ว่ากันว่า 90s เป็นยุคแห่งความขบถที่ทำให้ผู้คนได้ปลดปล่อย และสะท้อนความเป็นตัวของตัวเองออกมาได้อย่างชัดเจนที่สุด รวมถึงยังเป็นยุคที่เพลงและแฟชั่นได้ส่งอิทธิพลต่อการใช้ชีวิตของคนในยุคนั้นอย่างสูงเหมือนกับที่ influencer ทั้งสาม พี่ป๊อด Moderndog พี่จี๊ด พิชิต วีรังคบุตร Exhibition And Event Director แห่ง TCDC และพี่หลง เศรษฐพงศ์ โพวาทอง อดีตบรรณาธิการนิตยสาร Katch และ Arena ศิลปินแนวคอลลาจชื่อดังของเมืองไทย ได้แสดงออกถึงตัวตนที่ชัดเจนจากยุคนั้นส่งผ่านมายังยุคนี้ และจากประเด็น 90s ที่ถูกถกเถียงกันอย่างหนักหน่วงในโลกของโซเชี่ยลเวลานี้ เราจึงได้เชิญคน 90s ตัวจริงทั้งสามมาร่วมพูดคุย และไขข้อข้องใจถึงรากฐาน วัฒนธรรมทั้งดนตรี แฟชั่น และภาพยนตร์ของยุคนั้นกันอย่างเข้มข้นรวมถึงยังมี พี่หมู นนทวัฒน์ เจริญชาศรี Creative Director ของเรามาร่วมแจมและบอกเล่าเรื่องราวของยุคไปด้วยกัน

IMG_0061.jpg

ความเป็น 90 ของแต่ละคน
จี๊ด: สำหรับเรา น่าจะแบ่งเป็น 3 ช่วง ครึ่งแรกเราโตมาในยุค 80 อีกทีนึง ซึ่งจะเป็นยุคที่ไม่มีอะไรเลย คือเป็นยุคของอนาล็อก ทุกอย่างชัดเจน ร็อคเป็นร็อคป็อปเป็นป็อป หมวดในร้านขายเทปหรือซีดีชัดเจนมาก พอข้ามมาต้น 90 ฝั่งอเมริกันจะมีอิทธิพลกับประเทศไทยค่อนข้างมาก ทั้งวิธีการแต่งตัว เสื้อผ้า แต่ก่อนถ้าซื้อเสื้อคือไซส์ต้องใหญ่มาก พอ 90 ตอนต้นมาเจอ Nirvana เพลงก็จะนำาแฟชั่น 94 มีความเป็นอังกฤษมากขึ้น เราเปลี่ยนหมดเลย ช่วงต้นจะเน้นใส่แบรนด์ พอเขยิบเข้าไปวิธีการเปลี่ยน เพลงที่ฟังก็เปลี่ยน มันเริ่มมีของหลายอย่างเข้ามาทั้งเพลงและแฟชั่น แฟชั่นมีการ crossover ชัดๆ อย่าง Jean Paul Gaultier มีการนำเอาเรื่องของวัฒนธรรมเข้าอยู่ในคอลเลกชั่นค่อนข้างเยอะ ช่วงแรกของเราคือการผ่านจากอนาล็อกมาเจอดิจิตอล เริ่มมีการมิกซ์แอนด์แมตซ์ ลองผิดลองถูก เพราะมีความหลากหลาย มีแมกกาซีน Wallpaper* เกิดขึ้นมา เป็นแมกกาซีนที่ไม่เคยเห็นมาก่อน มันล้ำมาก ตั้งแต่เริ่ม 90 มามันทดลองทุกอย่าง และเริ่มหาแนวทางเป็นของตัวเอง หนังสือ แฟชั่น เพลง แม้กระทั่งอุตสาหกรรมหรือของที่เป็นโปรดักท์อย่างรองเท้าที่เรียกว่าเป็นตัวเปลี่ยนสำหรับเราคือ Nike Air Max 95 หลังจากนั้นอุตสาหกรรมรองเท้าก็พุ่งไปอีกแบบ ทำให้ผู้บริโภคมีสิทธิ์เลือกมากขึ้น ในกลุ่มเพลงมีป็อปร็อค ใน Tower Record ตอนนั้นมีกลุ่มแยกออกมาอีกกลุ่มคืออัลเทอร์เนทีฟ ไม่ใช่ independent นะ มันคืออัลเทอร์เนทีฟเป็นประเภทของเพลงที่เค้าไม่รู้ว่าจะเอาไปลงในประเภทไหน ช่วงกลางเพลงกับแฟชั่นจากอังกฤษมีอิทธิพลกับโลกค่อนข้างเยอะ การเกลียดกันระหว่าง Oasis กับ Blur ทำาให้แฟนเลือกข้าง คนที่ชอบ Blur ก็จะเกลียด Oasis ไปเลย แล้วก็จะมีวงที่แตกออกมาเป็นเฮ้าส์เป็นอะไรอีกมหาศาล ยุคปลายจะมาทางอิเล็กทรอนิกส์ คอมพิวเตอร์เริ่มเข้ามามีบทบาททำให้การเข้าถึงข้อมูล หรือการครีเอชั่นทำได้ง่ายขึ้น ถ้าถามเราๆ ว่ามันเป็นช่วงที่เห็นความหลากหลายค่อนข้างเยอะ ถ้าโตใน 80 เราจะไม่คิดว่าตัวเองเป็นตัวเองได้ขนาดนี้ ในยุค 90 ส่งเสริมให้เราเป็นตัวของตัวเองได้ มีตัวเลือกในทุกๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นแฟชั่น หนัง หรือเพลง ทำให้คนมีทางเลือกและสะท้อนในสิ่งที่ตัวเองเป็นออกมา

