Siddhartha Lal

MD & CEO Eicher Motors

หลังจากการขับขี่บนเส้นทางหฤโหดบนเทือกเขาหิมาลัยเป็นเวลาเกือบสองอาทิตย์ในสไตล์แมนๆ มีแต่ความดิบและความสวยงามของธรรมชาติแห่งขุนเขาอันน่าเกรงขามแห่งนี้ ในวันสิ้นสุดการเดินทาง เรากลับได้รับการต้อนรับระดับพรีเมี่ยมด้วยการพักผ่อนที่โรงแรมระดับห้าดาวที่เมืองเชนไน ซึ่งเป็นบ้านของ Royal Enfield นั่นเอง เพราะโรงงานใหญ่ของพวกเขาตั้งอยู่ที่นี่มากว่าร้อยหกสิบปีแล้ว

 

การพบเจอกับคุณสิทธัตถะ ลาล Managing Director และ Chief Executive Officer บริษัทยานยนต์ชั้นนำของประเทศอินเดีย Eicher Motors นั้น สำหรับผมมันคือความไม่ธรรมดา เพราะได้ศึกษาชีวิตเของชายหนุ่มวัย 42 ปีมาบ้าง และความสำ เร็จของเขามันไม่ได้ลอยมาจากฟากฟ้า เขาเริ่มงานกับบิดาของเขาตั้งแต่ตอนวัยรุ่น เริ่มหัดขี่มอเตอร์ไซค์และเริ่มทำ งานให้กับแบรนด์ใน ปี ค.ศ. 1999 หรืออายุประมาณ 22 ปี และกลายเป็น CEO เมื่ออายุ 26 ปี เท่านั้น ที่สำ คัญคือหลังจากที่เขาออกไปเรียนหนังสือเพียงปีเดียว Royal Enfield ตกอยู่ในสภาวะ ที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนัก มีความต้องการตัดธุรกิจนี้ออกจากกลุ่มผู้ผลิต แต่เด็กหนุ่มที่ชื่อ สิทธัตถะ กลับพร้อมสู้ต่อไปกับแบรนด์

จากวันนั้นถึงวันนี้ครอบครัวของเขาถือหุ้นใหญ่ของผู้ผลิตที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย Eicher Motors โดยแบรนด์ Royal Enfield ที่ครองสัดส่วนในตลาดมอเตอร์ไซค์ขนาดกลางที่ใหญ่ที่สุดของอินเดีย โดยมียอดการผลิตอยู่ที่ 675,000 คันในปี ค.ศ. 2016-2017 ซึ่งน่าจะไม่พลาด และตั้งเป้าไว้ที่900,000 คันในปี ค.ศ. 2018 และกำลังมีแผนที่จะเปิดศูนย์ Technical Centre ใหม่ที่เมือง Leicester ประเทศอังกฤษ ได้มีการว่าจ้างพนักงานระดับหัวแถวของยุโรปแล้วกว่า 60 ชีวิต เพื่อพัฒนารถของเขาให้ดีกว่าเดิม ซึ่งได้เริ่มทำ การวิจัยและพัฒนาในออฟฟิศ Royal Enfield ประเทศอังกฤษเรียบร้อยแล้ว ซึ่งศูนย์วิจัยกำลังจะเปิดภายในปีหน้านี้ ทั้งยังจะเปิด Technical Center ที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเชนไน ภายในปี 2018

P7250746.JPG

RB: Royal Enfield ของคุณ

SL: Royal Enfield เป็นรถที่เริ่มมาจากยุคสงคราม เริ่มจากประเทศอังกฤษ ส่วน Royal Enfield อินเดียนั้นเริ่มก่อตั้งในปี ค.ศ.1955 มีจุดประสงค์หลักคือเพื่อการทหาร มีส่วนน้อยเท่านั้นสำ หรับประชาชนทั่วไป ในยุคค.ศ. 1980’s ตลาดรถมอเตอร์ไซค์ถูกกลืนด้วยรถนำเข้าจากประเทศญี่ปุ่น ทำให้โรงงานผลิตรถของอินเดียค่อยๆ ปิดตัวลง แต่ Royal Enfield พยายามดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด และอาจจะก้าวพลาดไปบ้าง เช่นพยายามที่จะผลิตรถขนาดเล็กตามความต้องการของตลาด

มันไม่ประสบความสำ เร็จอย่างที่คิด แต่ด้วยความที่เรามีกลุ่มลูกค้ากลุ่มเล็กๆ ที่รักแบรนด์ของเรา ทำให้เราหันมาใส่ใจกับรถประเภทไลฟ์สไตล์ วินเทจ คลาสสิคแทน ทำให้เรากลับมาได้ ซึ่งตอนนั้นไม่มีใครเรียกเราว่า Royal Enfield เขาเรียกเราว่า “Bullet” เพราะโมเดลนี้เป็นโมเดลที่ขายดีที่สุด ตั้งแต่นั้นมาเรามีนโยบายที่ทำ ทุกอย่างให้แตกต่างจากรถมอเตอร์ไซค์ของประเทศญี่ปุ่นอย่างสิ้นเชิง ง่ายๆ คือ ทิศทางของรถญี่ปุ่นไปทางไหนเราไปทางตรงกันข้ามกับเขา

