นอกจากจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการเป็นอาจารย์สอนศิลปะการเล่าเรื่องที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพและจุฬาลงกรณ์แล้ว โอ๊ต มณเทียร ศิลปินนักวาดภาพ ดีกรีปริญญาโทจากอังกฤษถึงสองใบคนนี้ ก็ยังแบ่งเวลามาเขียนหนังสือเดินทาง รวมถึงโปรเจคล่าสุดกับการผุดคลาสสอนวาดภาพนู้ด ที่โอ๊ตไม่ได้พาผู้เข้าเรียนท่องเรือนร่างของนายแบบผ่านการวาดภาพเท่านั้น แต่ยังเปิดผัสสะและสร้างประสบการณ์ใหม่ที่ผู้เรียนจะได้สัมผัสถึงการถ่ายทอดพลังงาน กลับเข้าไปสำรวจความสัมพันธ์ในใจ เพื่อเข้าร่วมเดินทางไปกับผู้สอนในห้วงอารมณ์นี้อย่างแท้จริง

– เติบโตมากับการวาดภาพ
ตอนเด็กๆ อ้วนมาก ไม่มีเพื่อนเล่นด้วย ก็เลยชอบซ่อนตัวในห้องสมุด เป็นหนอนหนังสือเนิร์ดๆ พูดไม่เก่ง วิธีหาเพื่อนของเราเลยเป็นการวาดรูป พอคนเห็นภาพที่เราวาดก็จะเข้ามาคุยกับเรา เราวาดรูปเพื่อสร้างความสัมพันธ์ตั้งแต่ไหนแต่ไร ลายเส้นและความสัมพันธ์จึงเป็นสองสิ่งที่คู่กันสำหรับเราเสมอมา
oatmontien_final_06– เปิดคลาสสอนวาดภาพนู้ด
อยากให้คนเข้ามาสัมผัสโลกของเราในสตูดิโอนี้ มารับพลังงาน ผ่านทางการวาดรูปด้วยกัน ได้แลกเปลี่ยนความคิด อารมณ์ และทำความรู้จักกับตัวตนของตัวเองผ่านพิธีกรรม เรามองคลาสของเราเป็นพิธีกรรม ส่วนตัวเราเป็นเหมือน shaman ที่จะคอยไกด์คุณผ่านการลากเส้น มีเรือนร่างของนายแบบเป็นสิ่งขับเคลื่อนอารมณ์และความสุนทรีย์ อ่านกวีไป จิบไวน์ไป วาดไปใต้แสงเทียน เราวาดมาเยอะมากๆๆ แล้วที่ลอนดอน ตอนนี้กลับมาไทยเลยอยากแบ่งปันประสบการณ์และสภาวะนี้กับคนอื่นๆ ที่สนใจ

– แรงบันดาลใจในการจัดเวิร์คชอปครั้งนี้
ปกติแล้วจะไม่จัดเวิร์คชอปวันจันทร์-ศุกร์ แต่วันนี้เป็นวันครบรอบวันตายของ Oscar Wilde กวียุควิคตอเรียนคนโปรด ผู้เป็นแรงบันดาลใจสำหรับเราไม่ใช่แค่ในด้านศิลปะ แต่เป็นแรงบันดาลใจของการใช้ชีวิตเลย เขาถือเป็นสไตล์กูรูคนแรกของโลกตะวันตก เป็นนักวิจารณ์ฝีปากจัดจ้าน ผู้มองว่าทุกอย่างในโลกควรดำรงอยู่ในความรุ่มรวยและสวยงาม ส่วนผลงานในฐานะนักเขียนก็มี The Picture of Dorian Gray เป็นวรรณกรรมเกี่ยวกับการเก็บวิญญาณของผู้ชายคนหนึ่งเข้าไปในภาพวาด โดยมีตัวเอกชื่อ ดอเรี่ยน เกรย์ ไปเป็นแบบให้เพื่อนศิลปินชื่อ เบซิล ฮอล์วาร์ด ซึ่งพอเขาเห็นภาพเหมือนของเขาปุ๊บเขารู้สึกไม่แฟร์ที่ภาพนั้นจะสวยงามไปตลอดกาล ส่วนตัวเขาจะเน่าไปตามสังขาร เขาเลยอธิฐานให้สลับกัน คือให้ตนเป็นฝ่ายอยู่ไปตลอดกาลและภาพนั้นผุพังแทนไป คำอธิษฐานนั้นเกิดเป็นความความจริงขึ้นมา! เป็นนิยายที่รักมาก เพราะเนื้อหามีแกนหลักเดียวกับงานศิลปะของเรา คือพูดถึงการเก็บพลังงานชีวิตของนายแบบไว้ในลายเส้นให้ได้