ป๊อด: ของเราเริ่มมีจุดเปลี่ยนตอนที่เข้ามหาลัยปี 1 คือตรงกับปี 90 พอดีตอนปี 2 ไปดูเพื่อนประกวดวงดนตรีที่แข่งขันในระดับมหาวิทยาลัย แล้วเราได้ไปเห็นวิถีการประกวด วงดนตรีที่มาเล่นก็จะเลือกเพลงที่เป็นฟิวชั่นแจ๊ส บางวงก็เลือกเครื่องแต่งกายที่เหมือนกันแต่ต่างสี เราเกิดคำถามในใจว่าจริงเหรอวะ ถ้าอยากประกวดวงดนตรีแล้วจะชนะต้องมีรูปแบบนี้เหรอ เดี๋ยวปีหน้าจะประกวดบ้างแล้วจะเล่นเพลงที่หนวกหูที่สุด ที่จุฬาฯ สถานที่ประกวดเค้าใช้หอประชุมจุฬาฯ ซึ่งศักดิ์สิทธิ์มาก มันเป็นโอกาสเดียวในชีวิตที่เราจะทำเสียงหนวกหูในพื้นที่แห่งนั้นได้ แค่นั้นเอง Moderndog เลยเกิดขึ้นจากตรงนั้น เราเลยเลือกประกวดแล้วเอาเพลงของ Nirvana อย่าง Smell like teen spirit และ Red Hot Chili Peppers เพลง Under the Bridge กับ Give it Away มาเล่น มันหลุดมากแล้วกรรมการก็งง แข่งประมาณ 5 รอบ รอบแรกกะจะได้แข่งที่หอประชุม ปรากฏว่าปีนี้ขอย้ายไปแข่งที่ใต้ถุนหอพักชาย (หัวเราะ..) แต่รอบสุดท้ายมันวนกลับมาที่หอประชุมจุฬาฯ ก็ถือว่าฟินอยู่ พอประกวดเสร็จแล้วคิดว่ากว่าเราจะมาถึงจุดนี้เราทุ่มเทเยอะมาก ทั้งซ้อมทั้งคิดอะไรต่างๆ เลยคุยกับเพื่อนว่าทำไมไม่ทำอัลบั้มกัน เราเริ่มทำอัลบั้มกัน ตอนปี 4 พอเรียนจบปุ๊บเพลงเสร็จพอดี ในจังหวะนั้นเบเกอรี่มิวสิคเป็นเพียงแค่บริษัทโปรดักชั่นเฮ้าส์ที่รับทำเพลงโฆษณา เราทำาเพลงเสร็จเลยคุยกับพี่สุกี้ว่า
เราไม่อยากเอาเพลงไปขายค่ายใหญ่ ทำไมพวกพี่ๆ ไม่เปิดค่ายกันเองซะเลย เบเกอรี่มิวสิคเลยกลายเป็นค่ายเพลงขึ้นมา ปี 94 เรามองว่ามันอาจจะเป็นยุคอัลเทอร์แต่อีกฝั่งนึงก็มีอาร์แอนด์บีด้วยนะ แม้กระทั่งกระแสโลกก็มี Babyface อะไรพวกนั้น มีฝั่งเพลงเพราะคือเพลงพี่บอย ซึ่งก็เติบโตมาเป็นสายพี่สมเกียรติ ขยายไปถึงพวกโดโจ ทางฝั่งร็อคจะเป็น Moderndog, Yokee Playboy, อรอรีย์ หรือ Crub ที่ออกมาพร้อมๆ กัน

หมู: ตอนนั้น Moderndog ไม่ได้ใหม่แค่เพลงนะ กราฟิกดีไซน์ หรือปกอัลบั้มของเบเกอรี่เป็นอะไรที่มาก่อนกาล คือพี่ทอม ตอนนั้นยังไม่รู้จักพี่ทอม แต่ได้ยินพี่ป๊อดชอบพูดถึงพี่ทอม มีอะไรก็แล้วแต่ต้องถามพี่ทอมก่อน เราก็อยากรู้ว่าพี่ทอมคือใคร

ป๊อด: เค้าคือคนตั้งชื่อวง Moderndog เป็นคนที่มีอิทธิพลมากในแง่ของอาร์ทไดเรคชั่นและครีเอทีฟ ตอนที่ตั้งวงอยู่ปี 3 พี่ทอมก็ประทานชื่อนี้มาให้ที่ผมชอบรุ่นพี่คนนี้คือหนึ่งเค้าเป็นรุ่นพี่ที่โรงเรียนสวนกุหลาบ เคยให้มาวาดคัทเอาท์ เค้าวาดนกได้เหี้ยมาก (หัวเราะ…) จำาได้เลยว่าพี่คนนี้วาดแล้วต้องมาแก้ใหม่ แต่ช็อตตอนเข้าปีหนึ่ง รุ่นพี่คนนี้อยู่ปีสาม ผมเห็นเค้าใส่เสื้อวง U2 ซึ่งตอนนั้นผมแม่งบ้า U2 มาก เลยได้แฮงค์เอาท์กัน เพราะชอบฟังเพลงคล้ายกัน

หมู: นอกจากเพลงแล้ว พี่ป๊อดถือเป็นผู้นำาแฟชั่นด้วย เหมือนพี่ป๊อดทำอะไรแล้วทุกคนฮิตตาม

ป๊อด:เราว่าช่วงที่ชัดเจนที่สุดคือเสื้อตัวเล็ก เพราะคือช่วงแรกของประเทศไทยที่ผู้ชายหันมาใส่เสื้อตัวเล็ก คนที่เป็นสไตลิสต์ของ Moderndog ตอนนั้นคือคุณฟิโอน่า แกรแฮม ซึ่งเพิ่งเรียนจบจากอังกฤษ เค้าเรียนด้านแอคติ้งมา พอได้มาคุยกันเรื่องคอนเซ็ปต์ Moderndog มีความสนใจในเรื่องของรากไทย สนใจ
บุษบา มานี กะลา ทุเรียน ปกก็เป็นภาพดาราเก่าๆ เรามีความคิดคล้ายๆ กันมันจูนกันพอดี ก็เลยพากันไปเลือกซื้อโสร่ง เสื้อยืดที่สำเพ็ง เค้าหยิบเสื้อเด็กตัวเล็กเหี้ยๆ อย่างแจ็คเกตก็เป็นแจ็คเกตถูกๆ ที่ได้มาจากสำเพ็งแล้วซื้อไซส์เด็กเอามาให้พวกเราใส่ เราจะแซวกันว่ามึงแม่งเหมือนตุ๊กแกเหมือนจิ้งจกเลยว่ะ (หัวเราะ…) แต่ปรากฏว่ามันกลายเป็นความท้าทายในเวลานั้น มีการเอาเสื้อแถมเสื้อเลือกตั้ง เสื้อกระทิงแดงมาใส่ แล้วเราได้ไอเดียมาจากชุดนักการภารโรง ชุดลูกเสือ ทำาไมคนอื่นต้องแต่งตัวให้ดูแกรมกันวะ เราเลยไปแต่งชุดนักการเสื้อลูกเสือ มันเลยลามไปถึงชุดเนตรนารี เหมือนเป็นการกบฏในเวลานั้น เราบ้าฝรั่งกันมาก เลยอยากจะดึงความเท่ของไทยออกมา ถ้าคำสมัยนี้เค้าเรียกไทยเท่ใช่มั้ย มันคือการคิดแบบนั้นว่าของไทยที่เท่ก็มีนะเว่ย เพียงแต่เราจะมองเห็นความเท่ของมันรึเปล่า

