แน่นอนว่าถ้าคุณเป็นนักดูหนังนอกกระแสชนิดที่ว่าหาตัวจับได้ยากคนนึงแล้วล่ะก็ คุณจะต้องรู้จัก หรือคุ้นชื่อของ ธิดา ผลิตผลการพิมพ์ อดีตหัวหน้ากองบรรณาธิการนิตยสารภาพยนตร์แห่งยุค 2540 อย่าง Cinemag เป็นอย่างดี ปัจจุบันเธอรับหน้าที่เป็นบรรณาธิการบริหาร Bioscope นิตยสารที่สะท้อนมุมมองที่ลึกกว่านิตยสารภาพยนตร์ทั่วไปมากกว่า 10 ปี จากประสบการณ์ และสายตาการดูภาพยนตร์อันแหลมคมที่สั่งสมมาทั้งหมด ทำให้เธอเป็นผู้ริเริ่ม และก่อตั้ง Documentary Club คลับที่จะช่วยขับเคลื่อนวงการภาพยนตร์สารคดีไทยให้ค่อยๆ ก้าวไปข้างหน้าอย่างสร้างสรรค์

 

ภาพยนตร์สารคดีที่จุดประกายให้เกิด Documentary Club

– ช่วงประมาณสองปีที่แล้ว Bioscope ได้ไปช่วยคณะกรรมการส่งเสริมกิจการเพื่อสังคม (สกส.) จัดเทศกาลหนัง Social Change ทางโครงการไปเลือกหนังสารคดีมาจำนวนหนึ่ง ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนวิถีชีวิตคนเมือง หรือการเปลี่ยนสังคม เค้าชวนไบโอให้ไปช่วยทำงานประชาสัมพันธ์ เพราะคิดว่าเราเชื่อมต่อกับคนดูได้ถนัดกว่าเค้า ความที่เราชอบหนังสารคดีเราเลยตอบตกลง ตอนนั้นเรารู้สึกว่าหนังแต่ละเรื่องทำไมมันฮาร์ดคอร์จัง นี่เรากำลังจะคุยกับใคร เช่น Google and The World Brain ที่พูดถึงโครงการแปลหนังสือเป็นดิจิตอลของ Google ขนาดเราชอบดูสารคดียังมีความรู้สึกเลยว่าเรื่องแบบนี้จะมีคนดูกี่คน แต่ก็ท้าทายดี ในจำนวนนั้นมีอยู่เรื่องนึงซึ่งเราดูแล้วเราอินเป็นพิเศษคือเรื่อง Urbanized (ผู้กำกับเคยทำเรื่อง Helvetica มาก่อน เป็นสารคดีที่พูดถึงงานดีไซน์ฟ้อนท์ Helvetica) ส่วน Urbanized คือการออกแบบผังเมืองในเมืองใหญ่ มันมีอิทธิพลกับชีวิตคน ดูแล้วอินสุดๆ เพราะเราเรียนสถาปัตย์มา หนังเล่าดีมากมันไม่ได้เล่าถึงการออกแบบเมืองบนโต๊ะ แต่พูดถึงเมืองใหญ่มีการพัฒนาขึ้นในเชิงสิ่งก่อสร้าง เช่น เรารู้สึกว่าเมืองที่พัฒนาคือเมืองที่มีถนน เมืองที่มีรถไฟฟ้า เมืองที่มีตึกสูง หรือเมืองที่มีคอนโดฯ แต่จะมีซักกี่เมืองที่การพัฒนาพวกนี้พูดถึงความต้องการของคนที่อยู่ในเมืองจริงๆ หนังโคตรให้แรงบันดาลใจเลย ดูแล้วน้ำตาไหล เราเลยเอาเรื่องนี้โปรโมตโปรเจกต์นั้น ในหนังมีอยู่ส่วนนึงที่พูดถึงเมือง Bogota ใน Columbia ซึ่งเปลี่ยนเมืองให้เป็นเมืองจักรยาน และเป็นเมืองที่มีรถโดยสารราคาถูกสำหรับคนต่างจังหวัดที่ย้ายเข้ามาทำมาหากินในเมืองโดยที่ไม่สามารถเข้าถึงความสะดวกได้ พอเอาประเด็นนี้โปรโมตออกไปคนผลตอบรับก็กลับมาดีมาก มันเป็นจุดนึงที่ทำให้เราเห็นว่าคนเปิดรับหนังสารคดีที่ดีที่มีประเด็นบางอย่างที่พวกเค้าเข้าถึงได้ สุดท้ายแล้วโปรเจกต์นี้คนมาดูเยอะมาก นี่ไงคนจำนวนหนึ่งเค้าไม่ได้ติดว่าหนังสารคดีน่าเบื่อ เค้ามุ่งมาที่ประเด็นที่ตอบโจทย์แบบที่ไม่เคยมีในหนังเรื่องไหน อันนั้นเป็นจุดที่เรารู้สึกว่าหนังสารคดีมีโอกาสสื่อสารกับคนดูปัจจุบันเพียงแต่ในตลาดไม่มีใครเห็น ทุกคนยังติดภาพว่าหนังสารคดีคืออะไรที่น่าเบื่อ พอเสร็จจากงานนั้นเลยเกิดความคิดว่าทำไมเราไม่ทำตรงนี้ให้มันต่อเนื่อง ถ้าเรารอให้มีโปรเจกต์มาจ้าง มันก็ไม่ได้เกิดจากเรา แล้วเมื่อไหร่ล่ะที่เค้าจะทำอีก จริงๆ แล้วพื้นที่ตรงนี้มีเราก็น่าลงมาทำจริงๆ จังๆ เลยนำมาซึ่งโปรเจกต์ Documentary Club

