Underworld : คลื่นเสียงต้นแบบดนตรีเทคโน/โปรเกรสซีฟเฮ้าส์ต้นฉบับ EDM

“ พวกเราทำอะไรที่เรียกว่านอกเหนือคำว่า ‘สไตล์’ มาโดยตลอด มันออกจะเป็นข้อผิดพลาดที่พยายายามสร้างสไตล์ให้กับตัวเอง เพราะ ‘สไตล์’ เป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืน “
Rick Smith   หนึ่งในสมาชิกแกนนำของวง  UNDERWORLD  ได้กล่าวไว้..

 

ดนตรีเทคโนเกิดขึ้นอย่างเป็นทางการบนโลกใบนี้ในยุค 80s ต้นๆ หลังจากโลกดนตรีได้เปิดประตูต้อนรับเครื่องดนตรีชิ้นใหม่ที่ถูกพัฒนาและประดิษฐ์คิดค้นขึ้นมาในยุคนั้น คือ ‘ซินธิไซเซอร์’ ที่สามารถสร้างเสียงสังเคราะห์นานาสรรพเสียงออกมาได้อย่างมหัศจรรย์เกินจินตนาการจะไปถึงโดยที่เครื่องดนตรีปกติธรรมดาทั่วไปไม่สามารถทำได้ ให้เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการรังสรรค์ดนตรีในสตูดิโอและแสดงสดบนเวที โดยมีวงอย่าง Kraftwerk และอีกหลายวงในยุคนั้นเป็นผู้บุกเบิก เมื่อดนตรีได้ถูกสร้างมาจากเทคโนโลยีใหม่ๆ ดนตรีที่ถูกสร้างขึ้นมาจากโปรแกรมสังเคราะห์ต่างๆในยุคนั้นทั้งหมด จึงถูกเรียกว่า Technology Music และถูกนักวิจารณ์เรียกสั้นๆง่ายๆรวมๆว่า Techno Music (ถ้าเป็นดนตรีเต้นรำที่เปิดกันตามคลับหรือ rave party ในยุคนั้น) ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนถึงวันนี้และตลอดไป อีกทั้งดนตรีเทคโนไม่ได้เป็นแค่ดนตรีสำหรับนักเต้นรำหัวตะกั่วขาไฮโดรลิกเท่านั้น แต่มันคือดนตรีที่พูดถึงเรื่องของการเมือง สังคม สิ่งแวดล้อม และไลฟ์สไตล์ได้อย่างสุดขั้วกว่าดนตรีแนวใดๆ อยากรู้ว่ามันเป็นดนตรีที่พูดถึงเรื่องการเมืองได้อย่างสุดขั้วอย่างไร ? ถ้ามีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับ ดีเจสุหฤทหรือ nolen.volens ก็ลองถามทั้งสองดูได้ว่า ดนตรีเต้นรำนำเสนอเรื่องแบบนี้ได้จริงๆหรือ?

