Harley-Davidson 2017 Touring (MY17), MILWAUKEE EIGHT ENGINE

18 ปีมาแล้วหลังจากเครื่องยนต์ทวินแคม รหัสเครื่องยนต์ 88.B และ 96B ที่ Harley-Davidson ไม่มีการพัฒนาเครื่องยนต์ออกมาอีกเลยจนกระทั่งในปี 2017 กับโมเดลที่ถูกวางให้เครื่องยนต์ใหม่หมดจดตัวใหม่ “Milwaukee Eight” หรือ MY17 ถูกออกแบบใหม่ทุกกระเบียดนิ้ว โดยพวกเขาได้ทำการวิจัย และค้นคว้าหาข้อมูลอย่างจริงจังจากกลุ่มลูกค้า Harley-Davidson หลายร้อยคน ได้มาซึ่งโจทย์ที่ค่อนข้างชัดเจนว่าพวกเขาต้องการ

เครื่องยนต์แรงขึ้น

ระบายความร้อนดีขึ้น

ท่านั่งกระชับเข้ากับผู้ขับขี่ที่ความสูงต่างกันได้อย่างดี

ใช้งานได้เหมาะกับทุกสถานการณ์

สำคัญที่สุดคือยังคงความรู้สึกเดิมที่เป็น Harley-Davidson โจทย์เหล่านี้ได้ถูกนำมาวิจัยและพัฒนาออกมาเป็นเครื่องยนต์สองสูบลูกโต V-Twin Milwaukee Eight สี่วาล์วต่อหนึ่งลูกสูบ ขนาด 107 คิวบิคอินช์ และ 114 คิวบิคอินช์ที่เพิ่มพละกำลังให้มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แน่นอนว่ามันเป็นขุมกำ ลังที่มากที่สุดตั้งแต่เคยพัฒนาออกมาแถมยังเน้นๆ เรื่องระบบการระบายความร้อนที่พวกเขาบอกว่าเครื่องยนต์ตัวนี้ จะไม่ทำให้คุณลำบากผิวหนังเนียนๆ ตามต้นขาอีกต่อไป ก่อนที่ผมจะพาไปสู่ข้อมูลการขับขี่ ขอให้ทำความเข้าใจกับเครื่องยนต์ใหม่เสียก่อนเพราะมันเป็นหัวใจของ HarleyDavidson

 

MILWAUKEE-EIGHT™ MY17

MY17 ถูกวางให้มีคุณลักษณะที่นุ่มนวลมากขึ้น แต่ก็ยังดุดันสไตล์ Harley-Davidson เสียงของเครื่องยนต์ยังคงเหมือนเดิม แต่เพิ่มเติมด้วยการออกแบบให้เสียงเพราะขึ้น ขับเคลื่อนด้วยโซ่มาพร้อม “ทวินปาร์ค” หรือ หัวเทียนคู่ ที่สำคัญ “Counterbalance และ ยางรองแท่นเครื่อง” ที่ทำให้ทุกอย่างนิ่มนวลเหมือนราคาคุย

 

NEW MILWAUKEE-EIGHT™

ENGINES FEATURE:

  • MORE POWER: เครื่องยนต์ที่ใหญ่ขึ้นกับ 4 วาล์วต่อหนึ่งลูกสูบ มี Compression Ratio ที่สูงขึ้น ให้ทอร์คเพิ่มขึ้นถึง 10%
  • QUICKER ACCELERATION : แน่นอนว่าแรงกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด และจากการทดสอบการออกตัว 0-100 กม./ชม.

สามารถทำความเร็วได้มากกว่าเดิม 2-3 ช่วงตัวรถ และความเร็ว 100-130 กม./ชม. ชนถึงเกียร์ 6 สามารถทำได้เร็วกว่าเดิม 1-2 ช่วงตัวรถ

  • HEAT MANAGEMENT: การระบายความร้อนด้วยระบบ Oil Cooler และน้ำ (ในบางรุ่น) ถูกออกแบบใหม่รวมทั้งท่อไอเสียที่ช่วยให้ควบคุมความร้อนได้อย่างดี
  • IMPROVED FIT: ตัวรถมีความแคบลง ทำให้ผู้ขับขี่ที่สูง และไม่สูง (อย่างผมเป็นต้น) สามารถขับขี่ได้อย่างไม่มีปัญหาอีกต่อไป (มีแค่ขาตั้งที่ไม่สามารถจริงๆ)
  • REDUCED VIBRATION: เสริมด้วยอุปกรณ์ช่วยลดการสั่นสะเทือน “Counter-Balancer”
  • EXHUAST: ลดเสียงที่ไม่จำ เป็นออกแต่เพิ่มเติมเสียงตรงจากลูกสูบ V-Twin ที่มีวาล์วน้ำ หนักเบาทั้งแปด ช่วยเป็นส่วนหนึ่งของการประสานเสียงอันไพเราะ
  • LOWER IDLE SPEED – รอบเครื่องเดินต่ำ ถึง 850rpm สรรค์สร้างเสียงที่ป็นเอกลักษณ์อันทรงพลังลดความร้อน IMPROVE CHARGING: เพิ่มกระแสไฟถึง 50% เพื่อรองรับอุปกรณ์เสริมต่างๆ ของการเป็นรถ “ทัวร์ริ่ง” เต็มรูปแบบหลังจากทำความเข้าใจกับเครื่องยนต์แล้วเรามาทำความรู้จักกับรถตระกูล “Touring” ทั้งหมดของ Harley-Davidson ที่ผมมีโอกาสทดลองขี่กันในครั้งนี้ ขอออกตัวก่อนว่าด้วยเวลาที่มีสามารถทำ ได้แค่ห้ารุ่นเท่านั้น