_MG_8658.jpg

Documentary Club

– เราชอบดูหนังสารคดีอยู่แล้ว แต่มันเป็นกลุ่มหนังที่ค่อนข้างลับแล หาดูยาก ปกติต้องไปดูตามเทศกาล หรือสถาบันอย่าง เกอเธ่ ที่เค้านำมาจัดฉาย ตัวเราเองเป็นคนชอบอ่านหนังสือประเภทประวัติศาสตร์ สังคม ซึ่งหนังสารคดีก็ทำหน้าที่คล้ายๆกัน คือให้ความจริงในสิ่งที่เราอยากรู้ ถึงแม้ว่างานหลักๆ ของเราจะเกี่ยวข้องกับหนังที่ค่อนข้างหลากหลาย แต่เราก็ยังอยากทำอะไรที่เกี่ยวกับสารคดี เพราะมันไม่มีพื้นที่ตรงนี้ในบ้านเราอย่างชัดเจน อย่างตอนอยู่ Bioscope เราก็เคยทำกันเองเล็กๆ เป็นโปรดิวซ์โปรเจกต์หนังสารคดีด้วยเงินตัวเอง คือให้คนส่งไอเดียเข้ามาว่าอยากทำหนังสารคดีอะไรใกล้ๆตัว แล้วเราก็เอามาโปรดิวซ์จัดฉาย ต่อมาได้ไปทำรายการใน Thai PBS ชื่อรายการกลางเมือง เป็นรายการที่เล่าวิถีชีวิตคนที่อยู่ในเมือง เราพยายามขับเคลื่อนให้มันเป็นรูปแบบการเล่าที่เหมือนกับภาพยนตร์ไม่ใช่รายการสารคดีทั่วไป การทำแบบนี้ทำให้เรารู้ถึงสิ่งที่ขาด นั่นคือภาพยนตร์สารคดีที่เป็นฟีเจอร์ฟิล์มไม่มีพื้นที่ในบ้านเราจริงๆ พอพูดอ้างอิงถึงหนังสารคดีต่างๆ ในรายการคนจะนึกไม่ออกเพราะไม่เคยดู ความคิดเรื่องจะเปิดพื้นที่ฉายหนังสารคดีก็อยู่กับเรามาเรี่อยๆ เพียงแต่ก่อนหน้านี้มองไม่เห็นช่องทางว่าจะมีโรงภาพยนตร์ไหนที่เค้าจะยอมให้เราฉาย หรือการได้มาซึ่งตัวหนังสารคดีเอง เอาเข้าจริงมันเป็นธุรกิจอย่างนึง เราไม่ได้มีทุนที่จู่ๆ จะลุกขึ้นมาตั้งค่ายหนังอะไรจริงจังได้แบบนั้น ช่วงที่ผ่านมามีโอกาสได้ไปทำงานกับองค์กรเพื่อสังคม ซึ่งเค้าไม่มีสื่อในมือ เวลาสื่อสารอะไรก็มักจะออกมาในรูปแบบของสื่อเก่า เราว่าหนังสารคดีที่พูดประเด็นเรื่องสังคมมีเยอะมากในต่างประเทศ พอได้ไปทำงานกับองค์กรเหล่านี้เราก็ดึงหนังเข้ามา แล้วก็มาถึงจุดนึงที่มีคนชวนให้จัดทำแบบระดมทุน สุดท้ายเลยได้มาลองทำโปรเจกต์ Documentary Club ไปทำการระดมทุนในเว็บเทใจ พอได้เงินก้อนแรก เราก็เข้าสู่กระบวนการจริงๆ คือซื้อหนัง ทำซับไตเติ้ล ทำสื่อ คุยกับโรงหนัง และหาพื้นที่ฉาย

