NDIA 15-26 JUL

LEH-KHARDUNGLA-HUNDER-DEBRING-KELONG-KASA

-KALPA-NAKARNDA-CHANDIGARTH-CHENNAI

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

“สวรรค์ นรก กับการแชร์โลเคชั่นร่วมกัน”

ไม่ใช่ผมคนเดียวที่รู้สึกแบบนั้น กับการเดินทางไปขี่รถมอเตอร์ไซค์บนเส้นทางที่อันตรายที่สุดของโลกเส้นหนึ่ง แต่ในขณะเดียวกัน มันก็สวยที่สุดในโลกเช่นกัน

กรุงเทพมหานคร : หลายเดือนก่อนได้รับโทรศัพท์จาก Royal Enfield Thailand ว่าด้วยการทดสอบรถมอเตอร์ไซค์รุ่นใหม่ล่าสุดที่กำ ลังอยู่ในสายการผลิต “HIMALAYAN” และสิ่งที่ทำ ให้หัวใจพองโตไปมากกว่านั้นคือ เราจะทดสอบมันที่บริเวณเทือกเขาหิมาลัย ประเทศอินเดีย ต้นกำ เนิดของมันนั่นเอง

ไม่มีอะไรเพอร์เฟคไปกว่านี้อีกแล้วเพราะเป็นหนึ่งในเส้นทางแห่งความฝันที่สักครั้งหนึ่งในชีวิตจะต้องไปให้ได้สักครั้ง

มีเวลาไม่ถึงสองเดือนในการเตรียมตัว เริ่มจากการค้นหาข้อมูลเส้นทางก่อนว่าสภาพถนนเป็นอย่างไร เรื่องรถเรารู้เบื้องต้นว่ามันคือรุ่น “Himalayan” เครื่องยนต์สูบเดียวขนาด 410cc บังโคลนลอย ล้อหน้าใหญ่ขนาด 21 นิ้ว แน่นอนว่ามันถูกออกแบบให้ออกไปทางแนวแอดเวนเจอร์

แต่ 410cc นี่ตอนนั้นผมยังไม่ค่อยเข้าใจ “มันจะพอเหรอวะ” คือสิ่งที่คิดในใจ

โอเค ไม่เป็นไร เรื่องรถ พอเดาได้แล้วว่าอย่างน้อยเบาะที่สูง 80 ซม. กับความสูง 160 ซม. ของผมคงไม่ได้สร้างปัญหาอะไรมาก

ศึกษาข้อมูลจากทุกอย่างที่มีอยู่ในโลกออนไลน์ได้ความว่าเป็นเส้นทางตามไหล่เขาบริเวณเทือกเขาหิมาลัยที่ใหญ่มาก คือต้องย้ำ ว่าใหญ่มากๆ ครอบคลุมหลายเมือง การเดินทางไปแต่ละเมืองต้องอ้อมไหล่เขาไปเพื่อข้ามเขาเป็นลูกๆ มีฝุ่น หินลอย น้ำตก และเหวลึก รอคุณอยู่

แค่นั้นไม่พอ เพราะความสูงเฉลี่ยตั้งแต่ 14,000-18,380 ฟุต จากระดับน้ำ ทะเลนั้น อาจมีผลต่อร่างกายของเราไม่มากก็น้อย ซึ่งนั่นล่ะครับ ที่ผมและทุกคนที่ไปไม่สามารถรู้ได้เลยจนกว่าจะไปถึง

กลัวไหม ตอบได้เลยว่า กลัว

ไปไหม ตอบได้เลยว่า ไป!

กรอกเอกสารทำ วีซ่าที่สถานทูตอินเดียไม่ยากมากนัก เขาอยู่ที่ถนนอโศกใกล้กับฝั่งถนนเพชรบุรี ทุกคนจะต้องกรอกเอกสารออนไลน์ พร้อมโหลดรูปให้เรียบร้อยก่อนมาทำ วีซ่านั่นเป็นกฎเหล็ก แต่เชื่อไหมว่า คุณก็ยังกรอกผิดอยู่ดี เตรียมเงินไป 500 บาท เขามีเจ้าหน้าที่คอยแก้ไขให้ในวันนั้น รูปต้องพกไปขนาด 2X2 นิ้ว เท่านั้น ไม่งั้นถ่ายใหม่ที่นั่น เสียเงินอีก แนะนำ ให้ถ่ายเผื่อไปเลยสัก 6 ใบ เพราะที่โรงแรมตามเมืองต่างๆ ของโซนนั้นอยู่ในเขตทหาร โรงแรมต้องส่งเอกสารเพิ่มเติมพร้อมรูปถ่ายของเราบ้างในบางครั้ง

สภาพอากาศที่นั่นสวิงจากร้อนสุดไปจนหนาวสุด ถ้าเริ่มขี่รถที่เมืองหลวง New Delhi อาจจะเจอกับความร้อนสี่สิบกว่าองศา แต่พอขึ้นไปบนเขา มีเมฆบดบังแสงแดดที่เรียกว่าใกล้โลกมากที่สุด มันจะเย็นลงทันที ถ้ามีฝนตกก็รับรองได้ว่าความหนาวเย็นมาเยือนตามใจอยากทันทีและอาจมีหิมะตกให้เห็น

ส่วนตัวแล้วความหนาวจัด กับการขี่รถเป็นเรื่องทรมานแค่สิบองศาที่เชียงราย หากอุปกรณ์ไม่พร้อม ขี่รถอย่างไรก็ไม่สนุกและอันตราย เพราะสมาธิเราจะหายไป ผมจึงจัดหาชุดอุปกรณ์ ที่คิดว่าจำ เป็นที่สุดสำ หรับการเดินทาง และจากการค้นข้อมูล มีหลายอย่างที่ถ้าพกติดตัวไป ชีวิตจะดีขึ้นมากถึงมากที่สุด

