ตอนแรกมีแต่คนมาชวนทำคอนโด เพราะรถไฟฟ้ากำลังมา ทุกอย่างมันมาหมด เราก็มีความรู้สึกว่าถ้าทำอย่างนั้นมันก็ทำได้แต่… ถามว่าเรามีเงินเยอะจนถึงจุดที่มันเกินความจำเป็นแล้ว มันใช่ความสุขที่แท้จริงรึเปล่า เราก็มาถกเถียงกับใจของเรา ที่สุดเราก็บอกว่า เฮ้ยยังไงเราก็มีตังอ่ะ เราอาจจะไม่ได้มีตังเป็นระดับต้นๆ แบบเป็น celebrity หรืออะไร แต่เราก็ถือว่าเราอยู่ได้แล้ว ฉะนั้นวันนี้เราอยากจะเห็นความรู้สึกความเชื่อของเรา จิตสำนึกที่เราอยากจะลองทำอะไรซักอย่างนึงเพื่อให้มันเกิดประโยชน์ต่อสังคมเนี่ยมันจะเป็นยังไง มันก็เลยเป็นจุดเริ่มต้น บ้านเมืองเรามันก็เห็นอยู่ว่ามันมีความหลากหลาย และมันก็มีทั้งเรื่องที่เข้าใจได้และเข้าใจไม่ได้ และบางครั้งถึงมันจะเข้าใจได้แต่มันก็รู้สึกอลม่าน เราก็คิดว่าถ้าเราไปสนใจมันมากเราก็จะลืมว่าชีวิตเราจะทำอะไร เราควรกลับมาคิดว่าจะทำอะไรต่างหาก มันน่าจะดีกว่า ถ้าเรามัวแต่ทำไมคนนี้ต้องอย่างนั้นอย่างนี้ แล้วตัวเราล่ะ คุณจะเป็นใครล่ะ ถ้าคุณจะเป็นคุณก็เป็นเหอะ คุณไม่ต้องรอว่ามันต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ก่อน แล้วคุณค่อยเป็นที่คุณอยากจะเป็น คุณก็เป็นไปเลยสิ ส่วนที่มันทำแล้วมีประโยชน์ ก็ถือเป็นการพิสูจน์ว่าสิ่งเราเชื่อและเราทำมันมีส่วนที่ถูกต้อง แต่ถ้าเราเชื่อและทำแล้วมันไม่ใช่ มันผิด ก็ไม่เห็นเป็นอะไร มันก็ยังมีแรงที่จะคิดต่อว่ามีอะไรบ้างที่มันไม่ถูกต้อง ก็แก้ไขมันเสีย แล้วเวลานี้มันก็อยู่ในวันที่เราก็ผ่านอะไรมาเยอะ ผ่านการช่วยเหลือในหน่วยงานภาคการศึกษา ภาครัฐ ภาคเอกชน ก็ทำมาเยอะ แล้วก็ทำธุรกิจของตัวเองมาก็ 35 ปีแล้ว วันนี้ก็ 57 เราก็ยังมีแรงอยู่ ยังมีพลังอยู่ ยังปั่นจักรยานแบบร้อยสองร้อยกิโลได้อยู่ เราก็คิดว่าเฮ้ยเวลาผ่านแปบเดียวผ่านไปอีก 5 ปีมันก็จะเริ่มถอยละ ทำอะไรดีกว่า เมื่อตัดสินใจปุ้บก็ลงมือทำทันที
– สมชัย ส่งวัฒนา

IMG_5129

ช่างชุ่ย สื่อสารและเปิดโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่

ผมไม่ได้บอกว่าผมเก่งอะไรมากมาย แต่พอเรามาถึงจุดนี้ เราก็หันกลับไปมองว่าเรามาถึงจุดนี้ได้ยังไง เรารู้สึกอะไร เราค้นพบว่าเราเป็นคนไทยที่รักประเทศนี้ มีความภูมิใจในแผ่นดินนี้ในความเป็นคนไทย สักวันนึงเราน่าจะเป็นคนไทยที่สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศแล้วก็ในระดับสากลให้ได้ นี่เป็นสภาวะของจิตที่มันถูกปลูกฝังมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นก็จะเป็นคนที่ทำงานค่อนข้างเข้มข้น แล้วก็ไม่ค่อยกลัวอุปสรรคที่ผ่านพ้นมา อย่างพี่เนี่ยโตมาในยุคของ baby boom เป็นผลผลิตของสงครามโลก พ่อแม่ก็เลี้ยงลูกด้วยความรู้สึกว่าเด็กยุคนี้ต้องอดทนน่ะ แต่ gen หลังๆ เนี่ยเด็กไม่ได้โตอย่างพี่แล้ว ฉะนั้นระบบความคิดความอ่านเนี่ยมันไม่เหมือนกัน ของเรามันเป็นพวก Perception Learning แต่คนรุ่นใหม่เนี่ยเค้า Learning จากโลกที่อยู่ในอากาศ ซึ่งเราเชื่อว่าปัญญาของคนเนี่ยมันคือทุนที่น่าสนใจ เราเห็นคนที่สร้างชื่อเสียงในระดับ world class เนี่ย เค้าไม่ได้เริ่มจากที่เค้าเป็นเศรษฐี แต่เค้าเริ่มจากแนวคิดอะไรบางอย่างที่เขาคิดขึ้นมาได้แล้วก็ทำมัน เค้าสร้างปรากฎการณ์อะไรบางอย่างที่ยิ่งใหญ่ เราก็มีความเชื่อนะว่าศักยภาพของคนไทยในคนรุ่นใหม่ๆ ตั้งแต่เล็กกว่า gen x เล็กกว่า gen y เนี่ย เค้าเก่ง เราก็เป็นผู้ใหญ่ที่พยายามจะเชื่อมโยง พยายามจะมองว่าไม่ว่าคนจะอายุเท่าไหร่เนี่ย เค้ามีคุณค่าควรค่าแก่การศึกษาหมด ข้อดีคือเราไม่แก่ ไม่ว่าอายุเราจะขับเคลื่อนไปเท่าไหร่ก็แล้วแต่ แต่เราก็สามารถที่จะคุยกับน้องๆ แล้วเราก็เชื่อว่าสำนึกของเราในบางเรื่องเนี่ยคงเป็นโครงสร้าง แต่มุมมองของความใหม่ที่สังคมและโลกใบนี้ต้องการเนี่ย ผมคิดว่าเด็กรุ่นใหม่ๆ อาจจะสดกว่าเราด้วยซ้ำ ไอ้ความสำนึกตรงเนี้ยเราก็เลยคิดว่าจะทำยังไงดี เราก็เลยคิดว่าควรจะมีพื้นที่ซักแห่งนึงที่เราจะลองดูว่าถ้าเราเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ ซึ่งอาจจะเริ่มจบการศึกษา เริ่มสนใจอยากทำมาหากิน สมัยนี้เด็กก็ไม่อยากเข้าออฟฟิศ อยากมีอาชีพอิสระ เราก็ว่ามันน่าจะดีนะ แล้วก็ไม่ได้หมายความว่าที่นี่จะต้องลงทุนเท่านั้นเท่านี้ คุณพอมีทุนคุณก็อยู่ในระดับที่เราจะจัดสรรสถานที่ให้ พูดง่ายๆ คือคนที่เงินไม่ถึงพันก็ทำธุรกิจได้ หลักหมื่นก็ได้ หรือจะมากกว่านั้นเราก็ต้อนรับ แต่ว่าเราต้องขอดูว่าแนวความคิดของเค้าในการที่เค้าจะเข้าร่วมเนี่ยมันตรงกับความคิดที่มันจะมาช่วยรังสรรค์ให้ช่างชุ่ยเนี่ยมันมีชีวิตชีวาขึ้นได้รึเปล่า ฉะนั้นเราสนทนากับทุกคนที่มาที่นี่

ที่มาของพื้นที่ตรงนี้ ก่อนจะมาเป็นช่างชุ่ย