ภาพยนตร์สารคดีที่คนไทยให้ความสนใจมากที่สุด

– Finding Vivian Maier เป็นเรื่องแรกที่เปิดโปรเจกต์ ตอนที่หยิบเรื่องนี้มาก็คิดว่ามันมีอะไรที่น่าสนใจ แต่ไม่คิดว่าจะเป็นที่สนใจเยอะขนาดนี้ ทั้งกับคนที่ชอบภาพถ่ายสตรีท ซึ่งก็น่าจะไปโดนกับวิถีชีวิตการถ่ายภาพของพวกเค้า คนที่ติดตามงานภาพถ่ายของ Vivian Maier ก็จะรู้สึกว่าผลงานเธอน่าทึ่งแล้วหนังก็เล่าชีวประวัติของเธอที่ทำให้มันน่าทึ่งขึ้นไปอีก มีหลายสิ่งที่คนดูรู้สึกเชื่อมโยง โปรเจกต์นี้ถูกพูดถึงค่อนข้างเยอะ แล้วตัวหนังก็เซอรไพรส์โรงหนังตรงที่มันค่อนข้างจะทำเงิน ในแง่ของโปรเจกต์ถือว่าเป็นการเปิดตัวแบบที่เราไม่ต้องตอบโจทย์โรงหนังยากเกินไป โชคดีที่เริ่มด้วยเรื่องนี้ ถัดจาก Finding Vivian Maier อีกเรื่องนึงที่ค่อนข้างจะดีมากคือ Citizen Flour คงเพราะมีดีกรีเป็นหนังออสการ์ และเรื่องที่เล่าก็อยู่ในความสนใจของคน เช่น เรื่องนโยบายสอดแนมของรัฐ หรือนโยบายความปลอดภัยเรื่องดิจิตอล ซึ่งเป็นประเด็นใกล้ตัว ถึงแม้ว่าจะอยู่ในบริบทการเมืองของสหรัฐ แต่ทุกคนก็ใช้โซเชียลมีเดีย และเคยได้ยินเรื่องแบบนี้ ในส่วนของรายได้ และการถูกพูดถึงในวงกว้างคือ Amy หนังที่ย้อนกลับไปสำรวจชีวิตของ Amy Winehouse ทั้งช่วงรุ่งเรือง และช่วงตกต่ำ ตัวเรื่องมีพลังอยู่แล้วคนเลยให้ความสนใจเยอะ มันเวิร์คอย่างนึงตรงที่สามเรื่องนี้มีจุดร่วมกันตรงที่เรื่องราวในหนังเองสามารถดึงความสนใจคนได้ แล้วหนังก็ทำได้ดีทั้งสามเรื่อง ในเชิงเทคนิคทางภาพยนตร์มีสิ่งที่น่าทึ่งหลายอย่างเหมือนกัน หนังมีวิธีการเล่าที่ดีเปิดเผยข้อมูลอีกหลายอย่างที่เราไม่รู้ ทำให้คนที่ไปดูมีกระแสปากต่อปากช่วย ซึ่งมีผลอย่างมากกับโปรเจกต์ เพราะเราไม่ได้มีทุนซื้อสื่อประชาสัมพันธ์เยอะก็ต้องอาศัยดึงคนกลุ่มนึงที่สนใจดูแล้วเอาไปบอกแบบปากต่อปาก