Underworld Born Slippy (Nuxx) Trainspotting Version 1996

หลายคนที่เป็นผู้คนในยุค 90s – 2000 อาจรู้จักวง UNDERWORLD เป็นอย่างดีจากเพลงฮิต ‘Born Slippy’ ที่เคยเป็นเพลงประกอบภาพยนตร์ชื่อดัง Trainspotting ที่เป็นมหากาพย์แห่งการใช้ชีวิตของผู้คนยุค Generation X แต่อาจยังไม่รู้ว่าเพลงนี้ได้รับการบันทึกเสียงตั้งแต่ปี 1993 และไม่ได้ออกวางขายจนกระทั่งปี 1995 และในตอนนั้นมันเป็นเพลงดนตรีเบรคบีทที่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จสักเท่าไหร่นัก แต่แล้ว ‘Born Slippy’ ในเวอร์ชั่น ‘Nuxx Mix’ ที่ปรากฏอยู่ในหนัง Trainspotting จัดว่าเป็นสูตรสำเร็จที่ลงตัว เพราะเพียงแค่ในอังกฤษมันก็สามารถขายได้ถึง 700,000  แผ่น และอีกมากมายกว่าหนึ่งล้านแผ่นทั่วโลกในยุคนั้น  ส่วนหนึ่งที่ทำให้ Underworld มีความแตกต่างไปจากวงอิเลคโทรนิกาอื่นๆในยุคเดียวกันก็คือ พวกเขาเป็นอิทธิพลทางดนตรีของแด๊นซ์มิวสิคโดยรวม และวัฒนธรรมดนตรีที่ถูกสร้างขึ้นโดยพวกเขาเองในช่วงเวลานั้น (ยุค90s) ที่พวกเขามีอายุเฉลี่ยแค่ 40 ปี ( สมิธ อายุ 39 ปี, ไฮด์ 41 ปีและ เอเมอร์สันแค่ 27 ปีเท่านั้น) ไม่ได้เป็นแค่เพียงหนึ่งในบรรดาผู้บุกเบิกดนตรีเทคโนที่อนาคตสดใสที่สุด หากพวกเขายังนำเอาประสบการณ์เหล่านี้มาเป็นหลักในการทำงานอีกด้วย (รายละเอียดทั้งหมดนี้จะมานำเสนอในตอนต่อ ๆไป)

Underworld – King of Snake live at Coachella 2016

วง Underworld คือคู่ดูโอเทคโนอีกหนึ่งวงที่วงการดนตรีเต้นรำของโลกได้ยกย่องให้เป็นต้นแบบของดนตรีแนว Techno, Progressive House, Stadium House, Breakbeat, Progressive Trance และ Alternative Dance ที่ถูกจัดรวมอยู่ในบริบทของคำว่า  ‘ดนตรีอิเลคโทรนิกา’ หรือในปัจจุบันนี้ที่เรียกว่า แนว ‘EDM (Electronic Dance Music)’ นั่นเอง

ความหมายรวมๆคือ ‘ดนตรีที่ถูกสังเคราะห์และรังสรรค์ขึ้นมาด้วยโปรแกรมดนตรีต่าง ๆ ที่ผ่านวงจรอิเลคโทรนิกส์ อาจมีเสียงดนตรีจากเครื่องดนตรีจริง ๆ ผสมผสานอยู่ด้วยก็ได้ และไม่ได้จำกัดอยู่แค่ดนตรีแดนซ์หรือเต้นรำเท่านั้น จะเป็นดนตรีร็อค พ๊อพ แจ๊ส บลูส์ หรือโซล ฯลฯ ก็ได้ ’ ดูโอเทคโนคู่นี้ที่มี RIck Smith และ Karl Hyde ได้ร่วมกันฟอร์มวงนี้ขึ้นมาตั้งแต่ยุค 1980 ที่เมือง คาร์ดิฟฟ์ โดยใช้ชื่อวงว่า Feur ออกผลงานแค่ 2 อัลบั้มโดยมีแนวดนตรีค่อนไปทางร็อคแล้วก็ยุบวงไปในที่สุด ทั้งสองคนจึงได้ตั้งวงใหม่ขึ้นมานาม Underworld ในปี 1987 มีอัลบั้มแรกชื่อ Underneath the Radar ในปี 1988 และ Change the Weather ในปีต่อมา เมื่อชื่อของวง Underworld ได้จุติขึ้นบนโลกดนตรีเต้นรำ พวกเขาก็ได้รับสมาชิกใหม่ชื่อ Daren Emerson ที่เป็นดีเจชื่อดังแนวเทคโนในยุคนั้นเข้ามาเป็นสมาชิกคนที่ 3 (และได้แยกตัวออกจากวงไปในปี 2002) ชื่อเสียงของวง Underworld ก็โด่งดังไปทั่วโลกทันที กับอัลบั้ม Dubnobasswithmyheadman ในปี 1994 ที่ถูกยกย่องให้เป็นอัลบั้มมาสเตอร์พีชของวงการดนตรีเต้นรำของโลกไปโดยปริยาย  ทั้งยังถูกนักวิจารณ์บนเกาะอังกฤษและยุโรปจัดให้เป็นหนึ่งในสิบอัลบั้มดนตรี Psychedelic Techno/Dub ที่ยอดเยี่ยมของโลกดนตรีตลอดกาลอีกด้วย