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

GETTING READY

RIDING GEARS

HELMET : BILMOLA EXPLORER R

หมวกกันน็อคเปิดคางเท่านั้นที่จะทำ ให้ชีวิตคุณดีขึ้น เพราะมันมีแว่นกันแดดเปิดและปิดได้ คุณต้องดื่มน้ำ ตลอดเวลาและหากออกซิเจนไม่พอ การเปิดหมวกสูดอากาศลึกๆ อาจต้องทำ บ่อยครั้ง

คุณไม่ควรใช้แว่นกันแดด เพราะถอดลำ บาก การเดินทางไปตามหลืบเขาต้องเจอกับแสงแดดจัดๆ ขณะเดียวกันก็เจอกับเงามืดหลังเขา ทำ ให้ม่านตาปรับแสงไม่ทัน และมัน

มีแต่เหวลึก การมีหมวกกันน็อคที่มีแว่นดำ ให้มาด้วย ชีวิตคุณจะลั้ลลามากกว่าคนอื่น

หากเจออาการเมาความสูงหรือ “High Altitude Sickness”ระหว่างการขับขี่ คุณสามารถเปิดหมวกอาเจียนได้ทันเวลา ไม่ต้องขำ เลย! เพราะมีเกิดขึ้นมาแล้ว อาเจียนในหมวกเลย

 

TOURING SUIT : ALPINESTARS TECH TOURING

ชุดที่จะต้องใส่ลุยกัน 12 วันนั้นสำ คัญที่สุด เพราะมันควรรองรับสภาพอากาศทุกอย่างทั้งร้อน หนาว เปียกให้ได้ในชุดเดียว มันคือความเป็นความตายและหัวใจของการมาที่นี่ ผมเลือก Alpinestars Tech-Touring เพราะมีเสื้อและกางเกง Goretech เข้าชุด มีซิปกันน้ำ ทั่วทั้งตัว มีช่องระบายอากาศ เยอะมากสำหรับรองรับสภาพอากาศร้อน มีซับในกันฝนได้เรียกว่า 100% และมีไลน์เนอร์ สำหรับสภาพอากาศหนาวแบบต่ำ กว่าจุดเยือกแข็ง

ทั้งเสื้อและกางเกงมีครบสามไลน์เนอร์ กางเกงมี เอี๊ยม หรือ Suspender ให้มาด้วย ทำให้ไม่ต้องคอยดึงกางเกงให้เมื่อย Alpinestars มีรุ่นพิเศษ “Sort” สำหรับคนที่สูงระหว่าง 155-165 ซม. ถือว่าเพอร์เฟคสำ หรับผมเลย

 

GLOVES: ALPINESTARS GORETEX GT-S X-TRAFIT

ถุงมือทัวร์ริ่งกันน้ำ เท่านั้น แนะนำ ให้พกไปสองชุด อีกชุดหนึ่งขอให้เป็นแบบใช้ในสภาพอากาศที่หนาวเย็นสุดขั้ว ไม่ต้องห่วงว่าจะได้ใช้น้อยครั้ง แค่ครั้งเดียวที่ช่วยให้คุณรอดจากสภาพข้อนิ้วบวมเพราะความหนาวจนเป็นสีม่วง คุณจะเจ็บและทรมาน เพราะการขี่รถ 6-8 ชั่วโมงบนเขาไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ถ้าร่างกายไม่พร้อม ดังนั้นบางทีความตายอาจพร้อมกว่า ไม่มีใครอยากเห็นใครพุ่งลงเหวไปเพราะป่วย ไม่มีสมาธิกับการขับขี่

 

INNER FABRIC GLOVES : TAISHI

แนะนำ ว่ามันช่วยได้มาก เพื่อไม่ให้ความเย็นที่กระทบถุงมือแผ่มายังผิวหนังของมือเราได้แบบหนังชนหนัง ขอให้มีถุงมือผ้าดีๆ อยู่ระหว่างกลางช่วยได้ กับราคาแปดร้อยบาท ซึ่งไม่ถูกนัก แต่ก็คุ้มที่เอาติดไป ใช้ได้ทุกวัน เชื่อสิ แค่อุณหภูมิ 20 องศาก็หนาวแล้ว

 

RUBBER GLOVES

ถุงมือยางแบบคุณหมอหรือพยายาลใช้ เผื่อมีฝนตกเวลาอากาศหนาวจัด ทุกอย่างจะเอาไม่อยู่ ใส่ถุงมือยางก่อนถุงมือผ้าอีกชั้นเพื่อให้แน่ใจว่ามือคุณจะไม่เปียก

 

BOOTS : ALPINESTARS GORETEX

รองเท้าบูททัวร์ริ่งทรงสูง ขอให้เป็นหนังนิ่มเดินสะดวกเพราะมีเดินเยอะแน่นอน ต้องให้สบายไว้ก่อน รองเท้าบูทโมโตครอสอย่าได้คิด หนัก! เดินขึ้นเขา หอบเอาง่ายๆ

 

GORETEX SOCKS : BY TOURATECH

ถุงเท้ากันน้ำ ที่ออกแบบมาสำ หรับใช้งานในสภาพอากาศที่สุดโต่ง ใส่ทับไปที่ถุงเท้าธรรมดาอีกที ไม่ใช่กันฝนตกนะครับ แต่การขี่ลุยน้ำ ลุยลำ ธาร เท้าเปียกแน่นอน เท้าเปียก อากาศหนาว ไม่ดีแน่ๆ ป่วยได้ง่ายๆ