หลง:ของผมจะคล้ายๆ กับที่จี๊ดพูดคือจะมีอะไรที่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอยู่จุดนึงพอเราไปสัมผัสตรงนั้นแล้วเลยค่อนข้างที่จะเก็บข้อมูลและประทับใจมัน อย่างต้นยุค 90 ยังสนใจอะไรจิปาถะ อะไรที่ป็อปๆ ทั่วไปอยู่ พอตอนไปเรียนที่อังกฤษปี 94 เป็นช่วงที่อัลเทอร์เนทีฟดัง เราก็จะชอบฟังพวก Oasis หรือ Blur การแต่งตัวจะได้รับอิทธิพลอะไรพวกนี้ ที่อังกฤษผู้ชายใส่เสื้อฟิตไม่ได้ถูกมองว่าเป็นตุ๊ด แต่เค้ามองว่าเป็นผู้ชายช่างแต่งตัว ถ้าในเมืองไทยเค้าอาจจะมองเราเป็นช่างทำผมแทน ดูอย่าง Brett Anderson ที่แต่งตัวเนี้ยบๆ กางเกงฟิตๆเสื้อเชิ้ตสีดำ รองเท้าหนัง ถ้าลำาลองหน่อยก็ใส่เสื้อ Fred Perry เราได้รับการเปิดหูเปิดตาหลายอย่าง เพราะการเข้าถึงสื่อหนัง เพลง หนังสือจะง่ายขึ้น ตอนอยู่เมืองนอกช่วงที่มันมาคือหนังที่เป็นแนวทางเลือกอย่างหนังของ Quentin Jerome Tarantino เรื่อง Pulp Fiction จริงๆ มีก่อนหน้านั้นอีก แต่ว่า Pulp Fiction น่าจะทำให้เค้าบูม ตอนนั้นเราไปดูก็คิดว่าหนังเหี้ยอะไรเนี่ย (หัวเราะ…) มันแปลกดีนะ รู้สึกว่ามันเก๋ ถ้าถามว่าอินมั้ย ก็ประมาณนึง ไม่ถึงกับชอบมาก เราชอบเรื่องอื่นๆ ของเค้ามากกว่า หว่องก็ชอบนะ Chungking Express น่าจะเป็นเรื่องที่ทำาให้คนไปย้อนหาหนังเก่าๆ ของเค้ามาดู เราก็ไปเดินไชน่าทาวน์ไปซื้อไปเช่ามาดูบ้าง แต่ตอนนั้นกลับมาอยู่ไทยคุยกับใครก็ไม่รู้เรื่องเพราะไม่ค่อยมีคนดู ต้องหลังจากนั้นซักพักนึง แต่ก็ทำให้เรารู้สึกว่ามีหนังอีกแบบนึงให้เราเลือก หรืออย่าง Trainspotting เราชอบที่มันเท่ หนังกระชับฉับไว ใส่เพลงที่มีฟิลลิ่งของวัยรุ่นเป็นเพลงที่เราฟัง พอกลับมาจากเมืองนอกก็ได้ทำพวกปกซีดีของเบเกอรี่เป็นฟรีแลนซ์อยู่ประมาณปีนึง ตอนเบเกอรี่จะเปิดค่ายโดโจ เค้ามีโครงการไปพร้อมๆ กันว่ามันควรจะมีสื่อคู่ไปด้วย เพราะ
ข้อเสียคือเบเกอรี่ไม่มีรายการทีวีหรือรายการวิทยุ แล้วยิ่งคนฟังโดโจก็น่าจะอยากอ่านหนังสือ เลยได้มาทำาในส่วนของหนังสือที่มาซัพพอร์ตเบเกอรี่และโดโจคือ Katch Magazine ตอนแรกไปนั่งคุยกับพี่บอย สมเกียรติ และทอมอีกวันนึงก็มีดัมมี่ไปส่งเค้าแล้ว ทั้งเล่ม 180 หน้า แบ่งเป็นคอลัมน์อะไรยังไง เราฟังความต้องการของเค้ามาส่วนนึง เค้าจะบรีฟคร่าวๆ ว่าอยากได้สไตล์ญี่ปุ่นผสมฝรั่ง ให้หน้าตาออกไปทางญี่ปุ่น เนื้อหาให้มีเพลง แฟชั่น และการ์ตูนรวมอยู่ 3 อย่าง ซึ่งตรงนี้ถือว่าแปลกใหม่ในเวลานั้น มันไม่ได้มาจากเราคนเดียวแต่มาจากคนอื่นในทีมด้วย อย่างพี่บอย กับสมเกียรติที่ช่วยซัพพอร์ตเรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะเตรียมหาหรือแนะนำานางแบบมาให้ Katch จะฉีกแนวไปจากหนังสืออื่น ณ เวลานั้น กล้าพูดได้เลยว่าเด็กที่ชอบมาถามถึงหนังสือแฟชั่นวัยรุ่นทั่วไปตอนนั้น จะเป็นเด็กที่มาจากโมเดลลิ่ง แล้วแฟชั่นจะเป็น
แบบมีสปอนเซอร์ เสื้อมาจากแบรนด์นึงก็จะเป็นแบรนด์นั้นทั้งเซ็ตเลย ของเราเป็นมิกซ์แอนด์แมตซ์ทั้งยืมและเอาของตัวเองมาด้วย ส่วนมากจะหาจากสยาม พอหาจากสยามปุ๊บชุดก็จะออกมาตรงกับที่เด็กเค้าใส่กันจริงๆ เล่มเเรกออกปี 98 Niece ขึ้นปก เค้าเป็นโดโจเบอร์แรกด้วย ก็ออกคู่กันเลยกับอัลบั้ม หลังจากนั้นเป็นนาเดีย นางแบบจะไม่ใช่นักร้องไปซะทุกปกหรอก แต่คนไหนที่เป็นนักร้องก็จะได้ขึ้นปกแน่ๆ ส่วนมากจะได้ขึ้นปกตอนที่กำลังจะมีอัลบั้มใหม่ เล่มที่ 4 เป็นเล่มที่พีคสุด ปกเป็นออย Shocking Pink คนพูดถึงเยอะมาก มีเอเจนซี่โทรเข้ามาอยากซื้อแฟชั่นแอด อยากเอาน้องไปถ่ายนั่นนี่ รู้แล้วว่ามันเกิดกระแสขึ้น เล่มแรกๆ ก็รู้แหละว่าขายดี ตอนแรกพิมพ์หนึ่งหมื่นเล่มแล้วค่อยๆ เพิ่มตัวเลข ยอดจริงตอนปิดนี่ประมาณสามหมื่นเล่ม ตอนนั้นคนยังมีวัฒนธรรมการอ่านและซื้อหนังสือเยอะ เพราะมันไม่มีมีเดียอื่น ยังไม่ใครนั่งอ่านตาม Facebook ตามบล็อค