ความคิดเดิมเนี่ย คือผมเป็นภูมิแพ้ ผมจะหลีกเลี่ยงการอยู่แอร์ ถ้าผมจะต้องไปอยู่ตึกที่ไหนสักแห่งแล้วผมต้องอยู่ที่นั่นตลอดเนี่ย ผมจะรู้สึกไม่สบายตัว ผมก็เลยคิดว่าวันนึงผมจะทำตรงนี้ ที่ที่มันก็กำลังจะกลายเป็นเมืองที่มีแต่ตึกรามบ้านช่องสูงเต็มไปหมด ว่าถ้าผมปลูกต้นไม้ใหญ่ๆ แบบต้นละร้อยปี กระหน่ำเลยซักร้อยสอยร้อยต้น ปลูกต้นที่มันหายากๆ และท้าทาย แล้วเราจะทำออฟฟิศขึ้นมาแบบอยู่ใจกลาง ทุกคนมีพื้นที่อิสระ ไม่จำกัดว่าจะนั่งทำงานตรงไหน เรามีคอมให้เรี่ยราดไปหมด ทำงานแล้วก็เลื้อยไปได้เรื่อยๆ เลย อาคารมันมีต้นไม้เกาะไปหมด แค่คิดมันก็สนุกแล้ว ก็เลยจะทำแบบนั้น ..วันนึงไปนั่งร้านอาหารตามสั่งในซอย คนทำกับข้าวร้านแถวนั้นเค้าก็บอกว่า คุณลิ้มอย่าย้ายนะ ถ้าย้ายแล้วที่นี่จะเหงา เราเป็นเพื่อนบ้านกันนะ อย่าไปไหน พอได้ยินคำพูดนี้มันก็รู้สึกว่า เราอยู่ในฐานะผู้อยู่ใหม่จนวันนี้มันเกิดระบบสังคมที่เด็กของเราสองสามร้อยคนใช้จ่ายวันละร้อยสองร้อยบาทที่นี่ มันเกิดระบบที่ทำให้ทุกคนยืนอยู่ได้แล้ว และถ้าเราย้ายไปอาชีพเค้าก็หมดไป แววตาของเค้าเป็นแววตาที่ทำให้ผมรู้สึก… มันไม่ถึงกับวิงวอนนะ แต่มันเป็นความรู้สึกว่าเรามีไมตรีจิตต่อกันน่ะ ผมก็เลยคิดใหม่ งั้นก็เอาตึกแถวนี้แหละ ผมก็ไล่ซื้อตอนนี้ซัก 10-15 ยูนิต ทั้งต่อและไม่ต่อ ผมก็จะลองปลูกต้นไม้ในตึกแถวว่ามันเป็นยังไง ผมคิดว่าสองคูหาเนี่ยผมถล่มเลย (ผมยังไม่ได้ทำนะ) แต่ผมคิดว่าถ้ามันต้องเป็นแบบนั้น ก็ทำตรงนั้นสิ คุณอยากปลูกต้นไม้คุณก็ปลูกเลย ก็แค่ทุบตึกแล้วเอาต้นไม้ไปใส่แล้วก็ทำกระจกคลุมซะเลย จริงอยู่ว่าอาจจะไม่ได้ร้อยต้นหรอก แต่มันก็ยังมีต้นเล็กๆ ที่ปลูกได้ พอคิดได้แบบนี้ มันก็ไม่มีเรื่องที่จะต้องอาลัยอาวรณ์กับที่แปลงนี้ละว่าต้องทำออฟฟิศ ที่สุดก็ตัดสินใจว่ามันต้องกลายเป็นที่สาธารณะ แรกๆ ก็จะเอาเท่ คิดว่าจะทำเป็น Park เลย เอ้า! แล้วจะเอาเงินที่ไหนวะ ก็เลยเอางี้ เอาแบบกึ่งๆ ก็แล้วกัน ที่นี่มันเป็นพื้นที่กึ่งธุรกิจ กึ่งสวน เป็นสวนที่จะทำให้คนรู้สึกว่ามันทำมาหากินได้ มาเยือนได้ มาเรียงร้อยขบวนความคิดได้ โมเดลของที่นี่ก็ใหญ่พอสมควร ถ้าขาดทุนอยู่ไม่ได้ก็อายเขา จะอยู่ที่นี่แบบร่ำรวยเป็นเศรษฐีมันก็ไม่ได้หรอก เพราะโครงสร้างมันหาเงินได้ไม่เยอะ และตึกซะส่วนใหญ่ก็บริจาคไปแล้ว ก็หวังว่าให้พออยู่ได้ แล้วถ้าธุรกิจมันได้กำไรเราก็แบ่งปันกัน เราเชื่อว่าที่นี่จะเป็นที่ๆ ให้โอกาสกับคนรุ่นใหม่ และให้พี่ๆมีโอกาสมาเชื่อมโยงและเชื่อมตำนานกัน คนเก่าเจอคนเก่าก็จะคุยแต่เรื่องเก่าๆ แต่ถ้าคนเก่าเจอคนใหม่ในที่ใหม่ พี่ว่ามันคงจะมีคนทะเลาะกันบ้างแต่ก็จะได้กลับไปคิด ที่นี่อาจจะทำให้คนคิดว่า เอ้อทำไมเราเพิ่งมาเจอกันIMG_4717