RB : อะไรคือจุดขายของ Royal Enfield

SL : “Leisure Motorcycle” คือไลฟ์สไตล์ของคนที่นี่ที่ชอบขี่รถเพื่อความเพลิดเพลินในการท่องเที่ยว โดยเฉพาะการท่องเที่ยวระยะยาวเดินทางไกลมากๆ กับเครื่องยนต์ ที่มีช่วงชักยาวๆ บุ่ม บุ่ม บุ่มไปเรื่อยๆ ไม่รีบไม่เน้นความเร็วจัด และที่สำ คัญคือเรามีเทือกเขาหิมาลัยที่มีถนนที่สวยงาม มีภูมิทัศน์ที่สุดบรรยาย ด้วยเป็นเส้นทางการทหารมาตั้งแต่ยุคก่อน ทำให้มันไม่ง่ายที่จะเดินทางผ่านเขาแต่ละลูก คุณเพิ่งผ่านมันมาคุณคงเข้าใจเพราะฉะนั้น Royal Enfield จึงทนทานต่อสภาพถนนสภาพอากาศ และที่สำคัญซ่อมบำรุงง่าย

RB : สิบปีที่ผ่านมากับนโยบายหลักในการกู้สถานการณ์ทางการเงิน

SL : แน่นอนว่า สิบหกปีที่แล้วเราย่ำ แย่จนเกือบล้มละลาย โชคดีที่เราไม่ไปถึงจุดนั้นเพราะเรายึดในคำว่า “พัฒนา” เราพัฒนาทุกจุดของเราไม่ว่าจะเป็นตัวรถดีลเลอร์ บริการหลังการขาย โรงงาน จนกระทั่ง ค.ศ.2009 เราเหลือเครื่องยนต์ตัวเดียวที่เราพัฒนา และทุกอย่างเริ่มจากจุดนั้นซึ่งมาพร้อมกับรุ่น “Classic” ใหม่ในปี 2010 ถือได้ว่าเป็นการฟื้นคืนชีพของ Royal Enfield เพราะเราสามารถเพิ่มจำนวนการผลิตจาก 5 หมื่นคันในปี คศ 2010 เป็น 5 แสนคันต่อปีในปี ค.ศ. 2015 ได้.

P7250790.JPG

RB : อะไรที่ทำ ให้ Royal Enfield กลับมาประสบความสำเร็จ

SL: น่าจะเป็นที่จำ นวนประชากรของประเทศอินเดียที่มากกว่าพันสามร้อยล้านคน และช่องว่างของราคารถมอเตอร์ไซค์นำเข้าที่มีราคาสูงมากๆ กับราคาที่พวกเขาจับต้องได้นั้นเป็นพื้นที่ของเรา และจากสภาพจราจรที่ติดขัด คนจึงต้องการใช้รถมอเตอร์ไซค์ในชีวิตประจำวัน ทั้งนี้เราเห็นโอกาสในการตลาดขนาดกลางที่ราคาจับต้องได้ ทั้งความสามารถในการจับจ่ายของคนอินเดียเพิ่มมากขึ้น ลูกค้าของเราใช้รถทุกวันในชีวิตประจำวัน และในขณะเดียวกันก็ใช้ในการท่องเที่ยวด้วย

RB : แผนการในอนาคต

SL : เพิ่มฐานการผลิตไม่ว่าจะเป็นส่วนของโรงงานผลิตซัพพลายเออร์ ศูนย์บริการขาย ศูนย์บริการซ่อมหลังการขาย หลังจากนั้นเราคิดว่าเราน่าจะไปได้ไกลกว่านี้ จึงมีการเพิ่มศูนย์ Technical Centre ที่เมือง Leicester City ประเทศอังกฤษ โดยการดึงเอาพนักงานระดับหัวกะทิของวงการมอเตอร์ไซค์เข้ามาเป็นส่วนร่วมกับเราเราต้องการเป็นบริษัทส่งออกมอเตอร์ไซค์ขนาดกลางระดับสากลที่สามารถส่งออกไปได้ทั่วโลก

RB : ทำ ไม Leicester City ประเทศอังกฤษ

SL : สิ่งแรกที่ผมนึกถึง Royal Enfield ไม่ใช่ประเทศอินเดีย แต่เป็นประเทศอังกฤษ เพราะ Royal Enfield เกิดที่นั่น มีดีเอ็นเอชัดเจน การพัฒนาของเราจึงกำลังก้าวไปสู่เวทีโลก

