“What success means to me … I don’t know, I wish that life can just go on. Smoothly.”

                                                                                                          Ren Hang

ตอนที่ผมได้ข่าวว่า Ren Hang ได้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายผมยืนงงอยู่ชั่วครู่ –

Ren hang เป็นช่างภาพหนุ่มจากประเทศจีนที่ได้สร้างความอื้อฉาวที่บ้านตัวเองกับภาพถ่ายที่ยากจะบรรยายหรือเปรียบเทียบกับใครอื่นใด  แต่ชัดแท้ว่าผลงานของเขานั้นมีความโดดเด่นที่เมื่อคนเห็นแล้ว ก็จะรู้ทันทีว่าเป็นผลงานใคร

ไม่นานมานี้ผมทำละครเวทีที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับตัวละครตัวนึงที่พยายามฆ่าตัวตายแต่ทำเท่าไหร่ก็ไม่สำเร็จเพราะใจไม่ถึง แต่สุดท้ายก็ได้ตายสมหวังจากการเอาส้อมไปจิ้มเครื่องปิ้งขนมปังแล้วโดนไฟดูด…ซึ่งเป็นการลาจากที่มาจากความไม่ได้ตั้งใจซะมากกว่า แต่แน่นอนเขายังไม่อยากตาย เขาแค่อยากได้แผ่นขนมปังที่ติดค้างในเครื่องปิ้ง ตัวละครที่ผมสร้างขึ้นมาเป็นคนที่ไม่ได้สมหวังกับแนวชีวิตที่ขนบสร้างไว้ให้เราทำตาม
แต่พอผมได้รู้ข่าวของ Ren ผมยืนงงและไม่เข้าใจว่าทำไม เพราะเขาดูเหมือนกำลังไปไกลมาก Ren ก็เป็นอีกบุคคลนึงที่ไม่ยินยอมกับขนบของประเทศบ้านเกิด งานเขามันช่างโดดเด่น ทุกภาพมันทิ่มแทงตาและกระตุกโสตประสาท สีสันอันฉูดฉาด ผิวเนื้อที่เป็นดั่งสีที่เขาโปรดปราน ก้น นม ขา แขน องค์ประกอบที่เปล่งเสียงตะโกนออกมาดังลั่นจากการจัดวางที่เรียบง่ายและเงียบงัน แต่แล้วทำไม? เท่าที่ทราบคือเขาต่อสู้กับโรคซึมเศร้ามานานมาก และสุดท้ายแล้ว หลุมดำนั้นมันก็กลืนกินเขาไป…
บางทีผมก็สงสัยว่ายุคสมัยนี้มันทำให้เราเห็นคุณค่าของตัวเองและชีวิตน้อยลงเรื่อยๆ หรือเปล่า แล้วคนสมัยก่อนล่ะ เขาเป็นแบบนี้กันบ้างไหม เช่น รุ่นพ่อแม่ปู่ย่าตายายเรา ในยุคที่คนเรามีฟังก์ชั่นเพียงแค่ทำงาน เลี้ยงลูก เลี้ยงหลาน
“มันมีมานานแล้วพี่” น้องคนนึงที่ผมเจอบนบีทีเอสเคยบอกผม “แต่คนเขาแค่ไม่รู้มันเรียกว่าอะไร” เธอเป็นนักเขียนกึ่งนางแบบ แต่คงมีน้อยคนที่รู้ว่าเธอเป็นโรคซึมเศร้า เป็นถึงขั้นที่บำบัดไม่ได้ ต้องกินยาคุมประสาทอย่างเดียว ถามน้องว่ามันมีทางที่จะหายมั้ย เธอมองลงที่พื้นแล้วยิ้ม “คงไม่ค่ะ”
ตั้งแต่เด็กผมเคยหลงใหลกับความตาย เคยอ่านการ์ตูนมาร์เวลแล้วเชื่อว่าวันนึงโลกจะแตก ผมซึมเศร้าไปหลายอาทิตย์ ไม่รู้จะอยู่ต่อไปทำไม ในเมื่อวันนึงมันก็จะจบลง แต่พอเศร้าไปได้ไม่นานผมก็ได้เจอสิ่งบันเทิงอื่นๆ ที่ทำให้ผมลืมมัน ยังไงเดี๋ยวก็ตายอยู่ดี ระหว่างรอเราก็เสพย์สุขไปก่อนมั๊ย มันก็เห็นชัดว่าผมไม่ได้เป็นโรคซึมเศร้าหรืออะไรแบบจริงจัง แต่ผมรู้จักหลายคนที่แบก แอบ เก็บอาการนี้ไว้ดั่งเป้ที่หนักอึ้งที่ติดตัวเขาไปทุกที่ ทุกเวลา อะไรที่ดีที่เข้ามาในชีวิตคงช่วยให้เขายิ้มได้ แต่สุดท้ายแล้วความหนักบนตัวเขาจะตักเตือนเขาตลอดว่ามันไม่ได้ไปไหน ฟังดูโคตรหดหู่ คนบางคนเป็นแล้วยังไม่รู้ตัวเลย ปาเข้าไปจะห้าสิบกว่าแล้วเพิ่งมารู้ว่าตัวเองเป็นโรคหดหู่ก็มี ซึ่งสุดท้ายเขาก็ทนไม่ไหวแล้วเลือกทางเดียวกับ Ren ก็นักแสดงชื่อดังอย่าง Robin