คอนเซ็ปและโครงสร้างจากของเหลือใช้ กับ รากที่มาจากคำว่า Nothing is Useless ไม่มีอะไรที่ไร้ค่า

คือพี่เป็นคนนับถือ construction แต่พี่ก็ชอบทำลายมันมากที่สุด พี่ต้องค้นให้รู้ว่ารากของสิ่งนั้นคืออะไร เพราถ้าเราทำแบบไม่รู้ว่า construction นั้นมันคืออะไรเท่ากับตายหยังเขียด การที่คุณจะออกมานอกกรอบคุณต้องรู้ว่ามันดีกว่าในกรอบยังไง คือถ้าแม่งไม่ดีกว่าแล้วออกไปทำไม เราต้องรู้ว่าเบสิคของมันอยู่ตรงไหน โครงสร้างของมันอยู่ตรงไหนให้แม่นก่อน เมื่อแม่นแล้วมันจะสนุกตอนที่คุณโดดออกมา ที่นี่ถูกสร้างมาเป็น construct แต่มันมีการถูกทำลายเป็นระยะๆ คือถ้าเสาเข็มคุณดี พื้นฐานแน่น จากนี้จะสร้างต่อเติมอะไรประหลาดๆ แล้วเนี่ย ยังไงมันก็ไม่ล้ม แต่ถ้าฐานคุณไม่แน่นแล้วใส่อะไรประหลาดๆ ลงไปยังไงมันก็โค่น พี่เป็นคนทบทวนเรื่องแบบนี้เสมอ ภาษาพี่คือรากสู่ใบ-ใบสู่ราก คนส่วนใหญ่มันอยู่ในบริโภคนิยมอ่ะ มันซื้ออย่างเดียวโดยไม่สนใจว่ารากมันเป็นยังไง แต่ประเทศที่เค้าไปถึงจุดนึง เค้าสนใจว่ารากมันมายังไงต่างหาก วิธีการทำงานสำหรับช่างชุ่ยเลยเป็นว่าผมพยายามจะหลีกเลี่ยงวิธีการก่อสร้าง วิธีการทำงานที่มันอยู่ในแผนภูมิเดิมๆ เดี๋ยวนี้ต้องบอกว่าโลกมันเหมือนกันหมดน่ะ แล้วเราจะทำยังไงล่ะที่อย่างน้อยตัวอาคารคุณมันก็ยังเตือนใจเราว่าจริงๆ มั้ยที่ว่าคุณไม่มีเงินแล้วชีวิตคุณอยู่ไม่ได้ จริงๆ มั้ยว่าคุณต้องร่ำรวยมหาศาล เราคิดว่าไม่จริงอ่ะ เราสามารถทำอะไรก็ได้ถ้าเรามีปัญญา ..อย่างเหล็กดัดเนี่ยเค้ากำลังจะเอาเข้าโรงหลอมอยู่แล้ว อายุ 60-70 ปี เป็นแบบ super complicate เลยนะ แล้วเราคิดว่าเค้าจะต้องเข้าไปอยู่ในเตาหลอมกลายเป็นเหล็กราคากิโลละ 10-20 บาท ช่างที่ดัดก็คงเสียชีวิตไปแล้ว จิตวิญญาณของคนที่ทำเนี่ย มันลึกซึ้งและยิ่งใหญ่ หน้าต่างไม้สักนี่ก็ถูกทิ้ง เราก็มีไปพูดคุยและขอซื้อ เขาก็ถามจะซื้อไปทำไม เราก็ถามว่าแล้วคุณขายใคร เขาก็บอกว่าเค้าก็ขายคนที่จนกว่าชั้นน่ะ เช่น วัดหรือโรงเรียนที่เค้าไม่มีทุน แล้วที่ชั้นขายน่ะชั้นก็ไม่ได้มีกำไรอะไรมากมายหรอกแต่ชั้นก็ถือว่าช่วยเหลือ แล้วคุณเป็นใครขับรถซะดี มาซื้อไปทำไม เราก็บอกว่าผมก็คงจะเอาไปทำอะไรที่ผมอยากทำน่ะ คุณถามผมมากๆ ผมก็ไม่รู้จะอธิบายคุณยังไง