 

 

HARLEY-DAVIDSON

MY17 TOURING LINE UP

 

 

!Road Glide.jpg

ROAD GLIDE SPECIAL

พระเอกของเราวันนี้ Road Glide Special สำหรับใครที่ชอบความดุดัน มีดีกรีเพิ่มขึ้นไปจาก Street Glide Special และแน่นอนว่าการดักลมที่มี AeroDynamic ที่ถูกออกแบบให้หัวรถมีลักษณะคล้าย “จมูกฉลาม” ขอย้ำ นะครับว่าไม่ใช่หน้า “ปลาดุก” โธ่เสียหมด ฉลามครับฉลาม ซึ่งมันพิเศษตรงที่ว่าหัวรถของ Road Glide Special นั้นจะไม่หมุนไปตามแฮนด์บาร์ยามเราเลี้ยว ถือเป็นเอกลักษณ์ที่สำ คัญ ไฟหน้ามาพร้อม Day Light หรือที่เขาเรียกมันว่า “Daymaker Reflector LED” สำหรับความปลอดภัยในการขับขี่เวลากลางวัน แน่นอนว่ามันหล่อสุดๆ คล้ายๆ กับยานอวกาศนอกโลกประมาณนั้น และด้วยแฮนด์บาร์ที่โค้งเข้าหาตัวสไตล์ “Pull-back” กับน้ำ หนักที่เบามากๆ ทำ ให้เมื่อคุณขี่ Road Glide Special แล้ว ความสบายของมันจะทำ ให้คุณแทบไม่อยากขี่รถรุ่นอื่นเลยทีเดียว

และที่เจ๋งก็คือบนความสบายๆ กลับรองรับด้วยเครื่องยนต์ Milwaukee Eight ใหม่ 1745cc กับช่วงล่างที่ให้มาเหมือนกับ Street Glide Special รวมทั้งอุปกรณ์ต่างๆ ที่เป็นทัวร์ริ่งแพ็คเกจที่เหมือนกัน ก็บอกได้ว่าแม้จะไม่ใช่ Hotrod สไตล์ หากแต่มีความสบายมากกว่าบนความแรงแบบไม่ยั้ง ทำ ให้ Road Glide Special จึงเหมาะที่จะพาเดินทางไกลๆ มากกว่ารุ่นอื่นที่กล่าวมา

 

 

2017 FLHXS Street Glide Special. Touring.jpg

STREET GLIDE SPECIAL

& STREET GLIDE SPECIAL STAGE ONE

นี่คือ Harley-Davidson ที่เป็นโมเดลที่ถือได้ว่าเป็นสแตนดาร์ด ฮ็อทรอดสไตล์ กับเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight 1745cc ที่มากับพละกำลังอันมหาศาล พร้อมช่วงล่างที่ถูกพัฒนามาให้ดีกว่าเดิม ขอบคุณระบบเบรก “Reflex-Linked” จาก Brembo และ ABS ที่ทำให้เราเห็นได้ชัดว่า Harley-Davidson กำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ “Performance” อย่างแท้จริง

Street Glide Special มาพร้อมกับระบบทัชสกรีนขนาด 6.5 นิ้ว มีครบทั้ง Built-In GPS และออดิโอซิสเตม เต็มรูปแบบจาก “BOOM BOX 6.5 GT แฟริ่งรอบคัน สีเดียวกับรถ หรูหราตามท้องเรื่อง

ถ้าจะถามคำจำกัดความ Street Glide ก็คือ “Hot Rod Bagger” ที่มีความดุดันอยู่ในความหรูหรานั่นเอง และในโมเดล 2017 นอกจากเครื่องยนต์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ให้มา ท่อไอเสียและตัว Catalytic Converters ก็ถูกออกแบบใหม่ให้หลีกทางตำ แหน่งการวางขาของผู้ขับขี่ ทำ ให้เมื่อผสมผสานกับการออกแบบ Cockpit ให้แคบลง ทำ ให้ทุกอย่างลงตัวเป็นอย่างดีสำ หรับผู้ขับขี่ทุกขนาดตั้งแต่เล็กไปใหญ่ รับรองว่าไม่เคอะเขินกันทั้งสองฝั่ง

เครื่องยนต์ระบายความร้อนด้วยน้ำมัน เป็นระบบ Oil-Cooling ที่ทำ ให้เครื่องเย็นลงประกอบกับรอบเครื่องที่เดินต่ำได้ที่ 850 rpm ทำให้มันประหยัดน้ำมันมากขึ้น แต่ทุกอย่างยังคงทำงานได้แม่นยำ