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

UNDERWEAR : JOCKEY SPORT

สำ คัญมากสำ หรับความรู้สึกภายใน Jockey ทำ กางเกงชั้นในรุ่น Sport ออกมาเหมาะกับการขี่รถมอเตอร์ไซค์ทุกประเภท โดยเฉพาะแนวแอดเวนเจอร์ที่ใช้เวลานานบนรถ แถมออกแอคชั่นเกือบตลอดเวลา เพราะสภาพถนนที่บ่อยครั้งไม่ควรเรียกว่าถนนนั้น ความระคายเคืองจากความอับชื้นภายใน สามารถทำ ให้เราไม่สบายตัว และเริ่มทำให้เสียสมาธิได้ กางเกงในที่ระบายอากาศได้ดี ไม่ส่งกลิ่นไม่มีตะเข็บกวนใจ ที่สำ คัญ วัสดุยางยืดไม่ทำ ร้ายเรา อยากบอกว่ากางเกงชั้นในดีๆ พกไปด้วย

 

PORTABLE WATER BACKPACK

ไม่มีไม่ได้ เพราะจำ เป็นต้องดื่มน้ำ ตลอดเวลา

 

TAIL BAG : SWMOTEC BY PANDARIDER

กระเป๋าสัมภาระสำ คัญมากที่จะต้องติดแข็งแรงและติดตั้งง่าย SW MOTEC รุ่นนี้ใช้ได้กับรถทุกรุ่น เจอสภาพถนนที่เลวร้ายแค่ไหนก็ไม่กังวลว่ามันจะหลุดออกจากตัวรถ กันน้ำ และจุได้ถึง 36 ลิตร ในการเดินทางนั้นเราไม่ควรเอากระเป๋าใบใหญ่ไป เพราะมีรถเซอร์วิสไปด้วยอยู่แล้ว แค่เอาชุดนอน ชุดลำ ลอง ยารักษาโรค พร้อมอุปกรณ์จำเป็นจริงๆ ไปก็พอ MEDICINE : OXYGEN กระป๋อง ยาแก้เมาไดอะม็อก ยาแก้ไข้ แก้ท้องเสียอย่าหวังพึ่งคนอื่นหากเราต้องการ ออกซิเจน หาซื้อได้ที่ร้านขายยาที่ประเทศอินเดีย ส่วนยาไดอะม็อก ช่วยได้มากทานหลังอาหารเย็นทุกวัน ป้องกันอาการวันรุ่งขึ้น

 

TYRE REPAIRKIT: SLIME BY PANDARIDER

ผมไม่ได้เอาติดไปด้วยสำ หรับชุดปะยาง จึงอยากแนะนำว่าควรเอาไป เพราะมีคนยางแตกเยอะมาก ด้วยหินลอยที่คม และเป็นระยะทางที่ยาวมากๆ ในแต่ละวัน ไม่อยากงานเข้า เอาไปทั้งอุปกรณ์เคลือบภายในยางรถ และอุปกรณ์ปะยางแบบใช้ตัวหนอน

 

RIDING SCHOOL

เมื่ออุปกรณ์ครบ ต่อไปคือการเตรียมพร้อมเรื่องทักษะการขับขี่ครับ เพราะเส้นทางแทบทุกเส้นทางจะเจอกับหินถล่มทับเส้นทาง ทำ ให้ถนนลาดยางกลายเป็นหินลอยทันที

การใช้ทักษะเรื่องของการขับขี่เอนดูโร่นั้นสำ คัญมากๆ มีสถาบันสอนการขับขี่แบบแอดเวนเจอร์ และเอ็นดูโร่ ที่ควรไปลงเรียนเอาทักษะติดตัวไว้

 

HONDA SAFETY RIDING PARK, CHIANGMAI

ไม่ใช่ให้ไปเที่ยวนะ แต่สถาบันนี้มีสนามฝึกสอนที่ครบวงจรมากๆ ทั้งสนามเอ็นดูโร่ และทีมครูฝึกสอน บินไปเชียงใหม่เรียนสักสองวัน รับรองชีวิตคุณจะเปลี่ยน และได้ใช้

แน่นอนที่ Himalayan ใครที่คิดจะไปและยังไม่รู้จักทักษะการขับขี่ประเภทนี้ โอกาสล้มหรือเกิดอุบัติเหตุมามากหนึ่งตัวอย่างคือต้องขี่ไปบนทรายร่วนๆ ยาวเกือบสิบกิโลเมตร คุณจะทำ อย่างไร มาฝึกเบสิคกับรถเล็กอย่าง Honda CRF150 หรือ CRF250L ก่อน แล้วค่อยไปรถใหญ่

 

BMW ENDURO PARK, BANG BON, BANGKOK

สถาบันนี้เน้นรถใหญ่ เขามีรถ BMW Motorrad ทุกรุ่นให้เช่าเรียน ตั้งแต่ F700GS, F800GS, R1200GS, R1200GSA เราเรียนรถเล็กที่ Honda Safety Riding Park แล้ว มาจัดที่นี่สักครั้งเพื่อเรียนรู้การควบคุมรถใหญ่ แล้วคุณจะมีภูมิต้านทานที่ดี มั่นใจมากขึ้น

Odessey2016_2307_0172.jpg

START YOUR JOURNEY

ออกเดินทางด้วยสายการบินไทยไปกรุง New Delhi ประเทศอินเดียและต่อด้วยสายการบิน GO ซึ่งเป็นสายการบินภายในประเทศเพื่อต่อไปที่เมือง Leh – Ladakh ที่อยู่บนที่ราบสูงจากระดับน้ำ ทะเล 14,000 ฟุต