ขณะที่งานดนตรีของ UNDERWORLD ทั้ง 12 อัลบั้ม ได้มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาไปข้างหน้าเรื่อย ๆ การแสดงสดของพวกเขาก็ก้าวไปข้างหน้าได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นกัน

UNDERWORLD ได้ชื่อว่าเป็นวงดนตรีเพียงไม่กี่วงที่มีการแสดงสดติดต่อกันอย่างสม่ำเสมอและทุก ๆ โชว์ของพวกเขาเป็นเหมือนงานปาร์ตี้ที่ทุกคนพร้อมที่จะมันกันสุดเหวี่ยง  “มีอยู่ครั้งหนึ่ง นานมาแล้วเหมือนกัน เราไปเล่นโชว์ที่เทศกาลดนตรีแถว ๆชายแดนฝรั่งเศส-สวิสฯ เราค่อนข้างเกร็งนิดหน่อย คือตอนที่เราไปถึงก็อยู่ในสภาพเหนื่อยพอสมควร ได้แต่คิดกันว่าโชว์จะต้องออกมาแย่แน่ๆ ก่อนจะถึงคิวเรามีวงร็อค 2-3 วงขึ้นเล่นก่อน คนก็ไม่ค่อยอิน ไม่ค่อยมีการโต้ตอบเลย เราคิดว่า ”เฮ้ย ตายห่า อะไรวะเนี่ยะ “ แต่พอเราขึ้นเล่น รู้มั้ยว่าอะไรเกิดขึ้น ? มันเหมือนยิงขีปนาวุธออกไปน่ะ คือคนดูทุกคนมีปฏิกิริยาตอบรับกับเราบนเวทีอย่างรุนแรง ทุกคนสนุกไปกับเราและผมคิดว่านั่นคือหน้าที่ของเราขณะที่ยืนอยู่ตรงนั้น “ สมิธได้เล่าให้ฟังถึงความทรงจำที่ดีกับการแสดงสดในครั้งหนึ่งในอดีต

การแสดงสดที่เปรียบเสมือนหัวใจของวง UNDERWORLD คือจุดเด่นที่สร้างชื่อเสียงให้พวกเขาได้กลายเป็น Pioneer of Techno Music มาจนถึงวันนี้

ก็ตรงที่พวกเขานำเครื่องดนตรี เช่นกีตาร์ มาเล่นบนเวทีร่วมกับเครื่องดนตรีที่เป็นอุปกรณ์อิเลคโทรนิกส์ต่างๆที่ใช้ในห้องอัดเสียง ทั้งโปรแกรมต่างๆจนถึงบอร์ดใหญ่ที่ใช้มิกซ์ในห้องอัดเสียงกันแบบสดๆไม่ต่างกับวงร็อคทั่วไปที่เล่นกับเครื่องดนตรีชื้นอื่นๆ พวกเขาได้สร้างความยิ่งใหญ่อลังการที่สมบูรณ์แบบของทั้งแสงสีเสียงและวิช่วลกราฟฟิกที่พวกเขารังสรรค์มันขึ้นมาได้อย่างสุดบรรเจิด ไปพร้อมๆกับการแสดงสดที่สุดมันโดยที่ไม่เคยมีใครทำแบบนี้มาก่อน จนกลายเป็นต้นแบบการแสดงของวงดนตรีในสไตล์อิเลคโทรนิกส์ทุกๆวงมาตั้งแต่ยุค 90s จนถึงวันนี้ ที่พวกเขายังมีผลงานออกมาอย่างสม่ำเสมอ รวม 12 อัลบั้ม ล่าสุดคืออัลบั้ม Barbara Barbara, We Face a Shining Future ที่อยู่กับสังกัด Universal