ไว้ว่าถ้าเสร็จแล้วคุณอยากมาคุณก็มา มันก็เลยเป็นที่มาว่าเราพยายามจะดึงของที่มันถูกมองว่าเป็นของด้อยค่ากลับมา เราไม่ได้ใช้เงินเป็นน้ำมัน แต่เราใช้ปัญญาและจิตวิญญาณ ผมใช้ความรู้สึกด้วย ตอนอยู่บ้านนอกได้ยินเสียงฝนตกลงบนแผ่นสังกะสี ไฟนี่ก็อาจจะล้อกับไฟตะเกียง ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันไม่มีแล้วแต่ผมเคยรู้สึกและมันโคตรประทับใจเลย แต่สังคมเมืองกำลังสร้างอะไรที่ไม่ใช่แก่นของประเทศนี้ แล้วแก่นของประเทศนี้จริงๆ มันก็ถูกทำลายไปเรื่อยๆ อย่างชนิดว่าถ้าคุณจะเสียดาย คุณจะต้องเสียดายทุกอย่างเลย เพราะทุกอย่างกำลังถูกทำลายทั้งที่คุณรู้และคุณไม่รู้ ก็เลยหวังว่าที่นี่ เราขอเอาของที่คุณจะทำลายแล้วมาสร้างชีวิตใหม่ให้มัน แล้วมันไม่ได้ดูแลง่ายนะ มันดูแลยาก แต่ไม่เป็นไรหรอก เพราะวิถีอย่างนี้คนต่างจังหวัดน่ะ ฝนฟ้าตกโดนน้ำรั่วหน่อยจะเป็นไรไปล่ะ คุณก็หลบมาหน่อย หรือที่นี่อาจจะมีแมลงมีนกเข้ามา ก็เกิดระบบนิเวศน์กันไป เราต้องใส่ springer อีกประมาณสามพันกว่าหัว เพื่อสโมคให้มันชุ่มชื้นหมด เพื่อให้กลางคืนสบาย กลางวันไม่ร้อน แล้วพื้นที่ไหนที่มีต้นไม้ปกคลุมเนี่ยมอสมันก็จะขึ้น แล้วเราก็พยายามหาผู้รู้ที่เข้ามาจัดการเพื่อนำไปสู่การไม่ใช้สารเคมีเลย ใช้วิธีธรรมชาติทั้งหมด ผมหวังไว้เลยว่าจะต้องมีนกพันธุ์ประหลาดๆ มาที่นี่ อีกอย่างที่นี่เป็นสวนกะท้อนเก่าซึ่งเป็นสวนกะท้อนที่ดีที่สุด แล้ววันนี้มันไม่มีแล้ว ผมก็จะปลูกต้นกะท้อนกลับขึ้นมาใหม่ ผมอยากให้รู้ว่าก่อนที่นี่จะกลายเมืองมันคืออะไร ผมจะดีใจมากเลยถ้าวันนึงได้พาต้นไม้เค้ากลับมาอยู่ในอุณหภูมิที่เค้าชอบที่สุด ในดินที่เค้าชอบที่สุด แล้วผมก็พยายามจะแสวงหาเรื่องราวเหล่านี้ ผมจะเอามันกลับมาใหม่IMG_4729ในส่วนของโครงสร้าง การที่ผมไม่ได้จบ architect ไม่ได้จบ interior มันก็เลยทำให้ผมกล้ากว่า แล้วคนที่มาก็จะบอกว่าเฮ้ยคุณลิ้มใจถึงว่ะ คือกล้าทำเงี้ยผมว่าคุณใจถึง ผมก็คิดว่าผมใจถึงอะไรวะ ไม่เห็นจะต้องใจถึงเลย ผมมีความอุตสาหะและก็ดูไปเรื่อยๆ มันก็คือองค์ประกอบศิลป์ขั้นพื้นฐานน่ะ แล้วพอนึกอะไรไม่ออกผมก็นึกถึงงาน Mondriaan ที่มีทั้งแบบ symmetry และไม่ symmetry อะไรอย่างนี้ เราก็เรียงไปก็สนุกอ่ะ และสุดท้ายก็เข้าสู่กระบวนการคิดในเชิงการแก้ปัญหาละ เฮ้ยคุณจะปิดจบยังไง ตรงนี้ขาดต้องเอาสังกะสีมาทด เฮ้ยกระจกได้มาแผ่นแบบนี้จะทดยังไงอะไรแบบนี้ มันอาจจะรู้สึกว่าทั้งหมดดูแตกต่าง แต่จริงๆ แล้วมันก็คืออาคารมินิมอลดีๆ นี่เอง แค่ว่าในความมินิมอลมันมี texture อะไรบางอย่างที่มันน่าสนใจ แล้วจริงๆ มันก็เป็นงานธรรมดาที่สุด งานของชาวบ้านชาวช่องที่ยากจนเหลือเกิน มีคนมาดูแล้วบอกว่าเมื่อไหร่จะทาสี น่าจะทาสีหน่อยนะ ทำไมสังกะสีมันเก่าอย่างนี้ เราก็บอกว่าไม่ทาหรอกครับ คิดว่าสวยแล้ว เขาก็มาบอกว่าเชื่อผมเถอะทาสีแล้วจะสวย ซึ่งเราก็บอกเฮ้ยมันเสร็จแล้ว (หัวเราะ)

ช่างชุ่ยได้รับความร่วมมือจากศิลปิน คนรุ่นใหม่ มากหน้าหลายตา

ผมก็โชคดีที่พอมีเพื่อน พอมีเครดิต คงมองว่าเอ้อก็เป็นคนดี เค้าก็มาช่วยเราอย่างติ้ว (วศินบุรี สุพานิชวรภาชน์) เค้าก็มาช่วยถ่ายรูป ไม่ยอมกินข้าวกินปลา ขอรูปไปลงช่างชุ่ยก็บอกได้ครับพี่ถ้ามันมีระโยชน์ หรือพิเชษฐ์ กลั่นชื่นมาก็บอกเดี๋ยวผมจะทำตรงนั้นตรงนี้นะครับ บอย โกสิยพงศ์มาก็บอกว่าผมจะทำ museum in the museum แล้วกัน ผมจะเอาของสะสมยุค 70-80 มาโชว์ แล้วผมจะเอาศิลปิน Love is มาทำอะไรสนุกๆ ด้วย ไอ้ป๊อดมาก็จะทำงานศิลปะ กลายเป็นว่าศิลปินเพลงอยากมาทำงานอะไรที่ไม่เกี่ยวกับเพลง แล้วทุกคนมาก็ไม่ได้บอกว่าผมจะเรียกค่าตัวเท่าไหร่ แต่ทุกคนมาพร้อมกับเรื่องราวของตัวเองที่ยื่นมาว่าผมจะทำแบบเนี้ย คุณลิ้มยอมมั้ย โอเคมั้ย เราก็บอกเอาเลย ที่สุดก็อยากจะตอบคำถามนี้ว่า มันคงเป็นเรื่องของคนที่อยู่ตรงนี้ร่วมกันแหละว่าเค้าอยากจะเห็นอะไร ในอนาคต
IMG_4930
มูลนิธิช่างชุ่ย
ตอนที่ทำช่างชุ่ยเนี่ยคิดไว้ว่าอยากมีมูลนิธิ เราเชื่อว่าที่นี่จะเชื่อมกับโลกทั้งใบ เราต้องยอมรับว่าเรามีสิ่งที่ดีและมีค่าควรทะนุถนอม ในขณะเดียวกันเราก็ต้องเคารพสิ่งต่างๆ มูลนิธิจะเป็นตัวเชื่อมโยงให้คนมีจิตบริจาาคหรือให้การช่วยเหลือ คือถ้าที่นี่เป็นธุรกิจเพียวๆ แล้วถ้าเขาขอมาสองล้านเหรียญ จะเอาที่ไหนไปจ่ายเค้า แต่ถ้าเราแบบช่วยเถอะเพื่อให้เด็กไทยได้ฟังได้เห็น ถ้าคุณคิดอะไรไม่ออกก็ถือว่าได้ร่วมกันทำบุญแล้วกัน เราคิดว่าถ้ามีมูลนิธิเนี่ยจะทำให้เราทำงานได้ง่ายขึ้น สองถ้าเรามีทุนเราก็อยากจะเปิดโอกาสให้คนที่เค้าจะรังสรรค์งานขึ้นมาใหม่ๆ สร้างความสุนทรีย์ให้กับคนที่นี่หรือประเทศนี้ หรือคนที่จะมาที่นี่ และเพื่อนคนที่เรารู้จักที่ก็ถือว่าเป็นเบอร์ต้นๆ ของโลกนะ เค้าพูดมาคำเดียวเลยยูคิดว่าจะมีคนไทยกี่% ต่างชาติกี่ % เราก็บอกคนไทย 70 ต่างชาติ 30 