ช่วงล่างเป็นของ Showa หน้าและหลัง หน้าใช้ระบบ “Dual Bending Valve (SDBV) ให้ลูกสูบมาที่ขนาด 98 ม.ม. ใหญ่มากๆ รองรับการซับแรงกระแทกได้เป็นอย่างดี ส่วนโช้คหลัง สามารถปรับค่าแข็ง อ่อนได้ตามต้องการ เพียงถอดกล่องสัมภาระออกง่ายๆ ก็สอดมือเข้าไปปรับได้ไม่ยาก การเพิ่มหรือลด

Preload ได้ถึงประมาณ 15-30% หมดกังวลเรื่องการเพิ่มน้ำ หนักที่ตัวคนซ้อนและสัมภาระ ทุกอย่างสามารถปรับได้ตามต้องการ

 

 

 

Road King.jpg

ROAD KING

& ROAD KING CLASSIC

เป็นรถรุ่นเดียวที่เป็นสไตล์ “Classic” ของ Harley-Davidson จากการออกแบบให้มี “Nostalgic Style” ที่มาพร้อมกับ “Performance” เป็นวิศวกรรมแห่งอนาคตที่ผสมผสานกันไว้อย่างลงตัวทำให้ Road King เป็นรถทัวร์ริ่งที่สมบูรณ์แบบ หากแต่มันพิเศษกว่ารุ่นอื่นตรงที่สามารถถอดชิลด์หน้าขนาดยักษ์ออก แปลงร่างเป็นรถ “Naked” หล่อซ่าในเมืองได้เมื่อต้องการ

ไฟหน้าโครเมี่ยมสไตล์คลาสสิคยุครุ่งเรืองปี ค.ศ. 1960s “Hiawatha” และ “Nacelle” ทำให้ Road King ดูคลาสสิคตลอดกาล แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดีขึ้นคือเครื่องยนต์ Milwaukee-Eight และช่วงล่างระดับเทพใหม่หมดจดจาก Showa ที่ปรับ Rebound ได้ (หลังเท่านั้น)

Road King มาพร้อมล้ออะลูมิเนียม กระเป๋ากันน้ำSaddlebags สองใบที่เปิดได้ง่ายๆ เพียงกดปุ่มเดียวเท่านั้น ถือได้ว่าเป็นรุ่นที่ไม่มีวันตายเลยก็ว่าได้ (เพราะดีไซน์ของมันไม่เคยเปลี่ยนไงล่ะ)

Road King ถือได้ว่าเป็นรุ่นที่ราคาเป็นมิตรที่สุดแล้ว ทำ ให้มันค่อนข้างป็อบพอสมควร หากเทียบกับรุ่นอื่นๆ ในตระกูลทัวร์ริ่ง ยิ่งถ้าเสริมด้วยอุปกรณ์จำเป็นใน

การท่องเที่ยวทางไกลแล้ว มันไปได้ไกลสุดขั้วแน่นอน

 

 

 

Freewheeler.jpg

FREEWHEELER

Freewheeler เป็นรถสามล้อที่ในประเทศไทยไม่มีวันจดทะเบียนได้ เพราะอะไรรู้ไหมครับ ก็เพราะรถสามล้อที่จดทะเบียนได้ในประเทศไทยถูกตั้งกฎเอาไว้อย่าง

เดียว คือการทำ เป็นรูป “ตุ๊กตุ๊ก” ที่ต้องมีหลังคา ต้องมีกระจกและที่ปัดน้ำ ฝนเพลียใจไหมครับ ก็น่าเพลียอยู่หรอกกับกฎอะไรบางอย่างที่น่าจะเปลี่ยนได้แล้วรถสามล้ออย่าง Freewheeler ของ Harley-Davidson สามารจดทะเบียนได้และใบขับขี่รถยนต์สี่ล้อก็สามารถใช้ได้เลย

ไม่เป็นไรครับ ไหนๆ ก็ใหนๆ ผมเองก็อยากลองขี่เจ้า Freewheeler นี่เป็นอย่างมาก เพราะมันมีความน่าสนใจอยู่ไม่น้อย

บางคนอาจจะคิดว่ามันสำ หรับคนที่ขี่รถสองล้อไม่เป็นและอยากขี่ HarleyDavidson ก็ใช่ครับ มีส่วนถูก Harley-Davidson บอกเราว่า Freewheeler หรืออีกรุ่นหนึ่งที่ผมไม่ได้ลองขี่ TRI Glide นั้น เป็นรถสามล้อที่มีวัตถุประสงค์ให้คนตามความฝันของตัวเองได้ แม้ร่างกายไม่สามารถจับต้องสองล้อได้

บุคคลที่ว่านั้นคือคนอายุมาก หรือคนที่พิการทางร่างกายไงล่ะครับ ผมคิดว่านี่เป็นสิ่งที่สวยงามที่สุดสิ่งหนึ่งที่บริษัทผลิตรถคำ นึกถึง และผลิต “Dream Machine” ให้กับทุกคน บางทีเมื่ออายุเรามากขึ้น การรับมือกับรถสองล้อที่หนักเกือบครึ่งตันนั้นอาจไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไป แต่คนเราเมื่อมันรักการขี่รถ มันไม่มีวันอยากเลิกขี่แน่นอน