เสน่ห์ของสารคดี

– มันมีเรื่องให้น่าทึ่งไม่สิ้นสุด อย่างเรื่อง Finding Vivian Maier, Edward Snowden หรือ Amy Winehouse ก็ตาม ลองคิดว่าถ้าเป็นหนังเฉยๆ เป็นพล็อตที่ถูกเขียนขึ้นมาแล้วมีนักแสดงมาเล่น ก็จะมีความสนุกในแบบของหนังที่ทำหน้าที่คนละแบบ เราดูแล้วอาจจะรู้สึกว่านักแสดงแสดงดีจัง หรือพล็อตเขียนดี แต่มันอาจจะไม่สร้างแรงบันดาลใจให้เราขนาดที่เรารู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่านี่คือเรื่องจริง มีคนพี่เลี้ยงแบบ Vivian หรือมีผู้ชายที่อายุยังไม่ 30 แบบ Snowden ที่เลือกชีวิตแบบนี้ได้ยังไง เราว่าสารคดีทำงานแตกต่างจากหนังฟิคชันตรงนี้ ฟิคชันให้ความบันเทิงในรูปแบบนึง แต่สารคดีมันช็อคเรา มันส่งต่อพลังให้คนทั่วไปทั้งด้านบวก และด้านลบ อย่าง Amy ดูแล้วบางคนก็เศร้าหดหู่ไปเลย คือถ้าประเด็น หรือวิธีการทางภาพยนตร์ทำงานได้ดี มันก็จะส่งผลทางอารมณ์กับคนดูสูง คิดว่าสูงกว่าหนังฟิคชันด้วยซ้ำ เพราะเรามีความรู้สึกอยู่ตลอดเวลาว่านี่คือเรื่องจริง หรือถ้าเป็นสารคดีที่เล่นกับประเด็นทางสังคม หรือสะท้อนปัญหาของมนุษย์ในพื้นที่ต่างๆ ในโลก ถ้าวิธีการทางหนังดีเช่นเดียวกัน มันจะสร้างแรงสะเทือนต่อความรู้สึกของเราอย่างยิ่ง เลยคิดว่าสารคดีทำขึ้นมาเพื่อการนี้

ผลตอบรับที่ทำให้ดีใจ หรือท้อใจที่สุด

– ที่ดีที่สุดคือเวลามีคนมาบอกว่าไม่เคยดูหนังสารคดีมาก่อนเลย ไม่เคยรู้ว่าหนังสารคดีสนุกแบบนี้ หรือคนที่มาบอกว่าตามดูหนังเราทุกเรื่องเลยนะ ขอบใจมากที่เอาหนังพวกนี้มาให้ดู เวลาเจอแบบนี้จะรู้สึกว่านี่แหละคือเป้าหมาย คือคนที่รู้สึกว่าหนังสารคดีไม่ใช่ยาขม คนที่ไปดูแล้วมาบอกว่าหนังให้บันดาลใจมากเลย คิดว่าตัวเองโอเคแล้ว ส่วนในด้านตรงกันข้ามจริงๆ ถือว่าน้อย พอหลังจากทำไปซักช่วงเวลานึงจะมีคอมเม้นท์ที่คาดหวังว่าเราจะเลือกหนังสารคดีที่ฮาร์ดคอร์กว่านี้ หรือหนังสารคดีที่เป็นอาร์ตสูงกว่านี้ ทำไมเลือกเรื่องป็อปจัง เราจะเริ่มรู้สึกว่าจริงรึเปล่า เราต้องทำแบบนั้นเหรอ เป้าหมายจริงๆ เราอยากทำแบบนี้นะ จะมีในเชิงนี้ ไม่ได้ทำให้ท้อแต่ทำให้เราเขวจากสิ่งที่ทำอยู่ เราต้องกลับมาตั้งสติว่าสิ่งที่เราตั้งใจทำคือแบบนี้ เราไม่ได้อยากจะเป็นเจ้าแห่งสารคดี เรามีเป้าหมายที่จะเปิดพื้นที่ตรงนี้มากกว่า ดังนั้นก็คิดซะว่าเราเปิดเป็นฐานไว้ให้ ถ้ามีคนที่โอเคกับหนังสารคดีแล้วลุกมาทำ คุณก็ลองหาสิ่งอื่นที่คิดว่าดีกว่า ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ดี ต่างคนต่างทำจะได้มีสิ่งนี้เกิดขึ้นมาเยอะๆ