Leh-Ladakh เป็นเขตทหาร สภาพอากาศนั้นเปลี่ยนแปลงบ่อย ภายในหนึ่งวันอาจเจออากาศร้อน และหนาวหรือฝนตกได้ การเลือกเดินทางด้วยมอเตอร์ไซค์

ช่วงเดือน พ.ค.-มิย.-ก.ค. จึงเหมาะที่สุดไปถึง Leh เราได้พักชุบตัวหนึ่งวันให้สภาพร่างกายชินกับสภาพอากาศ บอกได้เลยว่ารู้สึกเหมือนเมายาตลอดเวลา ลุกจากการนั่งเร็วๆ มีอาการหน้ามืด เราจะขี่รถวันรุ่งขึ้น เราจึงต้องจูนสภาพร่างกายให้ได้ โชคดีที่ผมไม่มีอาการอะไร แต่ก็ทานยาหลังอาหารเย็นไปดักไว้ก่อนตกบ่ายได้มีโอกาสไปดูรถ Royal Enfield Himalayan เลขที่ออกเบอร์ 118 ที่จะเป็นเพื่อนตายด้วยกันอีก 14 วันข้างหน้า (ขี่รถ 10 วัน) มาดูที่ตัวรถกัน

ROYAL ENFIELD HIMALAYAN 2016

เดินดูรอบตัวรถรู้สึกว่าเค้าเป็นรถที่สงบเสงี่ยมมาก เป็นรถแอดเวนเจอร์ที่มีไฟหน้ากลม บังโคลนลอยแต่ก็ซ้อนด้วยบังโคลนที่ครอบลำ หน้าขนาด 21 นิ้วเอาไว้ ถอดออกได้หากจะลุยจริงจัง ช่างคิดนะ คงเป็นเพราะเขาออกแบบมาให้ใช้ในชีวิตประจำ วันได้ด้วย

เบาะนั่งที่สูงจากพื้นแค่ 80 ซม. ทำ ให้ผมขาถึงพื้นได้ไม่ยาก แม้จะไม่เต็มเท้า แต่อย่าคิดว่า Ground Clearance ใต้ท้องเครื่องจะน้อยนะ มันไม่น้อยเลย ให้มา 220 มม. มีมากกว่า BMW F700GS ที่ให้มาแค่ 156 ซม. เท่านั้น ในขณะที่รถวิบากอย่าง Honda CRF250L มี 254 มม. แสดงว่ามันสามารถผ่านสิ่งกีดขวางได้ระดับหนึ่ง

ท่านั่งดีมากๆ สังเกตว่าทั้งคนตัวสูงและไม่สูงสามารถนั่งได้สบายๆ ปรับตัวเข้าหารถได้ไม่ยาก ยืนขี่ได้ไม่เคอะเขินมีระบบควิกล็อคสำ หรับติดกระเป๋าข้างมาให้ พร้อมตะแกรงเหล็กที่ให้มาสำ หรับมัดกระเป๋าได้ทุกประเภท

ตัวถังน้ำ มันขนาด 15 ลิตร เครื่องยนต์สูบเดียว 410cc คาบูเรเตอร์ ระบายความร้อนด้วยอากาศ กับ 24.5bhp ที่ 6500rpm เคลมว่าวิ่งได้ 645 กม. ถือว่าประหยัดมาก (เข้ามาบ้านเราจะเป็นสเป็คอเมริกากับเครื่องยนต์หัวฉีด EFI และระบบเบรก ABS)

รอบถังน้ำ มันถูกออกแบบให้มี Crash bars หรือ ‘กันล้ม’ ติดมาให้พร้อม Logo Royal Enfield ที่เจ๋งคือไม่ต้องเสียเงินซื้อ เพราะให้ติดรถมาเป็นอุปกรณ์สแตนดาร์ดเอาไว้ใส่ชุดไฟสปอตไลท์ กล้องแอคชั่นแคมฯ หรือกระเป๋าขนาดต่างๆ ไว้ใช้งานได้

ช่วงล่างนั้น Royal Enfield บอกว่ามันคือไฮไลท์ เพราะ Himalayan ถูกออกแบบโดยทีมออกแบบที่คุ้นเคยกับรถแอดเวนเจอร์อย่าง Triumph Tiger 800 มาก่อน และจากการทำข้อมูลให้ได้รถที่พูดได้ว่าเกิดมาจากแนวเทือกเขาหิมาลัย ช่วงล่างจึงต้องทำงานได้อย่างดี

หน้าเป็น Telescopic หลังเป็น Monoshock/linkageโช้คหลังขนาดใหญ่ 200 มม. ระบบเบรก Bybre หน้าหลังไม่มี ABS คิดว่า 410cc ABS ก็ไม่จำ เป็นเท่าไหร่

น้ำ หนักรถโดยรวม 182 กก. ไม่รวมของเหลว

P7150104.JPG

DAY 1 : LEH-KHARDUNGLA-HUNDER

เริ่มต้นมาก็จัดให้หนักเลย สัมผัสแรกกับรถ คือออกจากโรงแรมก็เจอสภาพถนนพังเป็นหลุมบ่อ จัดไปด้วยการงัดเอาวิชา เอนดูโร่มาใช้ ผ่านอุปสรรคไปได้นิ่มๆ

หน้าปัดดูงงๆ นิดหน่อยมีเข็มทิศมาให้ด้วย เท่! เราเดินทางจาก Leh ไป Hunder ที่อยู่ติดทะเลสาบอันสวยงามแต่ลืมไปว่าเราต้องผ่าน Kardunglah Pass ที่เป็นจุดสูงสุดในโลกที่ถนนคัดผ่าน กับ 18,380 ฟุต