จึงขอปรบมือให้กับ Harley-Davidson ที่นำ Freewheeler เข้าสู่ตลาด แม้บ้านเราจะไม่อนุญาตให้จดทะเบียนก็ตาม แต่ก็ถือว่ามันเป็นนวัตกรรมดีๆ อีกชิ้นหนึ่งที่สวยงามน่าลองขี่เป็นอย่างยิ่ง

ยิ่งหน้าตาสวยงามแบบคลาสสิคสไตล์ “Bobtail” ไฟหน้าโครเมี่ยม ท่อไอเสียคู่ออกหลัง ดูๆ ไปคล้ายรถ Hotrod เลยทีเดียว แฮนด์บาร์ แบบ Mini Ape Hanger ให้ท่าขี่ที่ดูสนุกมากขึ้น มีที่ให้แฟนซ้อน และเก็บสัมภาระด้านหลังที่เก็บหมวก FullFace ได้ถึงสองใบ

เครื่องยนต์ตัวแรงเท่าเทียมกันกับ 1745 cc โช้คหน้าขนาด 49 ม.ม. และโช้คหลังปรับค่าได้ ทุกอย่างทำให้มันทำหน้าที่ของมันได้อย่างดี ผมว่าไม่ต้องอายุมาก

หรือพิการหรอกที่จะขี่ Freewheeler พนันกันได้ว่าครบ 32 แบบเราๆ นี่แหละ ได้ลองแล้วจะชอบ!

 

 

 

 

BJN58262

THE RIDE

ทุกอย่างเริ่มต้นที่เมือง Tacoma, Seattle รัฐ Washington ประเทศสหรัฐอเมริกา โดยการเชิญไปร่วมงานเปิดตัวและทดสอบ Harley-Davidson Touring 2017 โดยมีไฮไลท์อยู่ที่เครื่องยนต์ Milwaukee Eight รหัส MY17 เป็นที่ตั้ง

ผมไม่เคยขี่ Harley-Davidson ผมคิดมาตลอดว่ากับความสูงเพียง 160 ซม. นั้น ผมจะทดสอบไปทำ ไมให้เมื่อยตุ้ม ในเมื่อทุกครั้งที่คร่อม สรีระของผมมันไม่เคยที่จะ ‘พอดี’ กับรถ แม้กระทั่ง Sportster 48 ยังเหยียดขาไปแบบสุดเอื้อม

ทั้งชีวิตลองมาเกือบหมดทุกรุ่นทุกแบบ ก็มีแต่ HarleyDavidson นี่แหละที่ได้แต่เดินผ่านไปมา

เมื่อจดหมายเชิญมาถึงมือจึงตัดสินใจเดินทางไปที่ HarleyDavidson of Bangkok ถนนพระราม 9 ขอลองขี่ Street Glide และถามถึงข่าวสารข้อมูลเกี่ยวกับรถทัวร์ริ่งปี 2017 ที่กำลังจะมา สิ่งแรกคือ Street Glide 2016 นั้น ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด พอขี่ได้จึงมั่นใจขึ้นมาระดับหนึ่ง และตัดสินใจรับคำท้า เอ้ย! รับคำ เชิญในครั้งนี้

ต้องขอบคุณ Harley-Davidson of Bangkok และทีมงานเป็นอย่างมากครับ

เมื่อวีซ่าผ่านทุกอย่างก็ดำ เนินตามแผน คือตามกำ หนดการจะต้องขี่รถที่ประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเวลาสองวันเต็ม ระยะทางกว่า 500 ไมล์ หรือประมาณ 800 กม. บริเวณวนอุทยานแห่งชาติ Washington National Park ที่เรียกว่าเหนือสุดของประเทศติดกับประเทศแคนาดา หนาวแน่นอน

การแต่งตัวล่ะ เมื่ออยากหล่อสไตล์ Harley-Davidson จึงได้รับความอนุเคราะห์จาก Harley-Davidson of Pattaya ให้ยืมเสื้อแจ็คเก็ตสองตัวสองสไตล์ มี Hoodie ติดมาด้วย ชอบมากเพราะดูวัยรุ่นจริงๆ กระชากวัยได้เป็นอย่างดี ส่วนหมวกกันน็อคก็ถูกส่งตรงมาจาก TT&Co. Japan โดยคุณ Hiro Takahashi ที่ลงมือทำเองด้วยมือ มีใบเดียวในโลก หากเห็นแล้วอยากกระซิบบอกว่า Fat Boy Design เป็นตัวแทนจำหน่ายนะฮะ ส่วนกางเกงจาก Badass Jeans แบรนด์ไทยที่ทำหน้าที่นี้อีกครั้ง

กำหนดการคือบินไปประมาณ 20 ชั่วโมง ขี่รถสองวันแล้วบินกลับประเทสไทยอีก 20 ชั่วโมง สบายมาก ไปอินเดียมาแล้วไม่กลัวอะไรอีกต่อไป

TR1_1794.jpg

DAY 1: 5 SEPT 2017 : TACOMA-PORT ANGELES

RIDING : HD STREET GLIDE SPECIAL & ROAD KING

หลังจากบินไปถึงเราได้พัก 1 วัน เพื่อปรับสภาพร่างกาย และจิตใจ วันรุ่งขึ้นตื่นแต่เช้ารับบรีฟเกี่ยวกับเครื่องยนต์ และโมเดลที่ให้ทดลองขับทั้งหมดในช่วงเช้า แล้วเข้าประจำรถจับรางวัลได้เป็น Street Glide สีแดงเข้ม ถือได้ว่าเป็นสีซิกเนเจอร์ของรุ่นนี้

