การทำงานในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมากับผลงานภาพเคลื่อนไหวที่เปี่ยมไปด้วยไอเดียอันสดใหม่ พร้อมกับผลลัพธ์ที่มาจากการทดลองเล่าเรื่องต่างๆ ล้วนเป็นผลงานที่ถูกสร้างสรรค์ขึ้นโดย Eyedropper Fill กลุ่มคนทำหนังรุ่นใหม่ที่มีเบสท์ วรรจธนภูมิ ลายสุวรรณชัย และนัท นัททวัฒน์ จรัสเรืองนิล เป็นหัวหน้าทีมทดลองที่ผลิตสื่อสร้างสรรค์กันออกมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2008 ผลงานของ Eyedropper Fill เป็นที่รู้จัก และถูกพูดถึงอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็น มิวสิกวิดีโอ The Haunted House – Part Time Musicians, Live Viral ของ Bodyslam Live in Kraam ไปจนถึงภาพยนตร์สารคดีขนาดยาวของ Potato และสำหรับปีนี้กับการครอบรอบปีที่ 7 ของอายดรอปเราจึงชักชวนมาร่วมพูดคุยกันถึงบันทึกการทดลองของพวกเขา!

 

ครบรอบ 7 ปี ของ Eyedropper Fill

– นัท: จริงๆ ปีนี้ค่อนข้างเป็นปีที่ก้าวกระโดดในแง่ที่เราขยายขอบเขตการทำงานออกไป เมื่อก่อนจะเป็นถ่ายวิดีโอ ถ่ายมิวสิค ทำโฆษณา แต่ตอนนี้เราเริ่มจับ public art หรืองาน installation art ที่มีปฏิสัมพันธ์กับคน

เบสท์: เราขี้เบื่อกันมาก ก็เลยรู้สึกว่าอยากจะเอาตัวเองไปอยู่ในภาษาอื่นบ้าง อยากลองดูว่าการที่เราจับภาษาอื่นแล้วเรายังจะสามารถสื่อสารในแบบที่เป็นเราได้รึเปล่า เราอยากจะชัดเจนมากขึ้นในการทดลองแบบอื่น เลยคิดว่าปีนี้อยากลองทำทุกอย่างที่ไม่เกี่ยวกับวิดีโอแต่ยังมีพื้นฐานของงานวิชวลอยู่ ในเมื่อยุคนี้อะไรมันก็สามารถมิกซ์กันได้หมด ก็อยากจะเป็น multi-disciplinary ผสมกันได้มั้ย อย่างที่สองคือเรื่อง movie image ภาพเคลื่อนไหวกับเสียง และวิชวล

นัท: ตอนนี้เลยชอบทำงาน visual experience แต่ก็ไม่แน่ว่าจะอยู่ในสื่ออะไร ซักสองปีนี้คงจะเริ่มรู้แล้วว่าแนวทางของพวกเราเป็นยังไง ความจริงเราไม่อยากยึดติดกับอะไรดาร์กๆ (ซึ่งคงมักจะบอกว่าเป็นแบบนั้น) เราเลยเริ่มค่อยๆ ใส่อะไรพวกนี้ลงไป ปีนี้เลยเป็นปีที่เปิดกว้างมากขึ้น บวกกับมีโอกาสเข้ามาหลายทางด้วย

 

เริ่มงานแรกของปีกับ The Existence

เบสท์: เป็นนิทรรศการกลุ่มที่สนับสนุนโดย Japan Foundation เราทำ installation ในห้องๆ นึงของ BACC งานชื่อ The Existence จะเป็นเรื่องของคนกับการออกเสียง (ความจริงมีแฝงเรื่องการเมืองซ่อนอยู่หน่อย) เราติดเครื่องเลเซอร์เอาไว้ในห้องมืด พอคนเดินเข้าไปจะไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ถ้าเค้าเริ่มขยับหรือทำให้เกิดเสียง มันจะมีแสงขึ้นมาซิ้งค์กับเสียงที่เกิดขึ้น คราวนี้คนก็เริ่มมีปฏิสัมพันธ์กับการเรียนรู้เสียงตัวเองด้วยการตะโกน หรือปรบมือ เราจำลองสเปซเพื่อให้คนที่ไม่รู้จักกันมาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน แล้วลองสังเกตดูว่าเค้าจะมีปฏิสัมพันธ์กันยังไง อย่างถ้าเราปรบมือแสงก็จะซิ้งค์ไปกับจังหวะของมือเรา แล้วถ้าอีกคนนึงมาปรบมือ หรือร้องด้วย แสงก็จะเกิดจากเค้า คือแต่ละคนจะเจอจังหวะของตัวเอง