 

ธนชัย อุชชิน
นักร้องนำา ModerndogIMG_9923.jpg

 

จากบทสนทนาข้างต้นได้ยินชื่อพี่ทอม (วรุฒม์ ปันยารชุน) บ่อยมาก
หลง:แกเป็นคนเดิ้นๆ ที่ชอบซื้อหนังสือวัยรุ่นมาดู อย่าง Interview, The Face, i-D เราจะรู้จักตามมัน พอมันซื้อมาเราก็ถามว่ามึงซื้ออะไรมาเนี่ย มันก็จะ
ลีลาไม่ยอมให้ดู กลัวเรารู้มาก บางทีไปซื้อหนังสือพาเราเดินวนหลายๆ ที่เพื่อที่จะให้งงว่าร้านอยู่ตรงไหน คือพาไปซื้อจริงแต่ไม่อยากให้เราจำร้านได้ (หัวเราะ…)

หมู: พี่ทอมแสบสุดแล้ว

หลง:ตอนหลังเราบอกว่า มึงพากูไปร้านหนังสือร้านนั้นหน่อยสิ มันก็ไม่ยอมพาไป มีอยู่ทีนึงเรานั่งรถเมล์ผ่านโดยบังเอิญ เราจำาดิสเพลย์ร้านได้รีบกระโดดลงเลย รีบเข้าไปซื้อแล้วไปหามันที่บ้านแต่ไม่พูดอะไรกับมันนะ เราถือถุงให้มันเห็น มันก็ถามเห้ยมึงไปร้านนี้ได้ยังไง (หัวเราะ…) เราก็หัวเราะใส่แล้วบอกเจอแล้วรู้แล้วว่าร้านอยู่ตรงไหน

หมู: เมื่อก่อนไม่มีอินเทอร์เน็ต แหล่งความรู้เลยการจากการที่ต้องนั่งคุยกันไม่มีใครมาถึงแล้วเจ๋งเลยหรอก

ป๊อด: เมื่อก่อนคือการนั่งคุยกันตามร้านเหล้า

จี๊ด:ถ้าซื้อหนังสือเราก็จะตามอ่านตรงเครดิต ดูดีไซเนอร์ อย่างพวกพี่สมเกียรติเค้าก็ดูว่าใครเป็นโปรดิวเซอร์ ใครเป็นช่างภาพ ใครสนกราฟิกก็ดูว่าใครเป็นคนทำกราฟิก ใครสนใจอะไรดูอันนั้นแล้วเอาชื่อไปหาต่อ

หลง: การเข้าถึงข้อมูลยังค่อนข้างยาก ไม่ได้มีกูเกิ้ลที่หาปุ๊บเจอปั๊บเลย

หมู:มันทำให้คนที่ชอบแม่งชอบจริงๆ เพราะจะต้องขวนขวายทุกอย่างเอาเองการจะได้มาแต่ละอย่างต้องรอ อย่างเมื่อก่อนวิดีโอ Love and Poison ของ
Suede ไม่มีใครมีหรอก ต้องฝากเพื่อนที่ไปอังกฤษซื้อ ถ้าชอบวงมันจริงๆ ก็ต้องรอและขวนขวายให้ได้มา

หลง: ไม่ใช่จะบอกว่าคนยุค 90 เจ๋งกว่านะ แต่มันทำให้เวลาเราชอบหรือสนใจอะไร มันจะมี passion ทำให้เราจริงจังกับมัน ไม่ค่อยฉาบฉวย

 

เศรษฐพงศ์ โพวาทอง
Collage Artist

IMG_0005.jpg

อิทธิพลของป้าวาสนากับ Radioactive ในยุค 90
ป๊อด: เรากล้าพูดได้เลยนะว่าป้าวาสเป็นต้นตอแห่งสายดนตรี ซึ่งทำให้มันแตกต่อไปอีก
หมู: แกเป็นคนเอาวงเจ๋งๆ ทั้ง Suede, Manic Street Preachers เข้ามาเผยแพร่
หลง: มีหนังสืออีกเล่มนึง Generation Terrorist ของพี่ซี๊ด นรเศรษฐ หมัดคง
หมู: พี่ซี๊ดก็ได้อิทธิพลมาจากป้า
ป๊อด: ป้าคือเจ้าแม่