อย่าลืมว่านี่เป็นครั้งแรกกับการขี่ Harley-Davidson ของผม แน่นอนว่ามีกังวลบ้างเกี่ยวกับเรื่องของน้ำ หนักรถ และที่ห่วงที่สุดคือการใช้ความเร็วต่ำ ในการควบคุม

เริ่มจากท่านั่งก่อน ยกรถขึ้นตั้งตรงได้โดยง่าย แต่ขาตั้งนั้นไม่สามารถเกี่ยวได้ถึง เตะลงน่ะได้ แต่เอาขึ้นไม่ได้ต้องให้คนช่วย นอยด์มากๆ อยากมีอีก 10 ซม. คงจะดี

เกินคาดกับการนั่งคร่อมครับ เบาะที่ต่ำ ขนาด 66 ซม. จากพื้น ซึ่งต่ำมาก ทำให้เท้าทั้งสองแตะพื้นได้ แม้จะแค่ปลายเท้าก็ทำให้มั่นใจขึ้น

แฮนด์บาร์ที่ไม่ไกลจากตัวมากทำ ให้หมดกังวลไปในเรื่องของการหักเลี้ยว แขนไม่ตึงมากจนควบคุมลำ บากเวลาเลี้ยว ผ่านไปอีกหนึ่ง

เบาะที่แคบลงทำ ให้วางขาได้ดีขึ้น ประกอบกับการวางตำแหน่งท่อกรองอากาศ และพักเท้า ที่ตั้งใจให้มีช่องว่างในการวางขาลงสู่พื้นโดยไม่ติดอะไร อันนี้ต่างจากโมเดลก่อนอย่างเห็นได้ชัด

สรุปคือ ตามที่ได้รับบรีฟมาว่า MY17 นั้น จะต้องขี่ได้โดยคนทุกขนาดไม่ว่าไซส์ XL หรือ S คุณทำได้จริงในข้อนี้ เพราะผมสังเกตไรเดอร์คนอื่นตัวสูงๆ ก็นั่งขี่ได้สบายไม่มีอาการเก้งก้างแต่อย่างใด

มือเล็กๆ ของผม เหนี่ยวก้านคลัตช์ได้ค่อนข้างยากและตึงมือ ห่วงอย่างเดียวว่า รถติดมือคงเดี๊ยงแน่ๆ เพราะไม่สามารถปรับได้

ไฟเลี้ยวของ Harley-Davidson แยกกันทำ งานบนแฮนด์ซ้ายและขวา ก็ดีนะ

ระบบเครื่องเสียงที่ให้มาขอปิด เอาไว้ก่อน

สตาร์ทเครื่องพร้อมกับความรู้สึกได้ในพละกำ ลังอันมหาศาลของ Milwaukee Eight 1745cc ความสั่นสะเทือนยังมีอยู่ แต่ความนิ่มนวลก็มีให้เห็น รู้สึกดี ฮึกเหิม เพลง “Born to be Wild” ก้องเข้ามาในหูทันที ออกตัวไปเปลี่ยนเกียร์แต่ละครั้งมีเสียงดัง “ปั๊กๆ” ซึ่งชอบมาก ดิบดี แต่หาเกียร์ว่างยากไปนิด ไม่รู้ปัญหาอยู่ที่ผมเองหรือเปล่า

ไม่กี่นาทีเราก็ทะยานออกนอกเมืองขึ้น Freeway กว้างๆ ไปตามขบวน Street Glide Special ขี่ง่ายกว่าที่คิดเยอะ เห็นถนนไม่เรียบผมเสียบไลน์นั้นทันที เพื่อที่จะสังเกตการทำ งานของช่วงล่าง มันแจ่มมาก! ก่อนออกเดินทางโช้คหลังถูกเซ็ตเอาไว้ที่ระดับ 4 จากการพูดคุยว่าน้ำหนักผมที่ 64 กก. เริ่มที่ ระดับ 4 ดีที่สุด ก็ตามนั้นครับ รถน้ำหนักสามร้อยกว่ากิโลกรัม ช่วงล่างต้องรับน้ำหนักรถให้ได้เป็นทุนเดิมก่อนแล้ว น้ำหนักผมดูแล้วไม่ค่อยจะมีผลเท่าไหร่ แต่ถ้ามีคนซ้อนกับสัมภาระ นั่นคงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง คงต้องปรับแข็งขึ้นอย่างแน่นอน