– คลาสวาดภาพที่เต็มไปด้วยผัสสะ
ภายในสตูดิโอ เสียงที่ได้ยินคือเสียงของดาวพฤหัส เป็นเสียงที่แปรมาจากคลื่นที่อัดโดยยาน Voyager ของนาซ่า ที่ขึ้นไปโคจรรอบๆ ดาวพฤหัส (เนื่องจากดาวพฤหัสเป็นดาวแก๊สยักษ์ที่มีฮีเลียมและไฮโดรเจน มีความหนาแน่นสูง  ก่อให้เกิดการระเบิดของสนามพลังอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นถึงจะโคจรอยู่รอบนอกแต่ยานก็ได้รับแรงสั่นสะเทือนจากมัน) เหตุผลที่เลือกเสียงนี้มีสองส่วน หนึ่งคือโอ๊ตเกิดวันที่ 5 วันพฤหัส  ซึ่งเป็นวันที่ 5 ของสัปดาห์ เป็นวันของครู-อาจารย์  ไพ่ประจำตัวคือไพ่สังฆราชหมายเลข 5 เพราะงั้นพลังงานที่นี่ก็ตามตัวเราด้วย บ้านหลังนี้พอย้ายเข้ามาก็เปลี่ยนเป็นสตูดิโอเลขที่ 5 เพราะฉะนั้นทุกอย่างเนี่ย มันคือการเกื้อหนุนให้เกิดการรับรู้ การเรียนรู้ สติ ปัญญา ศิลปะ และการสร้างสรรค์ อย่างที่สองที่เลือกแทรคนี้ก็เพราะว่าอยากให้คนเห็นว่า ถึงบางครั้งเราอาจจะไม่รู้สึก แต่ว่ามันมีการถ่ายทอดของพลังงานเกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลารอบตัวเรา อีกอย่างที่เผาอยู่คือ white sage ที่เป็นสมุนไพรที่ชาวอินเดียนแดงนิยมใช้ในการบาลานซ์พลังงานด้วย

oatmontien_final_02– ประสบการณ์ส่วนตัวในการวาดภาพนู้ด ก่อนกลับมาเปิดเวิร์คชอปที่ประเทศไทย
เหตุเกิดที่ลอนดอน หลังจากที่สัมพันธ์ที่มั่นคงที่สุดในชีวิตพังทลายลง เรารู้สึกว่าตัวตนของเราหายไปในช่วงเวลาสามปีกว่ากับเขา เลยตัดสินใจกลับไปจับดินสอ วาดรูปสร้างความสัมพันธ์ ทำความรู้จักคนรอบๆ ข้างและตัวเองด้วย ตอนนั้นทำงานอยู่ที่พิพิธภัณฑ์แถว East End ได้เงินมาเท่าไรก็เอาไปจ่ายค่าบ้านหมด เพราะเลือกเช่าบ้านที่มีเรือนกระจกติดอยู่กับห้องนอน ค่าเช่าแพงมากๆ แต่เราเลือกอยู่ที่นั้นเพราะตั้งใจว่าจะใช้เรือนกระจกนั้นเป็นสตูดิโอวาดรูปผู้ชายที่ผ่านเข้ามาในชีวิตช่วงนั้น พอกลับมาโสดอะเนอะ ความแซ่บมันก็ทวีคูณ! คือแบบว่าถ้าเจอผู้ชายหล่อๆ ที่ป้ายรถเมล์ หรือเดินสวนกันบนถนน หรือตรงมุมสูบบุหรี่หน้าผับ ก็จะถามเขาไปว่า “Hi I’m an artist. Would you like to model for me?” เดทครั้งแรกของเรากับพวกเขามักจะเป็นแบบนี้ บางคนก็ไม่ได้เจอกันอีกหลังวาดเสร็จ บางคนก็กลายเป็นคนรักหรือกลายเป็นเพื่อนสนิท ฯลฯ วาดอยู่เยอะมากในช่วงหกเดือนก่อนกลับประเทศไทย

จนเราเริ่มสังเกตสภาวะทั้งกายและจิตของเราขณะที่วาดนู้ด พอวาดไปเรื่อยๆ เราเริ่มตั้งคำถามว่าจริงๆ แล้วส่วนประกอบอะไรที่ทำให้เราวาดรูปบางคนด้วยลายเส้นที่หยาบโลก แต่ลายเส้นของบางคนกลับนุ่มละมุน? ผัสสะการรับรู้ สมองที่ประมวลผล มือที่วาด และ “ใจ” ทั้งสี่อย่างนี้ทำงานด้วยกันออกมาเป็นแต่ละชิ้นงานอย่างไร?