ทางที่ไปเป็นลักษณะเหมือนการพับผ้า ไต่ขึ้นไป มีผ่านน้ำ ตกที่เป็นหินก้อนใหญ่ๆ สองจุด มีแต่คนรอถ่ายรูปคนล้ม

เสียใจไม่ใช่กรู (นึกในใจดังๆ)

การขับขี่วันนี้ก็งัดเอาวิชาที่เรียนมากับทั้ง BMW Enduro Park และ Honda Safety Riding Park ออกมาใช้ ลืมไปว่ามี Pop P Style จากทีม Bad Attitude ด้วย ที่ให้วิชาติดตัวมา พูดง่ายๆ ผมจอดบนหินไม่ได้ ล้มแน่นอน ต้องเลี้ยงรอบเครื่องให้ผ่านหินก้อนโตไปแบบนิ่มๆ เครื่องยนต์สโตรคยาวๆ ของ Himalayan นั้นนิ่มนวล ควบคุมง่ายมันเหมือนลอยผ่านหินลอยใต้น้ำ ตกที่ตัดผ่านทางไปได้อย่างหล่อ เล่นเอาเพื่อนชาวอินเดียยิ้มให้ อดถ่ายรูปเราล้มในน้ำไป

ผ่านไปได้ผมรู้เลยว่าช่วงล่างทำ งานได้ดีมาก บวกกับรอบเครื่องที่ไม่ปรู๊ดปร๊าดทำ ให้ Himalayan เป็นรถที่สนุกในการขับขี่ที่ไม่ใช่ ไฮสปีด เพราะที่นี่ทางแคบมาก แต่ต้องรองรับรถที่สวนมามีทุกแบบตั้งแต่ อีโคคาร์ไปจนถึงอีรถบรรทุกสิบล้อ

หากรถรอบจัดมาที่หิมาลัย แอบห่วงว่าถ้าพลาดมีพุ่งลงเหวได้ เพราะตลอดทางขอบถนนที่เป็นเหวลึกเป็นเหมือนหน้าผานั้นทำ ให้เข้าใจแล้วว่ามันอันตรายถึงชีวิตห้ามพลาดเด็ดขาด

OLYMPUS DIGITAL CAMERA

นอกจากสภาพถนนแล้ว สภาพอากาศที่เริ่มมีให้หายใจน้อยลงทุกที ทำ ให้เป็นอุปสรรค จะจอดถ่ายรูปแต่ละครั้งเอาพลังงานไปเยอะเหลือเกิน ยังมีคนขับรถบรรทุกที่ชอบมาสวนกันตรงโค้งที่แคบมองไม่เห็นทางออก เราต้องคอยระวังห้ามตกใจ เพราะเขามีวิธีขับคือไม่ยอม เพราะรถเขาใหญ่และเขาจะวิ่งตรงมาหาเราก่อนหักหลบให้ช่องเราสวนไป

อันนี้แหละที่น่ากลัวเพราะมีแต่ทรายล้มได้ง่ายๆ ถ้าตกใจ โชคดีก็ล้มบนขอบเหว โชคร้ายก็ร่วง

กว่าจะไต่ไปถึงจุดสูงสุด Khardungla เราอนุญาตให้อยู่ได้แค่ 10 นาที เพราะกลัวป่วย ชะโงกกันคนละไม่กี่ครั้งก็เตรียมตัวลงเขาต่อไปยังรีสอร์ททีเมือง Hunder คืนนี้เรานอนเต็นท์ไฮโซกัน

ระหว่างทางผมใช้ความเร็วได้ไม่มาก แต่พอเจาทางฝุ่น Himalayan จะมี ‘ออร่า’ ความหล่อรูดยาวๆ ผ่านรถตระกูล Bullet และ Classic หรือ Thunderbird ที่เป็นช็อปเปอร์ รวมทั้ง Contitental GT Café Racer ไปแบบเนียนๆ

สองข้างทางทำ ให้ต้องตกตะลึงในความงามของแลนด์สเคปที่เป็นเทือกเขา ผสมทุ่งหญ้า และลำ ธาร บางครั้งกว้างใหญ่เป็นแม่น้ำ ที่ไหลเชี่ยวก็มีให้เห็น

ถึงที่พัก Hunder Camp ที่นี่โด่งดังในเรื่องของแคมปิ้งเป็นการลิ้มลองอาหารพื้นบ้านของเขาเป็นครั้งแรก นานแกงผัก และแกงถั่ว ไม่ชินเลย นี่มันปาร์ตี้ผักหรืออย่างไรขอไก่ย่างคลุกเครื่องเทศบ้างไรบ้างดิ โธ่!