ออกจาก Freeway เราเริ่มไหลลงไปตามถนนที่มีแต่โค้ง ลัดเลาะไปตามทะเลสาบ สนุกครับ Street Glide Special สไตล์ Hotrod ที่มีแฮนด์บาร์สั้นกระชับ หัวรถมีอาการหนักๆ นิดๆ แต่ก็ไม่มีปัญหาอะไร เข้าโค้งได้สนุก ผมไม่ได้พยายามจะเทโค้งอะไรมาก รถครุยเซอร์นะครับไม่ใช่รถสปอร์ต แต่ยอมรับว่าอัตราเร่งดีมาก ทอร์คเยอะ นานๆ จะเปลี่ยนเกียร์ที ถ้าขี้เกียจจริงๆ แทบไม่ต้องเปลี่ยนเกียร์เลยกับถนนที่ไม่ต้องใช้ความเร็วมาก เพราะทอร์ครอบต่ำ ถึงกลางมีให้มาแบบล้นๆ สนุกมาก

ยังไม่ทันหายมันก็ถึงที่พักรับประทานอาการกลางวันริมทะเลสาบ

BJN22791.jpg

RIDING: ROAD KING

การเล่นเก้าอี้ดนตรีเกิดขึ้นแล้ว!

ตามกฏของการขับขี่ทดสอบ Harley-Davidson ครั้งนี้ จะต้องสลับสับเปลี่ยนหมุนเวียนกันตามใจชอบ อยากขี่คันไหนให้เอาหมวกไปวางคันนั้น ถือเป็นจบ

Road King คือคันต่อไป มันมีสามคันเท่านั้นให้ลองขับ ผมจึงเอามาได้หนึ่งคัน และจะขี่ไปตามทางคดเคี้ยวเลาะทะเลสาบไปจนถึงที่พักและเมืองท่องเที่ยวเล็กๆ ที่ Port Angeles

สัมผัสแรกที่ได้จาก Road King ก็คือ มันดู Old School กว่าใคร ไฟหน้าโครเมี่ยมทั้งสามดวงดูจะเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเขา ชิลด์หน้าสูงใสสามารถถอดได้หากขี่ในเมือง แฮนด์บาร์ที่สูงกว่า Street Glide โค้งเข้าหาตัวคนขับขี่ ทำให้ทุกอย่างสบายขึ้น แต่ดูเหมือนการขยับแฮนด์ขณะเลี้ยวซ้ายและขวาดูจะหนักกว่า Street Glide คงเป็นเพราะโลหะที่มาเต็มนั่นเอง

สิ่งที่ชอบมากๆ เกี่ยวกับ Road King ก็คือความเรียบง่ายสไตล์คลาสสิค ช่วงตุ๊กตาแฮนด์ของเขาโล่งมากไม่มีอะไรขวางหูขวางตา เพราะมันไม่มีมาตรวัดหรือจอ LED แต่กลับถูกวางตำแหน่งใหม่เป็นทรงกลมเรียบง่ายอยู่บนถังน้ำ มันวาววับด้วยวัสดุโครเมี่ยมทั้งชิ้น แยกส่วนกับลูกบิดปิดและเปิดสวิตช์ที่วางต่ำ ลงมา หากสงสัยว่าแล้วฝาปิดถังน้ำมันอยู่ตรงไหน มันถูกแบ่ง “Split” เป็นสองข้าง ซ้ายขวา นับเป็นรุ่นเดียวที่แตกต่างไม่เหมือนไคร

การควบเจ้า Road King แม้เครื่องยนต์จะตัวเดียวกันกับทุกรุ่น แต่ดีไซน์ของมันสามารถให้ความรู้สึกต่างกัน มัน Rock ‘n’ Roll มากกว่า รุ่นอื่นๆ อย่าง Street Glide หรือ Road Glide มันคืออารมณ์ของความดิบสไตล์คลาสสิคที่วางอยู่บนเทคโนโลยีใหม่หมดจดชั้นยอดของ Harley-Davidson

เครื่องยนต์ที่เปี่ยมไปด้วยพละกำลังมหาศาลกับช่วงล่างที่ทำงานยอดเยี่ยม บวกกับราคาที่ถูกกว่าทุกรุ่น ดูจะเป็นหนึ่งในโมเดลที่หลายคนมองหา โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่ไม่ชอบ “ลุค” ของทัวร์ริ่งโมเดล ซึ่งพอเข้าใจได้ว่าไม่ชอบก็คือไม่ชอบ

It’s all about classic style!

TR1_1890

 

DAY 2: 6 SEPT 2017: PORT ANGELES – TACOMA

RIDING: FREEWHEELER

ตื่นแต่เช้าตรู่ก่อนใคร ฝนตก! ความที่เป็นคนตัวเล็ก จึงไม่อยากเสี่ยงกับการนำ Road Glide Special ที่เล็งเอาไว้ จึงหันมามอง Freewheeler สีส้มแปร๊ด แรดได้ใจ ดูแล้วให้ชวนสงสัยว่าการขับขี่นั้นอารมณ์ไหน แถมช่วงเช้าจะต้องขี่รถไปถ่ายรูปบนสะพานไม้ที่ผมเดาเอาว่า

ลื่นแน่นอน!