_MG_8682.jpg

กับปัญหาที่คนไทยไม่ค่อยทำหนังสารคดี หรือทำแล้วไม่ค่อยได้รับความสนใจ

– ปัญหาโลกแตก ช่วง 2-3 ปี ที่ผ่านมา มีความพยายามของคนทำหนังอิสระที่จะทำหนังสารคดีหลายคน อย่างเราเห็น เบิ้ล นนทวัฒน์ นำเบญจพลก็ทำดีๆ หลายเรื่อง หรือแม้กระทั่งเราเอาหนังมาฉายก็ต้องตอบคำถามหลายคนที่ไม่คุ้นเคย หรืออาจจะมีความเชื่อว่าคนไทยไม่ดูหนังสารคดีหรอก โอเค… Vivian เธออาจจะได้ตังค์ แต่ฉายไปอีกสามเรื่องก็ยาก ฉันว่าโปรเจกต์เธอจะเล็กลงๆ นะ มันมีคนที่มีความคิดแบบนี้ ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมาเราว่าคนดูโตขึ้น ฟอร์แมตต์ของการเป็นสารคดีที่เราเคยมีความคิดว่าคนเบื่อ อาจจะไม่ได้เป็นอย่างนั้นเสมอไป หนังสารคดีพร้อมจะทลายอะไรบางอย่างออกไปได้ แต่เหตุผลที่ตลาดสารคดีไทยไม่เกิดขึ้นมา ปัญหาคือเราไม่มีพื้นที่ในการสนับสนุนมันจริงจัง คนทำเราคิดว่ามี ประเด็นก็มี คนที่พร้อมจะเล่นประเด็นซับซ้อนก็มี ไม่ใช่สังคมไทยไม่มีเรื่องเล่า หรือน่าเบื่อ เราว่าปัญหานี้ไม่ใช่ปัญหาแรก ปัญหามันคือไม่เห็นช่องทางการสนับสนุนว่าทำมาแล้วจะเผยแพร่ที่ไหน อย่างเบิ้ลทำสายน้ำติดเชื้อ หรือฟ้าต่ำแผ่นดินสูง ทำมาแล้วฉายได้สิบรอบแล้วจบ สำหรับคนทำมันเหนื่อยนะ สารคดีไทยมีปัจจัยพร้อมให้โต แต่ขาดคนที่เห็นว่าควรจะมี ที่มองไว้อย่างแรกเลยคือพื้นที่ในการเผยแพร่ ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าทุนด้วยซ้ำ เค้ามีทุนทำหนังเสร็จออกมาแล้วไม่มีที่ฉายก็ไม่มีประโยชน์ แต่ถ้ามีที่ฉายคนจำนวนหนึ่งก็พร้อมที่จะใช้ทุนตัวเองทำมันด้วยซ้ำ เราถึงได้พูดตลอดว่าถึงแม้ตอนนี้สื่อทีวีจะลดลงๆ แต่สื่อทีวีก็ควรจะเป็นสื่อแรกที่เปิดพื้นที่ให้หนังสารคดีไทยจริงจังได้แล้ว ที่เมืองนอกหนังสารคดีเติบโตเพราะเค้ามีรากที่สำคัญ คือมีพื้นที่ในโทรทัศน์ โดยเฉพาะสารคดีที่มีลักษณะของการสืบค้นเชิงข่าว ดังนั้นช่องทีวีควรมีหนังสารคดีที่เป็นฟีเจอร์ ไม่ใช่มีแต่รายการที่เป็นสารคดีแบบ คนค้นฅน การสำรวจงานศิลปะ หรือสารคดีที่พูดถึงการยิงจรวด ควรจะมีรายการหนังสารคดีได้แล้ว แล้วคนทำสารคดีไทยต้องมีพื้นที่เกิดจากตรงนั้น