oatmontien_final_09

 – สิ่งที่ค้นพบระหว่างทำโปรเจค
มีรูปหนึ่งเราชอบมาก เป็นเส้นมั่วๆ หลังจากที่กินจินไปแล้วหลายแก้ว(ฮา)  มันน้อยที่สุดแต่เล่าเรื่องได้เยอะที่สุด ซึ่งแตกต่างจากงานแนวปราณีตที่เคยทำๆ มา ตั้งแต่ตอนนั้นเลยรู้สึกว่า เอาล่ะ งานที่ดีอาจจะไม่ใช่งานที่สวยที่เหมือนจริงที่สุด แต่มันคือการเก็บพลังงานและอารมณ์ในตอนนั้น ในลายเส้นมั่วๆ นั้นมีความมึนเมา มีความครุ่นคิด เป็นชั่วขณะของคนๆ หนึ่ง แล้วมันเก็บได้ในเส้นเดียว ตั้งแต่นั้นเราเลยหันมาให้ความหมายกับเรื่องเส้นมากขึ้น

อย่างในรูปนายแบบอีกคนที่กลายเป็นคนรัก คือรูปนี้คือรูปวาดตอนเจอกันครั้งแรก มาถึงก็แก้ผ้าให้วาดเลย เขาเก็บเบอร์โทรเราไว้ แล้วอาทิตย์ถัดมาเขาก็โทรมาถามว่าวาดให้ อีกได้ไหม? ก็เลยมีครั้งที่สองเนอะ…แล้วก็ครั้งที่สาม ครั้งที่สี่ ..ครั้งที่ห้า…ครั้งที่หกเนอะ สุดท้ายก็คือคบกันเป็นแฟนอยู่ปีครึ่ง มันน่าสนใจตรงที่ ลายเส้นมันเปลี่ยนไปตามความสัมพันธ์อย่างเห็นได้ชัด ยิ่งคบไปซักพักมันน้อยลง คือเส้นเดียวก็จับอารมณ์ของเขาได้ทั้งหมด มันเห็นความรักที่ไหลออกมาอยู่ในเส้น ดังนั้นอันนี้เป็นสิ่งสำคัญที่เราอยากจะถ่ายทอดให้คนอื่น ว่าไม่ต้องวาดสวย แรเงาอะไรแบบนั้น แต่จริงๆ การวาดรูปมันยังมีองค์ประกอบอย่างอื่น เกี่ยวกับการรับรู้พลังงาน เกี่ยวกับจิต เกี่ยวกับความสัมพันธ์ของคนวาดและตัวแบบด้วย

oatmontien_final_05

– ส่วนไหนของผู้ชายที่กระตุ้นใจเรามากที่สุด
Adonis Belt

– muse ของศิลปิน
คือแรงบันดาลใจ คือนิยามความสวยงาม คือเหตุผลที่เรายังมีชีวิตอยู่

– กับบทบาทการเป็นนักเขียน เสน่ห์ของบันทึกการเดินทางในแบบ โอ๊ต มณเฑียร
จริงๆ เขียนเล่มนี้เพราะเกลียดบันทึกเดินทาง(ฮา) ก่อนไปก็คิดว่า คนบ้าอะไรเที่ยว 7 วัน 14 วันแล้วเอามาเขียนหนังสือได้เล่มนึง! มันบ้าบอมาก แต่ในนัยหนึ่งเราสอนประวัติศาสตร์ศิลป์ที่ม.กรุงเทพอยู่แล้ว ดังนั้นพอเราเจองานศิลปะแต่ละชิ้นก็เขียนได้เป็นบทๆ อยู่นะ ยิ่งปารีสมีร่องรอยของสามลัทธิโปรดเรา คือ impressionist, art nouveau และ surrealism แต่ในขณะเดียวกันเราว่าบันทึกเดินทางแม่งเลวเพราะมันทำให้สมองเรามีภาพว่าไปถึงแล้วมันต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ต้องไปกินนั่นไปดูนี่ มันเกิดเช็คลิสต์ขึ้น แล้วแต่ละคนจะอินเหมือนกันมั้ย? ก็ไม่ ดังนั้นพอกลับมาเราก็เลยเลือกเขียนอะไรที่กวนตีนไอเดียนี้ ต้องเขียนอะไรที่มาจากประสบการณ์โคตรส่วนตัว ในมุมมองแบบเรามากๆ คือเป็นเกย์ บ้าเสพศิลปะในพิพิธภัณฑ์ ไปวาดรูปนู้ดผู้ชายแปลกหน้า ไปจูบหลุมศพออสการ์ ไวล์ด และร้าวรานจากความรักซ้ำๆ ซากๆ นี่ไง ปารีสมันต้องเป็นเมืองแห่งความรักนักใช่ไหม? เอาปารีสอีกมุมหนึ่งของฉันไปซะ!

เล่มนี้ยังคงความเป็นเราด้วยการผสมลายเส้นรูปที่วาดจากที่นั่น บวกกับเนื้อหาที่เข้มข้นผ่านตัวอักษร ยังไงก็ขอฝากผลงานหนังสือ Paris Souvenir ด้วยรัก, จากปารีส ไว้ด้วยนะครับ

– เฉดสีที่น่าจะบ่งบอกความเป็นตัวตนเราได้ดีที่สุด
สี Nude

16442864_10154510711077669_20679121_o

Interviewer: Sirima Chaipreechawit
Photographer: Rumpaporn Vorasiha

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s