Underworld – If Rah

อัตลักษณ์และเอกลักษณ์ทางดนตรีของ Underworld มีความเด่นชัดล้ำหน้าเกินตากว่าวงในยุคเดียวกันอย่างไร ? ทำไมแฟนเพลงของพวกเขาทั่วโลกต่างรอคอยที่จะได้สัมผัสความยิ่งใหญ่สมบูรณ์แบบในการแสดงสดของพวกเขาสักครั้งในชีวิต รวมทั้งแฟนเพลงชาวไทยทั้งหลายที่รอคอยการสัมผัสคำว่า ‘Live’ มาเกือบ 3 ทศวรรษ?

ซึ่งการแสดงสดของพวกเขานั้นอาจจะล้ำหน้ากว่าในยุค 90s ก็ได้ แต่ด้วยมาตรฐานการแสดงสดของพวกเขาแล้วต้องไม่ต่างไปจากความตราตรึงตะลึงงันที่แฟนเพลงของพวกเขาทั่วโลกได้เคยสัมผัสกับจังหวะที่เร่งเร็วในระดับ 120bpm จนถึง 150bpm และความอัศจรรย์พันลึกของเสียงสังเคราะห์ที่สอดรับกลมกลืนกับทุกท่วงทำนองประกอบรวมกับเนื้อหาเรื่องราวที่เข้มข้นสุดขั้ว ผ่านทุกสรรพเสียงดนตรีอันล่องลอยไปสุดขอบโลกแฟนตาซีที่ถูกรีดออกมาจากโปรแกรมต่าง ๆ มาแล้ว ทั้งมีความลื่นไหลพริ้วไหวสอดคล้องไปกับภาพหรือ  visual graphics ที่ฉายทาบทับผ่านสมาชิกของวงทั้งสองคนปรากฏอยู่บนจอ LED ขนาดใหญ่อยู่เบื้องหลังอย่างน่าทึ่งและสุดอึ้ง  ซึ่งอุดมไปด้วยเทคนิคและไอเดียที่บรรเจิดเกินบรรยาย แต่มันกลับถ่ายทอดคอนเซปท์ที่ผสานกับทัศนคติหลุดโลกให้เป็นรูปธรรมที่คนดูทุกคนได้เข้าใจและเข้าถึงในความงดงาม ความขัดแย้ง อรรถรสและนัยยะต่าง ๆ ที่ทางวงสื่อออกมาได้ทันที บทสรุปของการแสดงสดที่ไม่ต่างกับมหากาพย์ของการแสดงสดที่ยิ่งใหญ่ตลอดกาลของวง Pink Floyd  วงโปรแกรสซีฟร็อค

อมตะตลอดกาลของโลกดนตรี ที่ได้บรรยายมาข้างต้นนั้น ได้เคยถูกบันทึกไว้ใน อัลบั้มบันทึกการแสดงสด Everything, Everything..Live ! ที่วางขายในปี 2000 ซึ่งมันได้เป็นบทพิสูจน์ให้โลกดนตรีได้ประจักษ์แล้วว่า พวกเขาเป็น ผู้นำดนตรีแนวโปรแกรสซีฟเฮ้าส์/เทคโน อย่างแท้จริงมาจนถึงวันนี้ ….

***  ติดตามตอนต่อไป**

 

พบกับการแสดงเต็มโชว์ของ Underworld ในงาน
Super Summer Sound 2017
13 พฤษภาคม 2560
16.00 – 24.00  ณ เอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ ฟร้อนท์ กรุงเทพฯ

เปิดขายบัตรแล้ววันนี้
3,800 บาท
ซื้อบัตรได้ที่

http://go.eventpop.me/SSS2017

ข้อมูลเพิ่มเติม
http://www.facebook.com/SuperSummerSound

cropped-aw-summer-sound-underworld-03-11.jpg

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s