P7170321.JPG

DAY 2: SNOW SNOW SNOW

วันรุ่งขึ้นเราต้องขี่รถกลับทางเดิม ขึ้นไป Khardungla อีกครั้งเพื่อกลับไปนอนที่ Leh และเป็นไปตามคาด เมฆครึ้มมาบนยอดเขาที่เราจะไป ไม่นานฝนก็ตก ไม่หวั่นไหวฮะ ชุดที่เตรียมมาครบพร้อมทำ งาน มีแต่ที่มือที่หนาวมาก ทั้งๆ ที่เตรียมมาพร้อม

จากฝนนำ ไปสู่หิมะที่ตกลงมาอย่างไม่หยุด ถือว่าเป็นความโชคดีปนโชคร้ายก็ว่าได้ โชคดีเพราะมันสวยงามและถ่ายรูปสวย มีเรื่องราวกลับไปอวดคนที่ไม่ได้มาได้

ส่วนโชคร้ายคือ “จะขี่รถอย่างไร” ถนนกลายเป็นโคลน มีภูเขาถล่มทำ ถนนพัง ต้องจอดเป็นพักๆ อากาศไม่มีหายใจ ทางมองไม่เห็น รถบรรทุกมาเรื่อยๆ ลงน้ำ ที่พื้นผิวมีแต่หินก้อนโต

ใช้เวลา 3 ชั่วโมง กว่าจะลงมาถึงที่พัก 3 ชั่วโมงที่นับครั้งได้ว่ามีสิทธิ์เอาชีวิตไปทิ้ง 3 ชั่วโมงที่ไม่สนใจจะดูวิว เอาแค่รอดไปได้ ขอแค่นี้

ไปสวรรค์มาแล้วกับวันแรก แล้วเจอนรกในวันต่อมาแล้วอีก 10 วันจะอยู่อย่างไร

เริ่มคิดถึงบ้าน แต่ก็ต้องบอกตัวเองว่า ควรเปลี่ยนความคิดใหม่ กลับมาสนุกกับมันให้ได้

ไม่ยาก คืนนั้นงัดเอาหมูแผ่นออกมาทาน พร้อมเบียร์เย็นๆ หนึ่งขวด อารมณ์ดีทันที พร้อมลุยต่อ

P7190456.JPG

DAY 3: LEH

วันแห่งการพักผ่อน

P7190439.JPG

DAY 4: DEBRING

กลุ่มคนไทยของเรามีทั้งหมด ห้าชาย และหนึ่งหญิง ทั้งห้าคนร่วมเดินทางไปด้วยกัน มีลูกค้าสองท่านจากไทยที่เดินทางเต็มเกือบหนึ่งเดือน เรียกว่าครบกระบวนการที่ถือว่าเป็นสองคนไทยคนแรกที่ทำ ได้ ส่วนอีกสองคนเป็นสื่อมวลชนที่มาร่วมชะตากรรมด้วยกัน อย่างน้อยก็มีเพื่อนคอยช่วยเหลือคอยคุยกัน สาวไทยหนึ่งเดียวต้องไปขี่กับกลุ่มผู้หญิงล้วนที่มีอดีต Miss Columbia Universe มาด้วย คือ ดีนะ เสียดายไม่ได้ขี่รถด้วยกัน

วันนี้เราเดินทางสองร้อยกว่ากิโลเมตร สังเกตง่ายๆ นะครับ

วันไหนเดินทางระยะทางน้อยๆ แค่ร้อยกว่ากิโลเมตร วันนั้นเดาได้เลย สภาพทางต้องแย่สุดๆ หนักแน่นอน แต่วันไหนระยะทางค่อนข้างมาก ทางจะไม่โหดมาก

Debring คือจุดหมายของเรา มันคือแคมป์กลางทุ่งหญ้าโล่งรายล้อมด้วยภูเขา ทางไปเป็นทางลาดยางเสียส่วนมากสวยงามตลอดทาง ขี่รถมีความสุข แต่อากาศเย็น เห็นตัวเลข-2 อยู่ในคู่มือแล้วหวั่นใจเล็กน้อย คืนนี้ไม่อาบน้ำ

คิดว่าถนนดีๆ น่าขี่รถจะอยู่กับเรานานๆ แต่พอถึงทางแยกเท่านั้น นี่มันทะเลทรายชัดๆ มองไปข้างหน้าคือสุดลูกหูลูกตา ในหมวกเริ่มตาเหลือก เปลี่ยนท่านั่งเป็นยืน แล้วค่อยๆสงบเสงี่ยมพา Himalayan ลุยผ่านไปจนถึงที่พัก เล่นเอาใจหายใจคว่ำ ดิ้นไปมาตลอดสิบกว่ากิโลเมตรกว่าจะถึงที่พักคืนนั้นหนาวมากจนแทบสิ้นสติ กางเกงลองจอนที่พกมาด้วยได้เอามาใช้ หลายคนนอนทั้งชุดขี่รถเพราะมีไลน์เนอร์กันหนาว

คืนนั้นเจออาหารเจอีกแล้ว มีแต่แกงผัก เราจึงงัดไม้ตายกะเพราไก่สำ เร็จรูป และน้ำ พริกเผาออกมาคลุกข้าวร้อนๆ แจกจ่ายให้คนอินเดียได้ชิม เป็นที่สนุกสนานเฮฮากันไป

20160715_135837.jpg

DAY 5 : KELONG

จาก Debring ไป Kelong ถือเป็นเมืองท่องเที่ยวของแถบนี้ทางไปไม่ยากมาก น่าจะให้ขี่รถชิลๆ อากาศอุ่นลงบ้าง แต่ก็มีขึ้นไปที่จุดสูงสุดเป็นอันดับสอง17,000 ฟุต หนาวอีก หิมะตกอีก จอดถ่ายรูปแล้วรีบลงมา รู้สึกมึนๆ หัว เขาบรีฟมาว่าหากเริ่มปวดหัวหนึบๆ ให้รีบขี่รถลงจากเขาทันที เพราะนั่นคือการเตือนว่าคุณกำ ลังจะวูบ

รออะไรล่ะ รีบลงมาและต่อไปยังที่พักที่เป็นกระท่อมบนเขา

ที่นั่นอาหารอร่อยมากที่สุด กระท่อมดูโทรมๆ แต่เตียงหนานุ่มสบาย ผมพักอยู่กับสื่อมวลชนที่มาจากประเทศไทยอินโดนิเซีย โคลัมเบีย อังกฤษ และอินเดีย เราคุยกันสนุกมากและเป็นครั้งแรกที่ได้ดื่มเหล้ารัม “Old Monk” ของอินเดียของเค้าดีนะถูกด้วย

ที่ผ่านมา Himalayan ทำ งานได้ดีมาก ต้องบอกว่าเกินคาดสักพักทีม Service ก็มาดูแลความเรียบร้อยของรถ ทำให้ฉุกคิด จึงกลับไปดูว่าวันต่อไปจะเจออะไรที่ Kaza

ระยะทางสั้นแต่จำ นวนชั่วโมงนั้นทั้งวัน! แถมให้พักไม่ขี่รถหนึ่งวัน

งานเข้าแน่นอน!