RB : ความพิเศษของ Royal Enfield

SL : เครื่องยนตแพลตฟอร์มเดียวที่สามารถใช้กับรถถึง 4 รุ่น คือ Classic, Bullet, Thunderbird (Rambler) และ Continental GT ถือเป็นหัวใจ แต่ไม่นับรุ่น Himalayan นะครับเพราะเป็นเครื่องยนต์ใหม่เรามีคำถามสามคำถามสำหรับตัวเอง

  1. ทำไมคน ‘รักเรา’ และซื้อ Royal Enfield
  2. ทำไมคนรักเรา แต่ ‘ไม่ซื้อ’ Royal Enfield
  3. ทำไมคนถึง ‘ไม่รัก’ เรา และไม่มีทางซื้อ Royal Enfield

เราตอบคำถามเหล่านี้ได้ และทำ ตามสิ่งที่พวกเขามองหา ด้วยการพัฒนาไปในทิศทางใหม่ๆ สิ่งที่เห็นชัดเจนก็คือ เครื่องยนต์ใหม่ของรถรุ่นใหม่ และโมเดลใหม่อย่าง Himalayan นั้นแตกต่างอย่างชัดเจนแต่ยังคงเป็นตัวเรา

RB : เล่าถึง Himalayan

SL : Himalayan คือรถสำ หรับคนที่หลงใหลไลฟ์สไตล์แนวท่องเที่ยวผจญภัย ซึ่งเป็นกลุ่มใหญ่มากๆ Himalayan ยังคงสืบทอดดีเอ็นเอของ Royal Enfield สนุกในการขับขี่ สามารถอัพเกรดได้ สามารถใช้ได้ในชีวิตประจำวัน และพาไปเที่ยวระยะทางไกลๆ ด้วยเครื่องยนต์ขนาดกลาง ถือเป็นรถเครื่องยนต์ขนาดกลางที่ไม่เป็นสร้างความน่ากลัวให้กับผู้ขับขี่ Himalayan ทำ ให้การพามอเตอร์ไซค์ที่ใช้ในประจำวันออกไปผจญภัยได้จริงราคาที่วางก็ไม่สูงเกินไป ตลาดประเทศไทยจึงถือว่าเป็นเป้าหมายต้นๆ ของเราที่เราคิดว่าลูกค้าคนไทยน่าจะชอบ

RB : ดีไซน์ คอนเซ็ปต์

SL : อย่างแรกคือช่วงล่างที่ตอบโจทย์ และรถที่ขับขี่ได้ง่าย เช่นความสูงของเบาะที่ไม่มาก แต่ความสูงจากพื้นของเครื่องยนต์กลับมีมากกว่าปกติเพื่อให้มันผ่านสิ่งกีดขวางได้ มันเป็น Adventure Tourer ไม่ใช่รถเอ็นดูโร่แท้ๆ ต้องมีทอร์คและกำ ลังที่พอเพียง จึงขี่ Himalayan ทุกวันได้ และสามารถท่องเที่ยวไปในโลกกว้างได้ เมื่อพูดถึงพาวเวอร์ที่ทุกคนอยากได้ มันมาพร้อมปัจจัยหลายอย่าง เช่น ระบบเบรกที่ใหญ่ขึ้น ทำ ให้แพงขึ้น เราต้องคุมงบประมาณของรถด้วย จึงจำ เป็นต้องละทิ้งบางอย่างเพื่อบางอย่าง คนส่วนมากขี่รถด้วยความเร็ว 90-120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เราจึงออกแบบมารวมๆ แบบนี้การออกแบบของ Himalayan ไม่เหมือนรถญี่ปุ่น ไม่เหมือนรถคลาสสิค ไฟหน้าที่วางตำแหน่งสูงกว่าปกติเพื่อส่องสว่างได้ระยะไกล หรือแม้แต่แครชบาร์ตรงถังน้ำมัน นอกจากจะช่วยป้องกันเวลาล้มแล้ว ยังามารถเป็นพื้นที่ให้ติดอุปกรณ์สัมภาระได้ มีระบบควิกล็อคเตรียมพร้อมสำหรับกระเป๋าข้าง สิ่งเหล่านี้เราคิดมาหมด