ตอนเค้าจะขึ้นรถเค้าก็เชคแฮนด์ผมแล้วบอกว่า my friend 50-50 นะมันจะได้เซ็กซี่ เค้าบอกว่ามันจะทำให้กระบวนการเชื่อมโยงเกิดขึ้นได้รวดเร็วมาก ผมก็คิดว่าเค้าพูดถูก แล้วก็หวังว่าที่นี่ที่สุดแล้วมันจะมีคนต่างชาติเข้ามาเยอะ ผมว่ามูลนิธิอาจจะเอื้อประโยชน์ให้กับผู้คนที่นี่ ถ้าหากจะมีเศรษฐีใจบุญอยากจะบริจาคให้เรา เราก็เปิดโอกาส มันจะเป็นแบบว่าพวกเราที่นี่มีอุดมการณ์ พวกเราปิดกั้นทุนนิยม ผมว่ามันไม่ใช่ ถ้าหากที่นี่จะเข้าตานายก อยากจะให้งบประมาณอะไร เราก็รับสิ ผมว่าถ้าผมสามารถไปเชิญเศรษฐีทั้งไทยและเทศให้มาสนใจที่นี่ได้ เราก็จะมีโอกาสมากขึ้นสำหรับคนที่ไม่มีโอกาส สอง ถ้าภาครัฐเห็นความสำคัญและมาช่วย มันก็จะเปิดโอกาสให้กับคนที่นี่ และโอกาสคืออนาคตของพวกเค้า กำไรของที่นี่คืออนาคต แล้วอนาคตของที่นี่น่ะ… พี่ก็ไม่รู้นะ แต่จิตที่คิดจะรับไม่สุขใจเท่ากับจิตที่คิดจะให้ แล้วพอมีจิตแบบนี้เข้ามาเยอะๆ มันรู้สึกว่านี่มันคือเสน่ห์ของคนไทยและความเป็นไทย ถ้าทำที่นี่สำเร็จไม่สำเร็จก็แก้ไขกันไป ถ้าแก้แล้วก็ไม่สำเร็จจนจำเป็นต้องปิดที่นี่ ก็ปิดมัน ก็ไม่เห็นเป็นไร แต่อย่างน้อยเราก็ฉลาดขึ้น แต่ถ้ามันไปได้แล้วทุกคนมีความสุข เกิดสำนึกและความเชื่อที่เรามีมันเป็นเรื่อง ถูก ขึ้นมาล่ะ พี่ก็จะดีใจกับมันมากเลยเพราะมันก็กลั่นกรองมาจากการเดินทางกว่า 35 ปีของพี่ แล้วที่นี่พี่ก็ทำด้วยความวิริยะอุตสาหะ เพราะมันไม่สามารถกดปุ่มจ่ายเงินแล้วมันมาได้เลย

ในเรื่องราวที่ผ่านมาและมันจะวนกลับไปสู่รุ่นเก่า เพราะผมเชื่อว่าเรื่องที่ใหม่ที่สุดเนี่ย ที่สุดแล้วคุณก็ต้องกลับไปสู่เรื่องที่เก่า และเรื่องที่เก่าน่ะมันเป็นอนาคตที่สุดที่คุณต้องเหลียวแลเค้า ผมแทบไม่เชื่อว่าความคิดแนว avant-garde จะมีจริงเลย ผมแทบจะไม่เชื่อเลย ไม่ว่าต่อให้วันนึงไม่ต้องใช้โทรศัพท์นะ กลายเป็นส่งกระแสจิตเนี่ย ผมก็จะบอกว่าค้าส่งกันมาตั้งนานแล้ว เราอาจเป็นระบบสุริยจักรวาลที่ห่วยแตกที่สุดในระบบที่มีเป็นล้านล้านระบบก็ได้ แล้วเราจะบอกว่าเรากำลังสร้างสิ่งใหม่ได้ยังไง มันแทบจะไม่มีเลย เราก็ยืมกันไปกันมา ดัดแปลงนี่แล้วบอกว่าใหม่
Untitled-2
คุณลิ้มค้นพบอะไรจากการสร้างสรรค์ครั้งนี้