ถ้าให้จับคู่ประเด็นที่น่าสนใจ เข้ากับผู้กำกับไทยหนึ่งคน อยากจะนำเสนอเรื่องอะไร

– บ้านเรามีประเด็นให้เล่าเยอะมากเลยนะ ประเด็นเชิงการเมืองเราว่าควรเป็นประเด็นที่ยึดเป็นหนังสารคดีในแง่ที่ว่ามันสำคัญกับสังคมไทยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แล้วเรื่องการขัดแย้งของชนชั้นในสังคม หรือการลุกฮือขึ้นมาของชนชั้นล่าง และชนชั้นกลางเป็นประเด็นของโลกนะ ไม่ใช่แค่ของประเทศไทยประเทศเดียว หนังสารคดีต่างประเทศไม่ว่าจะอเมริกา หรือโซนตะวันออกกลาง ในช่วงหลายปีเค้าพูดถึงเรื่องนี้เยอะ ขบวนการต่อสู้ ภาครัฐ หรือประชาชน เพราะมันเป็นประเด็นที่เกิดขึ้นทั่วโลก แต่ปัญหาอย่างที่บอกไปเมื่อกี้ว่าไม่มีพื้นที่ฉาย ข้อสองคือคุณไม่มีพื้นที่อิสระทางความคิด มีทั้งกฎหมายมาตรานู้นนี่นั้นที่พร้อมจะเล่นงานคนทำหนังในทุกระดับ หรือแม้กระทั่งหนังที่หาวิธีทางศิลปะหลบเลี่ยงความสุ่มเสี่ยงไม่โดนเล่นงานทางกฎหมาย คุณก็เอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้กับคณะกรรมการจัดเรตภาพยนตร์ที่วันดีคืนดีก็อาจจะแบน ถ้าถามว่าเราอยากเห็นอะไร เราว่าในสังคมไทยมีเรื่องให้เล่าเยอะ เรื่องอื่นก็มีหลากหลาย แต่เราว่าประเด็นทางการเมืองน่าจะมี เพราะเป็นประเด็นร่วมของโลก แล้วถ้าคุณทำในแง่ของหนังมันมีโอกาสไปสู่เวทีโลกสูง และเป็นประเด็นที่สำคัญมาก ในเชิงประวัติศาสตร์ควรถูกบันทึกเอาไว้ แต่ก็ยากถ้าจะหาคนทำ เรานึกไม่ออก คนที่มีความพร้อมในเชิงคอนเทนต์มากๆ แล้วมีความกล้า หรือบ้ามากที่จะทำ อันนี้ไม่ได้พูดถึงเรื่องต้องติดคุกนะ ประเด็นเราอยากเห็นหนังสารคดีที่พูดเรื่องความขัดแย้งทางการเมือง และการต่อสู้ของประชาชนในช่วงเวลาที่ผ่านมา ซึ่งน่าเสียดายมันเป็นประเด็นที่มีน้ำหนักมากในสังคม แต่ไม่สามารถถูกบันทึกไว้เลย แล้วเราจะผ่านช่วงเวลานี้ไปโดยที่เราไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ได้รับการยอมรับอย่างจริงจัง