20160716_123614

DAY 6-7 : KAZA

ทุกเช้าจะมีการบรีฟเส้นทางกัน และวันนี้บรีฟก็คือเป็นเส้นทางที่เค้าบอกว่าเป็นไฮไลท์ เพราะเป็นทางฝุ่นเกือบทั้งเส้นผ้าบัฟสำคัญมากวันนี้ควรใช้เพื่อกรองฝุ่น ยังดีที่มันไม่สูงมาก ตัดสิ่งนั้นไปได้ ที่เหลือเรียกวิชา เอ็นดูโร่ ออกมาอีกครั้ง

จริงอย่างที่เขาว่าครับ เส้นทางหฤโหดมาก สงสารรถมากเพราะช่วงล่างต้องทำ งานอย่างหนัก แต่ก็เป็นบททดสอบของ Himalayan เป็นอย่างดี ว่าช่วงล่างทำงานได้สุดยอดมาก ดีเกินคาด ลืมเล่าไปว่าเครื่องยนต์มีอาการสะดุด เมื่อใช้รอบเกิน 5,000 รอบ เขาแนะนำ ให้ใช้รอบระหว่าง 3,500-4,500 รอบ ส่วนรุ่นที่จะเข้าเมืองไทยเป็นหัวฉีด คงตัดปัญหานั้นไป ตัวที่ใช้เป็นคาร์บูเรเตอร์

เส้นทางเส้นนี้ยังไม่ทำ ถนน มันคือการเกลี่ยเอาหินที่ถล่มมาทำ ทางบางช่วง ซึ่งบ่อยมากๆ มีน้ำ ตกตัดผ่านที่กว้างมากและหินก้อนใหญ่มาก กว่าจะผ่านไปได้ ทุลักทุเลกันพอสมควร

สุดท้ายก็เข้ามาที่เมือง Kaza จนได้ ล้มไปหนึ่งครั้ง ทดสอบ Bilmola Explorer R ซะเลย ไม่มีปัญหาอะไร ด้วยความที่รถเป็นเหล็ก มันจึงอึดและทนทาน อะไรงอเสียรูปทรงก็เอามืองัดดัดออกมาใช้งานต่อได้

มาถึงที่ Kaza มีไปรษณีย์ที่สูงที่สุดในโลกอยู่ที่นี่ ลืมบอกไปว่า คำ ว่าที่สุดในโลกที่นี่มีหลายสถานที่ด้วยกัน

ฐานทัพที่สูงที่สุดในโลก

ถนนสูงที่สุดในโลก

ไปรษณีย์สูงที่สุดในโลก

ปั๊มน้ำ มันสูงที่สุดในโลก

P7160192.JPG

DAY 8: KALPA

สภาพเส้นทางถือว่าง่ายและชิลมาก เริ่มมีแต่ความเขียวชอุ่มของข้างทาง เส้นทางที่เป็นซิกเนเจอร์ของที่นี่ก็คือเส้นทางที่ลัดเลาะไปตามหลืบเขา สวยงามมาก มีเส้นทางลาดยางราบเรียบและคดเคี้ยวให้เล่นโค้งด้วยความเร็ว

ยาง SEAT ที่ผลิตในประเทศอินเดีย ถึงจุดนี้ผ่านสภาพถนนที่แย่สุดๆ และมาถึงดีสุดๆ มันใช้งานได้ดีตามแบบฉบับยาง Multipurpose หรือ กึ่งลุยกึ่งซิ่ง เปลี่ยนท่าขี่ซิ่งได้เลย

เสียอย่างเดียวพอมาทางเรียบ กำ ลังรถไม่มีจะไปต่อ จะแซงแต่ละครั้งชีวิตลำ บาก ต้องปรับตัวเข้าหามัน ความเร็วทำได้แค่ 90 กม./ชม. แต่เมื่อต้องขึ้นไปที่รีสอร์ต ทอร์คมีมาก ก็ทำงานของมันได้ดี ไม่ต้องเค้นอะไรมาก

P7160150.JPG

DAY 9 : NARKANDA

เรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร อีกสองวันจบการเดินทาง การได้มาพักที่ Kalpa นั้นค่อยๆ แสดงให้เห็นว่าเราผ่านจุดที่ยากที่สุดมาแล้ว และการเดินทางมา Nakarnda ก็ดูจะธรรมดาไปเลยเพียงมาถึงที่พักที่เป็นสกีรีสอร์ท มีสัญญาณอินเตอร์เน็ตให้ส่งข้อความถึงที่บ้าน ให้รู้ว่าชีวิตยังมีอยู่ และใกล้กลับบ้านแล้ว

คืนนั้นเรามีงานปาร์ตี้เล็กๆ ผ่อนคลาย ห้องพักสวยหรูดูดีไม่คิดอะไรมาก เข้านอนเร็ว เตรียมชุดขับขี่เข้าไป Chandigarth ที่หลายคนบอกว่าอากาศเริ่มร้อน เบื่อชุดที่ใส่มาสามชั้นตลอดหลายวัน