RB : พูดถึงแบรนดิ้ง

SL : เราไม่ใช่สปีดแบรนด์ เราคือส่วนผสมของรถอังกฤษและอินเดีย และเราไม่พยายามเป็นอย่างอื่น เราเป็นตัวเรา ไม่เสแสร้ง เราชอบขี่รถ เราพาคนขี่รถกับเรามาเป็นสิบปี เราไม่มีดารามาเป็นพรีเซนเตอร์ พวกเขาไม่ได้ขี่รถจริงจัง ลูกค้าเรารู้ เราคือส่วนผสมของ Tradition และโมเดิร์น คนหนุ่มสาวหันมาขี่รถของเรามากขึ้น ซึ่งเขาเหล่านั้นคือเช็คพอยท์ของเราว่าเรากำลังเดินมาถูกทาง จริงๆ แล้วมันง่ายมากที่จะเช็คตัวเราเองจำ นวนคนส่วนมากในประเทศอินเดียไม่สามารถมีกำลังซื้อรถนำ เข้าจากยุโรปได้ เราจึงทำ รถออกมาด้วยราคาที่จับต้องได้ และเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดตามฐานราคา ที่สำคัญเรามีเรื่องราว เรามีประวัติศาสตร์ และการออกแบบรถที่ชัดเจนในสไตล์ วินเทจ คลาสสิค เรื่องแบรนดิ้งที่ทำ ให้คนยอมรับสำ หรับเรามันคือไลฟ์สไตล์เรามีไลน์เสื้อผ้าที่มีนักออกแบบและสไตลิสต์คอยควบคุมตั้งแต่หัวจรดเท้า นั่นคือตั้งแต่หมวกกันน็อค เสื้อยืดคอกลม รองเท้าบูทขี่รถแบบต่างๆ ไปจนถึงชุดทัวร์ริ่งที่เราร่วมแบรนด์กับ REV’IT ของประเทศเนเธอร์แลนด์ทุกอย่างเสริมสร้างกันและกัน เราจะค่อยๆ ก้าวไปสู่ระดับอินเตอร์อย่างช้าๆ ไม่รีบ

P7250734.JPG

RB : พูดถึงเรื่องโรงงาน

SL : เรามีโรงงานเก่า (ค.ศ. 1891) และใหม่ โรงงานเก่าเราผลิตประมาณหมื่นกว่าคันต่อเดือน ส่วนโรงงานใหม่ของเราอัพเกรดทุกอย่างโดยใช้อุปกรณ์ที่ดีที่สุดใน

โลก ยกตัวอย่างเช่น การทำ สีที่เราใช้ซัพพลายเออร์จากประเทศเยอรมัน ส่วนเครื่องจักรมาจากประเทศญี่ปุ่นเรียกว่าดีที่สุดในโลก ส่วนเม็ดเงินการลงทุนสำหรับโรงงานใหม่อยู่ที่ประมาณ 85 ล้านเหรียญสหรัฐหรือสามพันล้านบาท ทั้งหมดเพื่อที่เราจะผลิตรถให้ได้ 65,000 คันต่อเดือน หรือ 900,000 คันในปี ค.ศ. 2018 เฉลี่ยแล้วเราผลิตรถ 2 คันภายใน 60 วินาที ที่ประเทศอินเดียไม่มีที่ไหนรับพนักงานหญิงสำหรับโรงงานประกอบรถยนต์ แต่โรงงานของ Royal Enfield เรามีพนักงานหญิงกว่า 20 เปอร์เซนต์ เราส่งพวกเธอไปฝึกงานอบรมตั้งแต่ไม่เป็นเลย จนปัจจุบันพวกเธอกระจายอยู่ตามหน่วยผลิตที่ต้องใช้ฝีมือและทักษะสูงงานยากๆ ผู้หญิงทำ ได้ดีกว่าผู้ชายเสียอีกเรามีดีลเลอร์ทั้งหมด ห้าร้อยกว่าดีลเลอร์ทั่วประเทศและส่งออกไปทั้งหมด 47 ประเทศ เป็นโรงงานที่ไม่เคยหยุดสายการผลิตติดต่อกันมากกว่าหนึ่งร้อยปี

P7250797.JPG

RB : ตลาดในประเทศไทย

SL : ถือเป็นตลาดที่สำ คัญที่สุดของเราเลยทีเดียวประเทศไทยกำลังตื่นตัวเรื่องการขับขี่รถมอเตอร์ไซค์ตลาดกำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง การพา Royal Enfield

เข้าสู่ตลาดประเทศไทยคือการนำเอาเรื่องราวของ Royal Enfield เข้าไปด้วยกัน และที่สำคัญคือคัลเจอร์ของการขี่รถที่สนุก และไม่ห่วงเรื่องความเร็วปลายเป็น

หลัก การทำ ให้ประเทศไทยได้รู้ว่า Royal Enfield ทุกรุ่น เป็นรถที่ใช้ได้ในชีวิตประจำ วัน ราคาจับต้องได้ มีสไตล์ของตัวเอง และที่สำ คัญ มันพาไปเที่ยวได้ด้วยทุกครั้งที่ต้องการ

 

PHOTOGRAPHER : Poravit Sreshthaputra
WRITER : CAP ‘P’

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s