จัดสามล้อเลยดีกว่าสำ หรับครึ่งวันแรก ไม่ผิดหวังครับ เพราะเมื่อเดินดูรอบๆ คัน Freewheeler ดูเป็นรถที่มีกลิ่นอายของความเป็น Hotrod มากกว่า Street Glide Special เสียอีก คงเป็นเพราะล้อแม็กซ์ทั้งสาม ที่ดูบึกบึนสมส่วนเข้ากับช่วงลำ ตัวของมันที่อวบอ้วน เรียบหรู ซ่อนปลายท่อไอเสียเอาไว้ใต้ตัวรถสองท่อคู่ ดูเหมือนรถแข่งมากๆ

ด้านหน้าโชว์โคมไฟโครเมี่ยมเดี่ยวดวงโตขนาบข้างด้วยแฮนด์ยกสูงสไตล์ “Mini Ape” ให้ท่าขี่ดูเก๋ามากยิ่งขึ้น

เมื่อทดลองขี่บอกได้เลยว่าไม่เคยเจอมาก่อน ช่วงล่างหนึบมาก ทำให้เริ่มที่จะกล้าออกท่าทางเข้าโค้งไปตามป่าเขาที่เขาจัดเอาไว้ให้ รถไม่มีอาการใดให้เห็น รู้สึกปลอดภัย ความรู้สึกที่ได้คล้ายๆ กับการขับ “โกคาร์ท” แต่เป็นแฮนด์บาร์แบบมอเตอร์ไซค์ ไปไหนมีแต่คนมองและยกนิ้วให้

มันเท่มาก

ทำความเร็วได้ดีเหมือนมอเตอร์ไซค์ แต่เวลาเลี้ยวเข้าโค้งจะใช้หลักการที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เพราะรถเอียงไม่ได้จะมีอาการฝืนอยู่บ้าง ต้องหันมาใช้วิธี “ดันแฮนด์ออก” และ “ดึงแฮนด์เข้า” หรือที่เราเรียกว่า “Counter Steering” จะทำ ให้รถเลี้ยวง่ายยิ่งขึ้น

Freewheeler ถูกสร้างมาเพื่อผู้ขับขี่ ที่รักในการขี่รถ แต่สภาพร่างกายไม่สามารถต่อสู้ได้กับสองล้อน้ำหนักมากๆ เช่นคนแก่ หรือคนพิการ ผมชอบไอเดียนี้มากๆ ที่สามารถสร้างฝันให้คนทุกประเภทสามารถเข้าถึงประสบการณ์การขับขี่ที่ไม่มีสิ่งใดเปรียบเทียบได้

แต่ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าไม่ต้องเป็นคนแก่หรือคนพิการหรอก เพราะมันสุดจะ “มัน” สำหรับ Freewheeler ใครๆ ก็ขี่ได้ ที่สำ คัญคือบ้านอื่นเมืองอื่นอย่างประเทศสหรัฐอเมริกา หรือ ประเทศญี่ปุ่น ใบขับขี่รถยนต์สามารถใช้ได้เลย ไม่เหมือนประเทศไทยที่ยังคงมีกฎหมายโบราณ ที่ไม่เคยคิดจะเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยที่โลกเปลี่ยนไปหมดแล้ว

BJN16257BJN22577TR1_1486

RIDING: ROAD GLIDE SPECIAL

มาถึงรุ่นไฮโซของ Harley-Davidson Touring Model นั่นก็คือ Road Glide Special ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวกับแฟริ่งด้านหน้าสไตล์ “Shark Nose” หรือจมูกปลาฉลาม

เข้าใจนะว่ามันไม่ใช่ “หน้าปลาดุก” อย่างที่เรียกกัน

It is not a “CATFISH” ok?

Road Glide Special ถูกออกแบบให้ส่วนหัวของรถไม่หมุนตามวงเลี้ยว ทำ ให้แฮนด์บาร์สไตล์ Pull Back รับน้ำ หนักแค่ล้อหน้าและบังโคลนหน้าเท่านั้น ทำ ให้มันเบากว่า Street Glide Special และ Road King อย่างเห็นได้ชัด

แฮนด์บาร์ที่สูงขึ้นรับเหลี่ยมแฟริ่งด้านหน้า ทำให้ลมปะทะแทบจะไม่มียามเดินทางไกล ทำ ให้ Road Glide Special นั้นเหมาะที่สุดสำ หรับการเดินทางไกลถึงไกลมากๆ ท่านั่งสะดวกสบาย ไม่มีเมื่อย จังหวะการเลี้ยวเข้าโค้งพลิกได้ง่ายไม่ต่างอะไรกับรถเล็ก แต่แรงปะทะจากลมที่ถูกรีดออกจากตัวตามหลักแอโรว์ไดนามิคนั้น ทำ ให้รู้สึกสบายตัวมากกว่าใคร ที่ต้องพึงระวังคือการเลี้ยววงแคบๆ กับความเร็วต่ำเท่าคนเดิน ถ้าไม่ระวัง มีล้มพับได้ง่ายๆ โดยเฉพาะบนเขา ใครตัวเล็กหมือนผมต้องเพิ่มความระวังเป็นพิเศษ

เรื่องเครื่องยนต์และช่วงล่างไม่ขอพูดถึง เพราะมันเหมือนกับทุกรุ่นที่ผ่านมาแล้ว

 

RIDING: STREET GLIDE SPECIAL STAGE ONE

รุ่นสุดท้ายคือรถแต่งซิ่งกับชุดแต่ง “STAGE ONE” บนเรือนร่างของ STREET GLIDE HOT ROD STYLE สีส้มแปร๊ดที่สาว