การเดินทางมันพิสูจน์ให้เห็นว่าผมสำนึกอยู่ตลอดว่าประเทศเป็นส่วนหนึ่งของเรา สังคมเป็นส่วนหนึ่งของเรา และเราจึงต้องรับผิดชอบต่อสิ่งเหล่านั้น ผมตระหนักนะ ผมบอกได้เลยว่าผมรักประเทศไทย และผมเป็นคนไทย ไม่ว่าใครจะบอกว่ามันดีหรือไม่ดี ชั้นก็จะบอกว่าชั้นเป็นคนไทย วันนี้ถ้าเรามีสำนึกว่าประเทศนี้เป็นส่วนหนึ่งที่เราต้องช่วยกันดูแล เราจะทำอะไรในหน้าที่ของเราล่ะ ทั้งหมดมันเป็นความเชื่อของผมที่ผมเล่ามาให้ฟังมาทั้งหมด แล้วถ้ามันถูก สิ่งนี้มันก็ควรจะก่อให้เกิดอะไรบางอย่าง เพราะผมเอาประสบการณ์ทั้งหมดในชีวิตการทำงานมาใช้ และเราได้มีโอกาสทำพื้นที่ๆ เป็นอิสระของเรา มันไม่จำเป็นต้องเป็นอย่างที่ผมเคยคิดฝันเอาไว้ แต่ถ้ามันจะใช่ซัก 50% มันก็สุขสำหรับผมแล้ว แล้วถ้าปรากฎการณ์นี้ทุกคนช่วยกันทำให้มันถูกต้องขึ้นเรื่อยๆ มันอาจจะเป็นโมเดลที่น้อยนิดนะ แต่มันจะเป็นข้อคิดเห็นที่ใหญ่มากสำหรับสังคมบ้านเมืองของเรา หรือหลายคนในโลกใบนี้ที่ได้มาที่นี่ ทั้งหมดก็คือใช้ประสบการณ์ทั้งหมด บวกกับสำนึกที่ได้ทบทวนมาแล้ว และทำมันออกมาอย่างเต็มกำลังและความสามารถ และไม่เสียดายถ้ามันจะไม่เป็นไปตามที่คิด มีคนถามว่ากลัวเจ๊งมั้ยก็บอกว่าไม่กลัว เพราะตั้งแต่ทำวันแรกก็คิดแล้วว่าถ้าเจ๊งแล้วมันจะเป็นยังไง ก็บอกว่าไม่เป็นไร แต่ทุกคนที่มาที่นี่ก็ต้องดูแลตัวเองนะ คุณต้องดูแลผมด้วยนะ เพราะผมก็ดูแลคุณ ถ้าทำแล้วเหนื่อยผมก็เลิก

ข้อคิดเห็นทั้งหมดเนี่ยมันเป็นแค่ความเชื่อของผม ใครจะเชื่อไม่เชื่อผมพร้อมที่จะถูกว่าอยู่แล้ว เราถือว่าทุกคนต้องเป็นอิสระ และทุกคนต้องมีความเชื่อเป็นของตัวเอง สิ่งที่ผมพูดถ้าคุณเชื่ออะไรคุณก็เขียน คุณไม่เชื่ออะไรก็แย้งได้ตลอด ที่สุดแล้วคนอ่านนี่แหละเค้าก็จะคิดตามเราเอง

“บางครั้งผมก็อยากให้คนที่จะมาอยู่ที่ช่างชุ่ยช่วยกันตอบคำถามเหล่านี้มากกว่า มันจะได้มีความหลากหลาย และความหลากหลายนั่นต่างหากที่จะทำให้ที่นี่เดินทางต่อ ทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆ ขึ้น และความหลากหลายนั้นมันไม่ใช่ของพี่ มันคือของเราทุกคน ส่วนจะรับมุมไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละคนจะรับยังไง ที่นี่มันขับเคลื่อนด้วยสมองซีกขวาโดยบาล๊านซ์กับซีกซ้าย ทุกสาขาอาชีพเรามาครอสและอยู่ร่วมกัน”

ตีพิมพ์ครั้งแรกใน The Jam Factory Magazine #Issue25 Feb.-Mar. 2017
https://www.facebook.com/thejamfactorymagazine
อัพเดทจุดวางหนังสือ: http://bit.ly/JamMagDistributionPoints
สมัครสมาชิก: http://bit.ly/JamMagSubscription

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s