หมู: ทุกคนเวลาอยากได้อะไรต้องไปหาแกที่สถานีตอนกลางคืนหรือไม่ก็ต้องไปร้าน Indy Record Boutique ที่ถนนเพชรบุรี
ป๊อด: ป้าเป็นคนเอาเสื้อลูกไม้ให้ Brett Anderson ใส่ แล้ว Brett ก็เอาไปใส่ขึ้นเวทีคอนเสิร์ตจริงๆ
หมู: แกอุทิศตนตามหา Richard James Edwards
หลง: ใช่ๆ ได้ข่าวว่าไปตามหาอยู่
จี๊ด: ตกลงเจอมั้ย
หมู: ป้าบอกว่าเป็นความลับ (หัวเราะ..) Radioactive มันพีคตอนปี 2-4 หลังจากนั้นบริทป็อปเริ่มลง อัลเทอร์เนทีฟเริ่มแมส หลังๆ มีอิเล็กทรอนิกส์เข้ามา
ส่วนที่แฮงค์เอาท์ที่เราจะไปเจอฮิปคนๆ คือสีลมซอย 4 กับ Blue’s Bar หลังสวนมันเป็นที่ๆ รวมดารา นายแบบ ช่างภาพ ดีเจ พวกคนติสท์ๆ
ป๊อด: อยากฟัง The Cure ก็มีให้ฟังที่นั้น
หมู:พออัลเทอร์เนทีฟดังมาก ทุกคนเปลี่ยนสไตล์เลยนะ มีพี่ป๊อดเป็นหัวหอกของทางฝั่งอเมริกา มี Crub เป็นทางฝั่งอังกฤษ เพราะฉะนั้นคนฟังเพลงก็จะแต่งตัว มันเลยดูเป็นแฟชั่นไปหมดเลย เราจะชุมนุมกันที่โดเรมี Tower Record ดีเจสยาม Music One พวกนี้จะเป็นร้านที่เพลงลึกจริงๆ พอป้าเริ่มไม่จัดรายการ มันมี Private Radio ของพี่วินิต เลิศรัตนชัย ที่เป็นต้นแบบรายการวิทยุก่อนจะมี Fat Radio เพราะตอนนั้นพี่วินิตเป็นอินดี้ แต่หลังๆ มันเจ๊งไป ตอนปลายๆ 90 เริ่มมี ชาเเนล [ V ], MTV มีอะไรเข้ามาเกี่ยวข้องเยอะ ซึ่งเป็นรากฐานของอินดี้ในยุคต่อมา

ภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ที่ส่งผลกระทบต่อยุคอัลเทอร์เนทีฟ
จี๊ด:เศรษฐกิจมีอิทธิพลต่อทุกอย่างเลย แต่มันก็สร้างหลายอย่างขึ้นมาเหมือนกันนะ มันสร้างตลาดเปิดท้ายขายของ เสื้อผ้าก็ไม่ได้ไปซื้อสยามตรงๆ แล้ว ต้องไปซื้อมือสอง คือมันเอฟเฟกต์กับทุกคน ถ้าคุณไม่รวยจริงๆ คุณไม่มีสิทธิ์ที่จะไปซื้อของห้าง
หมู: ยุคนั้นพอคนตกงานก็เริ่มมาเปิดออฟฟิศกันเอง มันเลยเป็นจุดกำเนิดของครีเอทีฟยุคแรก
จี๊ด:มันส่งผลไปถึง Bedroom studio เพราะคนต้องทำางานที่บ้าน ไม่มีออฟฟิศแล้วทำให้รูปแบบการใช้ชีวิตค่อนข้างเปลี่ยนไป
หมู: คอมพิวเตอร์ถูกลงด้วย จาก 200,000 บาท ตกลงมาเหลือ 70,000 บาท ทุกคนเริ่มซื้อได้ มันเลยมีออฟฟิศเล็กๆ ยุคฟองสบู่แตกทำาให้เกิดครีเอทีฟ
ดีไซเนอร์ ออฟฟิศเอเจนซี่โฆษณา ทุกอย่างเลยเหมือนเริ่มต้นใหม่หมดผมรู้สึกว่าปี 90 เป็นจุดเริ่มต้นของการเกิดอะไรใหม่ๆ
จี๊ด: 97 เป็นจุดที่ดี เพราะว่าครึ่งแรกจนถึงครึ่งกลางมันเห็นตัวอย่างเยอะเห็นการควบรวม ไม่ว่าจะเป็นแนวดนตรี แฟชั่น หรืออะไรก็แล้วแต่ เหมือนเป็นการล้มไพ่ ทุกคนมีจุดสตาร์ทใกล้เคียงกันใหม่ ทุกวันจะได้ยินข่าวคนฆ่าตัวตาย เมืองมันเหี่ยวมาก แต่เราว่ามันมีข้อดี เพราะความหายนะทุกครั้งจะนำพามาซึ่งเงื่อนไขใหม่ๆ มันถูกสร้างขึ้นมาใหม่ เพราะด้วยข้อจำกัดแบบนี้ทำให้คนใช้สมองค่อนข้างเยอะ และค่อนข้างที่จะดิ้นรน

 

พิชิต วีรังคบุตร
Design Director TCDC

IMG_9988.jpg

คำสรุปความของยุค 90
จี๊ด: ถ้าถามเรานะ เป็น Supermarket of style
หมู: เมื่อก่อนทุกอย่างจะแบ่งแนว ตอนนี้เป็นฟิวชั่นที่รวบทุกอย่างไว้ด้วยกัน
จี๊ด: ไม่รู้ว่าเข้าใจถูกรึเปล่านะ เราใส่รองเท้า Nike ได้ แต่เราอาจจะสะพายกระเป๋า Adidas เราไปเจอมาในหนังสือของ Ted Polhemus มันใช้คำว่า
Supermarket of style ของ 90