อยากพัฒนาวงการสารคดีไปถึงจุดไหน

– เราพยายามมองเป้าที่ไม่โตมาก ถ้าถือว่าบรรลุเป้าเร็วก็คือทำให้การดูหนังสารคดีเป็นเรื่องที่คนดูโอเค คือเค้าสามารถเสียเงินเท่านี้แล้วดู James Bond หรือดูหนังฮอลลีวูดใหญ่ๆ ได้ ขณะเดียวกันเค้าก็สามารถจ่ายเงินค่าตั๋วดูหนังสารคดีได้โดยที่ไม่คิดว่าไม่คุ้มเงิน เป้าหมายคืออยากให้เกิดความสม่ำเสมอของสิ่งนี้ ถ้าเกิดมันจะมีสิ่งที่เป็น hidden agenda ก็คงจะเป็นว่า สำหรับเราหนังสารคดีจำนวนมากในโลกพูดเรื่องประเด็นสังคม และมนุษย์ที่ทำให้โลกนี้มีความหลากหลายอื่นๆ ที่เราควรจะรู้ คือมันไม่ใช่แค่เปิดโลกของการดูหนังเพียงอย่างเดียว แต่เป็นการเปิดโลกทรรศน์ใหม่ๆ ที่ทำให้เรามองเห็นโลกนี้ในมุมอื่นที่ต่างออกไป ได้สัมผัสเพื่อนมนุษย์ในแง่อื่นๆบ้าง เราว่าหนังสารคดีเกิดขึ้นมาเพื่อบทบาทนี้ ก็อยากให้มันทำหน้าที่ตรงนี้ในบ้านเราอย่างชัดเจนไปเรื่อยๆ

ภาพรวมที่กว้างขึ้นของวงการภาพยนตร์ไทยในตอนนี้

– ปัญหานึงของวงการหนังไทยที่รู้สึกมาตลอดคือไม่มีความหลากหลายของเนื้อหา ตลาดจะถูกขับเคลื่อนโดยหนังตลาด ตลาดไม่ถูกบ่มให้มีความหลากหลาย ปัจจัยแวดล้อมเยอะ ทั้งโรงหนังไม่มีพื้นที่ให้กับหนังกลางๆ ที่เปิดแล้วรายได้ไม่ตู้มแต่กระแสปากต่อปากดีแล้วค่อยๆ เลี้ยงให้หนังเรื่องนั้นอยู่ไปนานๆ ไม่มีการทำงานแบบนั้น โรงหนังทุกวันนี้เป็นธุรกิจผูกขาดโดยเครือสองเครือใหญ่ ซึ่งมุ่งไปที่การทำรายได้ หนัง GTH มาเทหมด 500 โรงทั่วประเทศ พอหนังเล็กมาเอาไปโรงนึงหรือสองโรง หนังกลางๆ มาฉายแปปเดียวเลิก มันไม่มีวัฒนธรรมการสร้างพื้นที่ให้หนังค่อยๆ สร้างกลุ่มคนที่หลากหลายขึ้นมา จริงๆ ภาวะแบบนี้เป็นกับหนังทั่วโลก หนังฮอลลีวูดก็เป็น ดังนั้นหนังไทยตอนนี้ตลาดจะเห็นชัดว่าหนึ่งถูกขับโดยหนังกระแสหลักที่มีแนวโน้มการทำเงินสูง เช่น หนัง GTH หนัง M39 หรือหนังอะไรที่ตลาดจ๋า สิ่งที่ดีในช่วงปีที่ผ่านมาคือเกิดหนังอินดี้เล็กๆ รวมไปถึงหนังฟอร์มเล็ก หรือหนังอิสระขึ้นมา เพียงแต่เราคิดว่ามันยังไม่มีตรงกลาง ซึ่งหนังที่อยู่ตรงกลางจะเป็นก้อนที่สร้างคนทำหนังคุณภาพที่สามารถผสมความไม่ตลาดมากเกินไป แต่ก็ไม่อินดี้จนทิ้งคน ต้องมีหนังประเภทนี้ จะเป็นหนังผีกลางๆ หรือหนังโรแมนติคคอมเมดี้กลางๆ หรือแม้แต่หนังดราม่าที่ขายกลุ่มผู้หญิง ขายกลุ่มผู้ใหญ่ ไม่มีหนังโทนนี้เลย ซึ่งจริงๆ เป็นปัญหาของอุตสาหกรรมหนังประเภทกระแสหลักในหลายๆ ประเทศ

Writer : Mintra Ruengsakvichit
Photographer : Tanapol Kaewpring
Special Thanks : Thida Plitpholkarnpim

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s