นักทดสอบชาวแอฟริกาใต้ บอกผมว่ามันแรงเกิ๊น จนผมรีบมอบ ROAD GLIDE SPECIAL ให้เธอแลกไปดูแลคงไม่มีอะไรเพอร์เฟคไปกว่านี้อีกแล้ว ที่จะจบคอร์สการทดสอบด้วยรถสูตรจากโรงงานของ Harley-Davidson

STAGE ONE คือสูตรการแต่งรถขั้นต้น ด้วยการใช้กรองอากาศแต่งท่อสูตรที่โล่งมากขึ้น และการจูนกล่องให้ทุกอย่างไหลไปได้อย่างสะดวกๆ ซึ่ง STAGE ONE นั้น เป็นหนึ่งในสาม STAGE คือ STAGE TWO และ STAGE THREE ความแรงจะเพิ่มขึ้นไปตามตัวเลข รวมทั้งเงินด้วย

สำหรับการควบ STREET GLIDE SPECIAL STAGE ONE นั้นได้ข้อสังเกตว่าทอร์คมามากกว่าเดิมอย่างชัดเจน ออกตัวเร็วขึ้น แซงได้ปราดเปรียวมากขึ้น แต่ก็อยู่บนพื้นฐานของความนุ่มนวล และนอกจากเครื่องยนต์แล้ว อุปกรณ์ต่างๆ ในรถคันนี้ถูกประดับประดาด้วยชุดแต่งที่สวยหรูดุดัน เช่น ปลอกแฮนด์ ที่พักเท้า ทั้งคนขับขี่และคนซ้อน แกนเบรกเท้าและชุดเกียร์ สีสันลวดลายก็ดูแสบทรวงมากกว่ารุ่นธรรมดา ซึ่งผมคิดเอาเองว่า สามารถหาซื้อรุ่นพิเศษพร้อมชุดสี ชุดแต่งครบจากโรงงานได้ หรือ ค่อยๆ เปลี่ยนตามเวลาอันสมควรก็ได้จากรถสแตนดาร์ดที่คุณซื้อไป แต่ก็ไม่ได้ชุดสีพิเศษนี้แลกกับเงินที่จ่ายออกไปไม่เท่ากัน

ไม่งงใช่ไหมครับ

 

บทสรุปของ Harley-Davidson Touring 2017

จากคนที่ไม่เคยขี่รถ Harley-Davidson มาก่อน ต้องบอกว่าทุกรุ่นที่กล่าวมาถูกออกแบบมาได้อย่างชาญฉลาด สิ่งที่ผมชอบหลักๆ มีดังนี้

  • ผู้ขับขี่ที่มีความสูงต่างกัน สามารถเข้าถึงรถได้ทุกคน อันนี้พิสูจน์แล้วทำ ได้จริง ผมสูง 160 ซม. ผมแทบไม่ต้องเอื้อมไปจับแฮนด์ เวลาเลี้ยวแคบๆ ช่วงแขนจึงไม่ตึงมากจนควบคุมลำบาก ยิ่งเป็น Road Glide หรือ Road King ยิ่งง่ายมาก
  • ระยะการวางเท้าทั้งซ้ายขวา มีพื้นที่ให้ขยับมากตามความยาวของขาคนขี่ แต่ที่สำคัญ ผมยังแตะเบรกเท้าได้ในระยะที่พอดีไม่ยึดเกินไป เช่นเดียวกับการใช้เกียร์ที่ใช้ปลายเท้างัดหรือใช้ส้นเท้ากดได้ทั้งสองทาง
  • ทอร์คเยอะ มันมากๆ แต่ก็นิ่มนวล
  • เสียงเครื่องยนต์และความสั่นสะเทือน ยังไงๆ ก็เป็น Harley-Davidson เพียงแต่มันไม่ทำ ให้มีอาการต่างๆ ที่ไม่พึงประสงค์เช่นอาการสั่นมากจนมือชา ตัดไปได้
  • เบาะนั่งที่เตี้ยลงกว่าเดิม และแคบลงกว่าเดิม ทำ ให้ขาถึงพื้นได้มั่นใจมากขึ้น กรองอากาศที่ไม่ยื่นออกมามากจนชนขาคนขับขี่ที่ขาสั้นแบบผม ชีวิตดี๊ดี
  • มีเกียร์ถอยหลังเป็นออพชั่นให้
  • หลงเสน่ห์ American Muscle เข้าให้แล้วอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ถือเป็นหนึ่งในลิสต์รถในฝันที่จะต้องครอบครองให้ใด้ในอนาคต
  • ราคาที่เดาๆ เอาไว้ว่า ทะลุหนึ่งล้านบาท หรือเกือบๆ สองล้าน ยังคงพรีเมี่ยมมากๆ และหวังว่าการลุยตลาดเอเชียด้วยการเปิดโรงงานประกอบที่ประเทศไทยจะเป็น

โครงการในฝันที่แฟนๆ Harley-Davidson รอคอย

 

WRITER & PHOTOGRAPHER : HARLEY-DAVIDSON & CAP ‘P’
SPECIAL THANKS : HARLEY-DAVIDSON OF PATTAYA
LOCATION: TACOMA, PORT AGELES, WASHINGTON, USA

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s