ถ้ายุคนี้คือ Facebook ยุคนั้นคือ
หลง : คือการแฮงค์เอ้าท์ นั่งคุยกัน
ป๊อด: ไปดูคอนเสิร์ตด้วย
จี๊ด: มันมี Network of People แต่จะเป็นการเจอกันแบบตัวต่อตัว
ป๊อด:มันโยงเหมือนกับว่าตอนผมไปเริ่มต้นกับเบเกอรี่มิวสิค มันก็ดึงเพื่อนๆ ที่อยู่ในคณะมาแจมอยู่ในนั้น เมื่อก่อนเลยจะเป็นการแฮงค์เอาท์กินเหล้ากันมากกว่า
จี๊ด: แล้วโทรศัพท์มือถือก็ไม่ได้มีกันทุกคนด้วยนะ คือการติดต่อกันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น
หมู: ส่วนใหญ่จะเจอกันวันศุกร์ พี่ๆ จะเข้ามาที่ตึกคณะ ต้องมีคนวนเวียนกันมาหรือแวะไปที่ตึกต้องเจอใครซักคน พอสองทุ่มก็แยกไปต่อกัน
จี๊ด: มันเป็นเหมือน first time experience มากกว่า คือเจอโดยนัดหมายเพราะยังไม่มีมือถือ จะเป็นการโทรนัดกันตอนกลางคืนคุยกัน
หลง: พรุ่งนี้มึงมานี่รึเปล่า ค่อนข้างจะเป็นกิจจะลักษณะ ไปดูคอนเสิร์ตไปกินเหล้าอะไรก็แล้วแต่ ความสัมพันธ์จะคุยกันแบบตัวต่อตัว เจอกันเป็นๆ
จี๊ด: ข่าวก็มาจากแมกกาซีนท้องถิ่นที่บอกว่ามีงานนี้ เราไปดูกันมั้ย ไม่ว่าจะเป็นงานศิลปะ หรืองานดนตรี ไปแล้วเจอกันที่ไหน การเข้าถึงสื่อ เช่น หนังสือ ใครมีแมกกาซีนฝรั่งก็จะเป็นตัวตั้งต้นก่อน เพราะเราไม่รู้จะหาจากอะไร
ป๊อด: พวก i-D หรือ The Face
จี๊ด:ใช่ มันจะมีหน้าที่แนะนำาหนังสือใหม่เพลงใหม่ เราก็จะจดมาแล้วพยายามไปหาไปสั่ง ฝากเพื่อนซื้อ ทั้งคณะถ้ามีเล่มใหม่ก็จะรุมกันเลยนะ
หมู: เมื่อก่อน The Face ต้องรอ 3 เดือนถึงจะมาที แล้วก็ช้าและยับมาก

The Face มีไม่กี่ที่ๆ ขาย แล้วแพงมากด้วย
ป๊อด: พวกเราซื้อมาแต่งตัวกัน
หลง: มันได้หลายอย่าง ซื้อมาดูกราฟิกดูแฟชั่น ดูเลย์เอาท์ ตอนนั้นไม่มีอินเทอร์เนตถ้าอยากรู้อะไรก็ต้องผ่านหนังสืออย่างเดียว
จี๊ด: ซื้อเล่มนึงก็ได้ครบเกือบทุกอย่าง แล้วถ้าย้อนกลับไปที่คำถามที่ว่ามันมีอะไรใกล้เคียงกับ Facebook ในปัจจุบัน เรื่องของเน็ตเวิร์กน่าจะใช่ เพื่อนมหาลัยก็คือเพื่อนมหาลัย เพื่อนโรงเรียนก็เป็นเน็ตเวิร์กของเพื่อนโรงเรียน แล้วมันจะเริ่มกรองว่าใครสนใจอะไร เพื่อนที่สนิทกันก็จะมีความสนใจอะไรบางอย่างคล้ายๆ กัน ไปดูคอนเสิร์ตเหมือนกัน ไปเช็คของเหมือนกัน มันจะเป็นลักษณะแบบนั้น

คน 90s ชอบเช็คของ
จี๊ด:เราไปเจเจเจอกับหมูปั๊บ คำแรกที่หมูทักคือมาเช็คของเหรอพี่ (หัวเราะ…)
หลง: เรายังติดวิธีการซื้อของบางอย่างด้วยการไปสัมผัสมันจริงๆ เช่น ไปลองฟังเพลง หรือไปเดินดูเสื้อผ้า เราจะไม่ชอบซื้อออนไลน์
จี๊ด: นอกจากของที่จะไม่มีในประเทศไทย
หมู: มีอยู่ช่วงนึงผมซื้อออนไลน์ แต่เดี๋ยวนี้ไม่ซื้อแล้ว ผมอยากเห็นมันก่อน
หลง: อย่างเสื้ออยากจะเห็นว่าผ้าเป็นยังไง คือเราอยากเห็นกับตา

กับยุคนี้ที่ขาดเสน่ห์ในแบบที่ 90 มี
หลง: พูดยากนะ เหมือนเราไปยึดติดกับของเก่าๆ ว่าจะต้องฟรีซให้มันอยู่แบบนั้น โอเค สิ่งที่เรารู้สึกว่ายุคนี้ทะแม่งคือความฉาบฉวย ไปไวมาไวเกินไปอะไรที่เป็นของจริงหาได้น้อย สมมุตติว่ามีเด็กสก๊อยคนนึงลงทุนถ่ายคลิปตัวเองเต้นปล่อยลง YouTube 3-4 วัน ก็เรียกว่าเน็ตไอดอลแล้ว มันไม่ใช่ ความรู้สึกเราคำว่าไอดอล คุณต้องมีอะไรมากกว่านั้น ต้องมีสาระหรือมีแก่นสารมากกว่าที่จะมาทำบ้าทำบอ พูดจาง้อผัวออกคลิปแล้วกลายเป็นไอดอล เราไม่ได้รังเกียจนะ

แต่หมายถึงว่ามันทำให้เรารู้สึกตั้งคำาถามกับยุคสมัยนี้
หมู: ที่พูดไม่ได้รู้สึกว่ายุคไหนดีกว่ากัน ไม่เกี่ยวเลย ชอบมีคนประชดเหมือนกันว่าพวกเด็ก 90 คิดว่าเจ๋งเหรอ พูดตรงๆ ว่าเราก็ยังอยู่ในยุคนี้เหมือนกัน คือเราร่วมสมัย ไม่ได้หมายความว่าเราอยู่ยุคนั้นแล้วเรายังค้างอยู่ เรายังทันสมัยถึงยุคนี้ เรายังเป็นคนเดิมไม่ได้เปลี่ยนไป เพียงแต่มีอะไรมาใหม่เราก็รับ แต่วิธีการกรองหรือผสมผสาน เรายังใช้วิธีการเดิมอยู่ ในแง่นึงคือยุคนี้ไม่ได้ขาด มันเลยทำให้เค้ารู้สึกว่าไม่ต้องค้นหาไม่ต้องขวนขวาย ก็เลยเหมือนๆ กันไปหมด แต่ของเราๆ ดันกระหายมากกว่า มันเลยทำให้เราไม่เหมือนคนในยุคนี้
ป๊อด:เรารู้สึกว่ายุคสมัยนั้นเราได้นั่งคุยใช้เวลาร่วมกับเพื่อนตัวเป็นๆ เยอะ ตรงนั้นทำให้เกิดการต่อยอดเยอะมาก ซึ่งอาจจะต่างจากตอนนี้ที่เราเห็นกิจกรรมของเพื่อนเราผ่านทาง Facebook ว่าเพื่อนเราอยู่ตรงนั้น เพื่อนเราไปดูเอ็กซิบิชั่นนี้หรืออะไรต่างๆ ผ่านทางสิ่งที่เค้าโพสต์ มันอาจจะเป็นสิ่งที่เค้ากรองหรืออีดิทมาแล้ว แต่การที่เราได้นั่งอยู่ด้วยกันในสมัยก่อนตั้งแต่เราเป็นนักเรียน

