม่ตกผลึกออกมาเป็นก้อนเท่าไหร่ อย่างปีนี้เราอาจจะเลือกเล่าเรื่องผู้ลี้ภัย ถ้าเราช่วยเล่าเรื่องนี้จนอิ่มตัวก็อาจจะย้ายไปเล่าเรื่องอื่นต่อ เราอยากเป็น story teller และให้ story telling ของเรามีประโยชน์กับคนอื่นๆ ไปเรื่อยๆ สมมติถ้าเราทำไปเรื่อยๆ แล้วเรามีตังค์มากกว่านี้ ก็อาจจะนำมาสร้างเป็นองค์กรที่ยั่งยืนเพื่อมาช่วยเหลือเพิ่มเติมต่อไป ตอนนี้เรายังเป็นแค่บุคคลเดียวก็ช่วยได้เท่านี้ก่อน รู้สึกว่าเกิดมาแล้วอย่าเอาแต่หายใจ (หัวเราะ)

แนะนำหนังสือ 1 เล่ม
สิทธารถะ ของเฮอร์มานน์ เฮสเส เป็นเรื่องของพราหมณ์หนุ่มซึ่งบวชในสมัยพุทธกาล มันเป็นลำดับขั้นตอนของชีวิตมนุษย์ ทั้งช่วงค้นหา ช่วงตามล่าหาความรู้ ตามล่าหาตัวตน ช่วงของการละทิ้งตัวตน ครองเรือน ค้นพบความทุกข์ในทางโลก แล้วก็ปล่อยวาง ซึ่งทั้งหมดเล่าผ่านพราหมณ์คนนี้ เขาว่ากันว่าทุกครั้งที่อ่านหนังสือเล่มนี้ แล้วปล่อยให้เวลาผ่านไป 4-5 ปี พอกลับมาอ่านอีกครั้งจะพบว่ารู้สึกไม่เหมือนเดิมทุกครั้ง เพราะมันสะท้อนชีวิตในแต่ละช่วงวัยที่ต่างกันไป บางอย่างเราอาจจะเข้าใจได้เท่านี้ในช่วงเวลาตอนนี้ของเรา พออีก 5 ปีมาอ่านก็เข้าใจส่วนอื่นมากขึ้นว่าความรู้สึกนี้เป็นยังไง อยากให้ลองอ่านกันดู

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน #TheJamFactoryMagazine #Issue27 MAY, 2017
fb.com/thejamfactorymagazine
อัพเดทจุดวางหนังสือ: http://bit.ly/JamMagDistributionPoints
สมัครสมาชิก: http://bit.ly/JamMagSubscription

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s