จัดกางเกงยีนส์ Badd Ass มีการ์ดครบ พร้อมเสื้อแจ็คเก็ตที่ลอกคราบออกให้ลมระบายได้สุดๆ รองรับอากาศร้อนที่กำลังจะต้องเจอ จัดของที่ไม่จำเป็นใส่รถบรรทุกไปเจอกันที่โรงแรม นอนหลับให้สบาย พรุ่งนี้แล้วสินะ วันสุดท้ายของการเดินทาง

Z Z Z Z Z Z Z Z Z Z

Odessey2016_1907_0029.jpg

 

DAY 10 : CHANDIGARTH (LAST DAY)

ตื่นเช้ามา พลาดอย่างแรง!

ฝนตก อากาศเย็น รถบรรทุกไปแล้ว พร้อมกับคำ ว่า GORETEX

อยากตีตัวเองที่ไม่เช็คสภาพอากาศ ทั้งๆ ที่มีสัญญาณอินเตอร์เน็ต รู้สภาพที่ต้องเจอ เปียกแน่นอน หนาวด้วย สิ่งที่มโนเอาไว้ว่าอากาศร้อน ผิดหมด!

ชุดที่ต้องใช้ขี่ต้องผ่านขุนเขาอีกหลายลูก หมอกลงจัด ฝนตกหนัก เปียกทั้งตัว หนาวสั่นจนแทบขี่รถไม่ได้ โชคยังดีที่ทางไม่โหดมาก เรียกว่าพลาดในวันสุดท้าย ถ้าชุดเต็มจะสนุกมากเพราะทางนั้นสวยงามมาก (เพราะเขาตั้งใจพามาในหุบเขา)

กัดฟันขี่ผ่านฝน และเขาไปจนถึงครึ่งทาง ออกไปถนนใหญ่เตรียมมุ่งหน้าเข้าสู่เมือง Chandigarth ที่เป็นจุดหมายปลายทางของทริปนี้ และเป็นครั้งแรกที่ขี่รถเข้าเมืองใหญ่ ต้องบอกว่ามันแย่ยิ่งกว่าขี่บนเขาอีก รถขับกันไม่มีระเบียบมากๆ แต่ก็ต้องลุยไปให้ถึง โชคดีที่เจอมาร์แชลจึงเกาะกลุ่มไปกับเขาได้ถึงโรงแรมโดยไม่ยากนัก

จากป่าเขาถึงโรงแรมใหญ่ โดดลงสระน้ำ คลายกล้ามเนื้อก่อนที่จะเข้าร่วมพิธีมอบใบประกาศนียบัตร และปาร์ตี้กันอย่างสนุก

งานนี้เอาตัวรอดไปได้อีกงาน

สวัสดี อินเดีย

 

 

CONCLUSION :

ROYAL ENFIELD HIMALAYAN

P7190453.JPG

 

เป็นครั้งแรกผมได้ทดสอบรถที่ใช้เวลานานที่สุดคือ 10 วัน ที่ขี่รถจริงๆ จังๆ ปกติเทสต์รถก็แค่วันเดียว ทำ ให้ได้มองหลายมุมเกี่ยวกับ Himalayan

อย่างแรกคือคำ ว่า ‘เกินคาด’ กับสมรรถนะของรถ ทีมออกแบบคิดออกได้อย่างละเอียดและแยบยล เพราะด้วยราคาที่ไม่แพงมากเป็นที่ตั้ง โจทย์นี้จึงทำ ให้ผมไม่หวังอะไร

มากับรถรุ่นนี้ แต่ที่บอกว่าเกินคาดเพราะ

  1. ราคาถูก ถ้าให้เดา มาไทยก็คงไม่หนีรุ่น Classic มากเท่าไหร่ คือไม่น่าเกินสองแสนบาท
  2. ช่วงล่างมาแนวให้ใช้งานได้แบบสนุกๆ สไตล์เอ็นดูโร่ และในขณะเดียวกันก็ใช้ในชีวิตประจำ วันได้ ลองเอาชิลด์หน้าออกสิ
  3. อะไหล่ราคาถูก ลุยไหนไม่ต้องกลัวกระเป๋าฉีก
  4. เบาะนั่งสไตล์ทัวร์ริ่ง แต่วิ่งได้แบบเอ็นดูโร่ นั่งสบายใส่ปี๊บลุย
  5. ล้อหน้า 21 นิ้ว หลัง 17 นิ้ว มันใช่มาก
  6. ยาง SEAT ใช้งานได้ทั้งทางเรียบทางฝุ่น
  7. เครื่องยนต์ถ้าเร่งรอบได้ไม่มากมาไทยทำ ให้เร่งแซงลำบาก หวังว่าระบบหัวฉีดที่มาไทยจะทำ งานได้ดี
  8. ขอรุ่น S หรือ R ด้วยจะดีมาก ขอเครื่องยนต์ ที่ลากรอบได้สั้นๆ มันๆ เพราะสภาพถนนบ้านเราไม่เหมือนที่ไหล่เทือกเขาหิมาลัย
  9. Crash bar หรือโครงกันล้มที่ให้มา สามารถติดไฟเสริมหล่อได้ และกระเป๋าเท่อย่าง SW Motec, Kriega หรือ Touratech ได้
  10. ความสูงไม่มาก เหมาะกับคนเอเซีย

 

WRITER & PHOTOGRAPHER : CAP ‘P’
SPECIAL THANKS : ROYAL ENFIELD THONGLOR

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s