เข้ามหาลัยปี 90 มันมีรสชาติอะไรต่างๆ
หลง: มันทำาให้คนได้สัมผัสกันจริงๆ มากกว่า
จี๊ด: จริงๆ ในยุคนี้เราว่ามันได้เปรียบมาก คุณเข้าถึงทุกอย่างแล้ว แต่โอกาสที่คุณมาแชร์กันคุยกันจริงๆ ไม่มีเลย เหมือนเวลาโดนแย่งไปที่อื่นหมดแล้ว
หลง:อย่างที่ป๊อดบอกว่าการเห็นกิจกรรมของเพื่อนผ่าน Facebook ซึ่งบางทีการจะโพสต์ภาพหรือคำาอะไรก็ตาม คนที่ประดิษฐ์หรือพรีเซ้นท์เก่งก็จะสร้างภาพออกมาได้ดี ถ้ามองแบบฉาบฉวยก็จะเห็นแต่ความฉาบฉวยเหล่านั้น

img_0452

ไอเท็มของยุค
จี๊ด: 3 สิ่งที่คาใจแล้วหาไม่เจอที่บ้านคือมือถือโบราณของ Motorola รุ่น Startac เพจเจอร์ และกล้องโพราลอยด์ตัวใหญ่รุ่นเก่า แต่ตอนนี้โพราลอยด์กลับมา
เป็นของเด็กยุคนี้แล้ว
ป๊อด: สำหรับเราคือ โทรศัพท์ PCT คิดว่าเป็น 90 ของเรา เพราะมาแค่แปปเดียว
หลง: คล้ายๆ กันนะ ที่เรานึกออกคือวัฒนธรรมเพจเจอร์ คิดแล้วตลกดีกว่าจะติดต่อกันได้ทียากชิบหาย
จี๊ด: มันต้องไปผ่านคนที่สองคนที่สาม มีคนอื่นรู้เรื่องของเราก่อนเราอีก
หลง: โอเปอเรเตอร์สะกดชื่อร้านให้เราผิดจนทำให้เรางงด้วย (หัวเราะ…) ถ้าเรื่องแฟชั่นพูดยาก เพราะมันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาค่อนข้างไว ที่นึกออกก็เป็น Reebok Pump
หมู: ของผมนี่รองเท้า Dr.Martens กับเสื้อทัวร์ ตอนนั้น Dr.Martens คู่ละ 3,000 บาท
หลง: แรกๆ หายาก หลังๆ นี่เต็มเมืองไทยเลย
หมู: เรารู้สึกว่ามันเป็นรองเท้าหนังที่ทรงดูเท่ พวกสกินเฮดชอบใส ถ้าเป็นคนที่ฟังเพลงนะ รองเท้าคือหนึ่ง Dr.Martens สอง Underground ที่เป็น
creepers shoe เสื้อทัวร์ และอีกอันที่รู้สึกถึง 90 คือเทป
ป๊อด: และที่สำคัญคือ Radioactive
จี๊ด: อีกอย่างที่น่าจะพูดถึงสำหรับเราคือ Nike Air Max 95, Air Rift และกางเกงยีนส์ Evisu มันเป็นตัวที่บ่มสุดๆ ของนักสะสมญี่ปุ่นที่อยากเป็นเวสเทิร์น แล้วโปรดิวซ์ของตัวเองออกมา ในยุคแรกต้องเขียนหมึกที่ตูดเองแล้วค่อยมาพิมพ์ ถือเป็นบิซิเนสโมเดลที่ประสบความสำเร็จในตอนนั้น และทำให้กระแสดีไซเนอร์ยีนส์เกิดขึ้น ความสำาเร็จไม่ได้จำกัดแค่ในประเทศแต่เป็นระดับโลกเลย

ทั้งหมดนี้คือจิตวิญญาณและทัศนคติของคนยุค 90 ตัวจริงเสียงจริง !!!!

ผมว่า 90’s ควรจะหลบไป 80’s นี่คือของจริง
ไม่มีช่วงเวลาไหนจะพีคเท่า 80’s อีกแล้ว ในยุคที่เรายังต้องถีบจักรยานออกมาปากซอยเพื่อใช้โทรศัพท์สาธารณะโทรหาสาว ชีวิตที่มีความสุขที่สุดคือการนั่งฟังวิทยุสถานีเรดิโอแอคทีฟของไนท์สปอตโปรดักชั่นในยามเช้าที่วาสนา วีระชาติพลีจัดสลับกับวิโรจน์ ควันธรรม ที่กระหน่ำเปิดเพลงของเดวิด โบวี่ แล้วก็ทำให้เราฝันถึงคอนเสิร์ตของเขาที่กำลังจะมาเล่นในเมืองไทยในปลายปีนั้น

เพลงแรกที่อยากหัดเล่นกีตาร์คือ Jack and Diane ของ จอห์น คูการ์ ในขณะที่สาวๆ กรีดร้องไปกับเพลงของ ซินดี้ ลอเปอร์ และ มาดอนน่า และมีเพียงไม่กี่ที่ที่เราจะไปเต้นรำได้อย่างสนุกสนานจะทำได้ก็ต้องรอว่าเมื่อไหร่จะมีดีเจดีๆ มาเปิดเพลงที่โรงแรมบางกอกเซนเตอร์หรือรามาการ์เดนเพื่อที่เราจะได้จ่ายเงินค่าบัตรเข้าไปสนุกกัน