Williams ก็เสียชีวิตไปจากการฆ่าตัวตาย แต่สิ่งที่น่าสนใจคือภรรยาของ Robin ออกมาแถลงว่ามันไม่ได้มาจากการที่เขาซึมเศร้าหดหู่ แต่มาจากอาการ Lewy body dementia ซึ่งเป็นโรคๆ นึงที่ทำให้สมองคนไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ มีความคล้าย Alzheimer อาการนี้อาจจะเป็นตัวกระตุ้นให้ Robin มีอาการซึมเศร้า ผู้เชี่ยวชาญได้แจ้งว่าที่อเมริกามีคนเป็นโรคนี้ถึง 1.4 ล้านคน นอกจากที่จะเป็นตัวกระตุ้นความซึมเศร้าแล้ว Lewy body dementia นั้นทำให้ผู้ป่วยเห็นภาพหลอน เคลื่อนไหวไม่ปกติ นอนไม่หลับ วิตกกังวล และสูญเสียความทรงจำ…โลกนี้มันก็อยู่ยากอยู่แล้ว ไหนจะต้องมากังวลว่าจะเจอแจ็คพอตมีโรคซับซ้อนแทรกแทรงสมองอีกต่างหาก ผมตกใจมากตอนรู้ข่าวของ Robin wiliams คือเราโตมากับหนังเขา ถ้าพูดถึงความดังและการประสบความสำเร็จ เขาไปถึงจุดสูงสุดแล้ว ทั้งด้านงานและความรัก แต่แล้วมันมาจบเพราะโรคซึมเศร้า? ไม่สิ ชีวิตมันซับซ้อนกว่านั้น ลองคิดดูว่าถ้าอยู่ดีๆ คุณมีความต้องการอยากจบชีวิตตัวเองขึ้นมา แต่คุณไม่รู้ว่าสาเหตุมันเป็นเพราะคุณมีอาการที่เขายังหาวิธีแก้ไขไม่ได้ แต่แล้วการที่คุณรู้สาเหตุมันจะช่วยให้คุณอยู่ต่อได้หรือไม่? เพราะการแพ้มันคือการตาย ซึ่งบางทีแล้ว เราอาจไม่ได้ต้องการตายจริงๆ
ผมว่าถ้าคุณเป็นศิลปินในแขนงใดก็แล้วแต่ วันนึงคุณก็อยากประสบความสำเร็จ
ไม่สิ ไม่ต้องเป็นศิลปินก็ได้ เป็นนักธุรกิจ เป็นนักกีฬา หรือบาริสต้าที่อยากปัง ทุกคนต้องการคว้าชัยชนะ แต่คว้าไปได้แล้วจะยังไงต่อก็อีกเรื่องนะ เพราะความจริงคือใช่ว่าความสำเร็จมันคือชัยชนะของชีวิต
สำหรับผมแล้ว ในวัยใกล้เลขสี่ ผมโคตรดีใจเลยและรู้สึก Thankful มากๆ ที่ผมไม่ได้มีความผิดปกติ (มาก) ทางด้านจิตใจ คือตอนนี้การประสบความสำเร็จทางการงานไม่ได้อยู่ในความคิดอีกต่อไป แต่มันคือการเติบโตอย่างต่อเนื่องมากกว่า ในด้านงานและความเป็นคน
นานมาแล้วมีนิทานเรื่องนึงเล่าว่า มีผู้ชายใจดีไปปล่อยยักษ์วิเศษที่ถูกทับอยู่ใต้ก้อนหิน ยักษ์จึงมอบพรให้เขาเลือกได้สองในสามอย่าง ซึ่งก็คือ หน้าตาดี ฉลาด กับสติที่ปกติ ผู้ชายเลือกความหล่อกับฉลาด ยักษ์ตอบสนองเขา แต่ผู้ชายกลายเป็นคนที่สติไม่ดี วิตกกังวล ในหัวมีแต่ความหลอน เขาเลยเปลี่ยนด่วนโดยทันที เขาขอหล่อกับสติที่ปกติ แต่แล้วสมองเขามันไร้สิ้นความคิด หรือพูดอีกแบบคือโง่บรรลัย เขาเลยขอเปลี่ยนอีกรอบ ยักษ์ก็จัดไป คราวนี้เขาขอเป็นฉลาดกับสติที่ปกติ แต่แล้วพอเขาเห็นตัวเองในกระจกเขาก็ตกใจเพราะหน้าตาเขาดูไม่ได้เลย “เปลี่ยนๆ ไม่เอา” ผู้ชายโวยวาย “แล้วนายต้องการอะไรวะ” ยักษ์เริ่มหงุดหงิด ผู้ชายถอนหายใจแล้วตอบว่า “ฉันแค่อยากเป็นตัวฉันเองโว้ย” – บางทีคนเราก็ไม่รู้หรอกว่าเราโชคดีแค่ไหน ที่ได้เกิดมาเป็นคน.”ธรรมดา”
Writer: Inseadang
Image: Renhang

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน #TheJamFactoryMagazine #Issue26 Mar.-April 2017
fb.com/thejamfactorymagazine
อัพเดทจุดวางหนังสือ: http://bit.ly/JamMagDistributionPoints
สมัครสมาชิก: http://bit.ly/JamMagSubscription

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s