ความรักวัยรุ่นที่เท่ที่สุดคือความรักในมหาวิทยาลัยในนิยายรักของศุภักษร แกรนเอกซ์กำลังจะจากไปและ ดิ อินโนเซนต์กับแมคอินทอชกำลังอินสุดๆ และสิ่งที่ขาดไม่ได้ของวัยรุ่นยุคนั้นคือกางเกงขาหมูที่พองตรงโคนขา เสื้อออฟชอบหรือชูลาภ รองเท้าหนังหัวแหลม หมวกปีกสั้นแบบไมเคิล แจคสัน แว่นตากันแดดเป็นเกล็ดที่ไม่มีเลนส์ แผ่นเสียงของวงเยส ที่มีเพลง Owner Of The Lonely Heart และซาวน์เบาท์ซักเครื่องนึง

โลกของสมองกลเริ่มต้นจากการเป็นแค่หนังรักหวานแหววอย่าง Electric Dream ที่มีคอมพิวเตอร์ที่น้ำหกใส่และกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่ทำให้หนุ่มสาวสองคนหันมารักกัน ไปจนถึงโลกเสมือนของ Tron ที่พาพวกเราหลุดเข้าไปในเกมส์คอมพิวเตอร์ในสมัยที่เครื่องที่ทันสมัยที่สุดคือ Zinclair ZX81 ที่มีความจำอย่างหรูถึง 16k หรือ Commondore 64 ที่แสดงหน้าจอเป็นสีครั้งแรก แต่เราก็ไม่ได้กังวลอะไร เพราะเรามีเครื่องเล่นเกมส์อย่าง Artari กับตลับเกมส์แสนแพงที่พาเราให้โลดแล่นไปบนหน้าจอได้เป็นครั้งแรก และเราก็คิดว่าโลกนี้มันช่างแจ๋วจริงๆ

เพื่อนเราเดินมาอวดกระเป๋า Domon ใบใหม่สีดำตัวหนังสือขาว จนเราทนไม่ได้ต้องเดินออกไปสยามเซ็นเตอร์ที่แสนเย็นเฉียบและเท่ห์เหลือหลาย วัยรุ่นทั้งประเทศไทยล้วนมารวมตัวอยู่ที่ชั้นสาม สยามเซ็นเตอร์ ร้านแฟชั่นทุกร้านรวมตัวกันอยู่บนชั้นนั้น ไม่ว่าจะ Domon, Diesel, Tampopo และก็ร้านเล็กๆ ที่เพิ่งเปิดใหม่ที่มีโลโกเหมือนเป็นหมาตัวยาว ผมเห็นผู้ชายคนนึงอยู่ในร้านบ่อยๆ แอบมองในความเท่ห์ของพี่เขา ที่ตอนหลังผมมารู้จักว่าชื่อของเขาคือ ภาณุ อิงคะวัต มองไปสุดทางเดินเป็นร้านเสื้อเปิดใหม่ร้านใหญ่ เสื้อผ้ายืดแขนยาวสีขาวมีหมวกหลังกำลังขายดีเป็นเทน้ำเทท่า เด็กกลุ่มหนึ่งย้อมหัวเป็นสีชมพูและถูกรุมล้อมด้วยเพื่อนๆเป็นที่ฮือฮาเขาบอกว่านี่คือกระแสนิวเวฟที่กำลังจะมาถึง

ในขณะที่เรากำลังเถียงกันว่าควรจะไปดูหนังเรื่อง Footloose หรือ วัยระเริงกันดี เพื่อนพิเรนทร์ของผมคนหนึ่งก็ยืนยันว่าเราควรจะไปดู Top Secret แทน เพราะมันฮาไม่แพ้ Airplane ทีเดียว แล้วเราก็ตัดสินใจเดินข้ามไปดูหนังที่โรงหนังสยามบนฝั่งสยามสแควร์กัน ระหว่างทางเราก็ไม่ลืมที่จะเดินผ่านร้าน Mister Donut, Dunkin’ Donut, Hoberger และร้านใหม่อย่าง Pizza Hut เพื่อตรวจดูความเรียบร้อยว่ามีวัยรุ่นหน้าใหม่ๆ มาจากต่างถิ่นบ้างหรือไม่ หน้าร้านโดนัทมีรถโตโยต้า DX หลายคันจอดเรียงพร้อมด้วยการโหลดเตี้ยและยางหน้ากว้างจนล้นบังโคลนออกมาตามสมัยนิยม มีอย่างน้อยสองคันที่ติดโรลบาร์ไว้ด้านในสาวๆ ในร้านนั่งมองรถแล้วก็หัวเราะกันคิกคัก ทุกคนล้วนมีทรงผมหยิกฟูคล้าย Jennifer Beal ในหนังเรื่อง Flashdance แล้วก็หยิบแผ่นเสียงใหม่ชุด Triller ของ Micheal Jackson ออกมาอวดกันพร้อมกับชวนกันไปนั่งที่บันไดหน้าสยามเซนเตอร์เพื่อแอบดูหนุ่มๆ ที่เดินผ่านไปมา

ทุกอย่างที่เกิดในยุค 90’s มันก็แค่การไปต่ออีกนิดจากที่80’sสร้างเอาไว้ทั้งนั้นการเปลี่ยนแปลงจากปลาย 70’s มาเป็น 80’s ต่างหากที่เป็นการเปลี่ยนผ่านที่รุนแรง ขอยืนยันว่าเราชาว 80’s นี่แหละเป็นคนก่อกองไฟนั้นเอาไว้ ให้คนในยุค 90’s ได้อาศัยไออุ่นของมันอย่างไม่ยากเข็ญนักออกมาเถียงกันหน้าด้านๆ โดยที่ไม่กลัวใครจะว่าแก่แม้แต่นิดเดียว เพราะยังภูมิใจไม่หายที่รอดช่วงเวลานั้นมาได้อย่างหวุดหวิดทีเดียว เฮ้อ

ดวงฤทธิ์ บุนนาค

 

 

Interviewer / Writer : Sirima Chaipreechawit / Mintra Ruengsakvichit
Photographer : Suppha-riksh Phattrasitthichoke
Special Thank : Thanachai Utchin / Sethapong Povatong / Pichit Virankabutra /
Kreiangkrai Wongwanich / Khachol Siatrakul / Premjit Pengpongsa / Pritsada Pengpongsa

 

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s