นัท: ในห้องจะเป็นกระจกบานใหญ่ มีเลเซอร์ และควัน ซึ่งเราแทนด้วยสังคมที่เป็น physical และสังคมที่เป็น virtual เป็นเรื่องเกี่ยวกับอินเตอร์เน็ต และโซเชียลมีเดีย ก็เลยเอาเลเซอร์มาเป็นสัญลักษณ์เพื่อสื่อสาร ความจริงเราอยากให้จบแบบคนมาเซลฟี่ใส่กระจกบานใหญ่ๆ แต่การจะถ่ายก็คือคนต้องตะโกนถึงจะเห็นแสงไม่งั้นก็จะถ่ายไม่ติดอะไรเลย คือมันจะเกิดแสงต่อเมื่อมีเสียงเท่านั้น

เบสท์: คนอยากมีตัวตนก็ต้องตะโกน ยิ่งตะโกนดังแสงก็ยิ่งสว่าง ภาพก็ยิ่งชัด

นัท: ตอนแรกคนที่เข้ามาก็จะเกร็งๆ แต่พอเห็นมีคนอื่นที่เข้ามาเฮฮากัน เค้าก็เริ่มเล่นเริ่มทำตาม อันนี้เป็นเหมือนงานแรกที่เราลองก้าวออกมาจากการทำวิดีโอ เป็น installation ครั้งแรก

เบสท์: เราอยากให้คนดูมีส่วนกับงานศิลปะด้วย เรารู้สึกว่าพื้นที่ของนิทรรศการ หรือแกลเลอรีมันดูเกร็งไปหมด เราอยากให้คนมาสนุก และได้เรียนรู้ไปด้วยกันมากกว่า กลุ่มป้าแม่บ้านดูจะเป็นกลุ่มที่มันส์สุดแล้ว ตอนแรกเค้ากวาดพื้นอยู่เราก็ชวนเค้าไปเล่น เค้าติดใจเลยไปชวนคนอื่นๆ มาอีก ทีนี่ก็เต้นกันสนุกเลย

dsc_4037

Dreamscape

– เบสท์: Dreamscape เป็นโปรเจกต์ที่ทำกับ Speedy Grandma หัวข้อคือ Intimate Politik เกี่ยวกับการเมืองระยะใกล้ จริงๆ เรามีไอเดียที่อยากทำงานสตรีทอาร์ตที่มีเนื้อหา ไม่ใช่สตรีทอาร์ตที่มีแต่สไตล์ลิ่งมาตั้งแต่ปีที่แล้ว เราเริ่มจากตีความ Politik กับ Intimate สำหรับเรา Politik คือภาพกว้าง ส่วน Intimate คือภาพใกล้ การที่จะเห็นภาพกว้างได้ชัดเจน คือเราต้องต้องใส่ใจกับเรื่องเล็กๆ และละเอียดกับมันมากพอ หมายถึงว่ากว่าจะเป็นประชากร 60 ล้านคนในประเทศไทย เราลองย่อยลงมาเป็นสังคม ครอบครัว ไปจนถึงคนๆ เดียว การเมืองก็สามารถเกิดขึ้นได้ บวกกับด้วยสภาวะตอนนี้ที่เรารู้สึกว่ามันเป็น hopeless เราไม่แน่ใจว่ารัฐบาลชุดนี้จะนำพาประเทศไปในทิศทางไหน เราเลยมาโฟกัสที่เรื่อง hope ของคนด้วย เราสนใจความหวังที่ไม่สามารถเป็นไปได้ งานนี้เราไปถามคนทั่วๆ ไปว่าความสุขของเค้าเป็นยังไงแล้วให้เค้าวาดรูปออกมา

นัท: ถ้ามีฮีโร่ขึ้นมาคนนึงแล้วมาแก้ปัญหาให้ หน้าตาจะเป็นยังไง วาดรูปให้ดูหน่อย เราคุยกับคนประมาณ 60 คน แล้วก็มาเขียนว่าเค้าชื่ออะไร อายุเท่าไหร่ ทำอาชีพอะไร ตอนแรกคิดกันว่ามันคงง่าย แต่ที่ไหนได้กว่าหาคนคนนึงที่เป็นคนทั่วไปจริงๆ แล้วเค้ายอมมานั่งคุย มาวาดรูปให้เรา โคตรยาก ถ้าเป็นเรา เราอาจจะยังอยากวาด เพราะเราสนุก แต่พวกเค้าแต่ละคนเหมือนให้ความรู้สึกว่ากำลังถูกรุกล้ำ สรุปเราต้องไปชวนพวกเค้าคุยอยู่นาน ค่อยๆ ซึมไปเรื่อยๆ ถึงค่อยถามเรื่องชีวิต แล้วค่อยๆ เจาะลึงลงไป

เบสท์: คนอายุเยอะหลายคนทำงานหนักจนลืมความฝันของตัวเอง hope หรือสิ่งที่เราให้เค้าวาดเป็นเสมือนกระจก เป็นเงาร่างที่เค้าอยากเป็นแต่ยังเป็นไม่ได้ หรือไม่มีโอกาส เรารวบรวมเอาภาพสเกตช์พวกนี้มาขยับให้เกิดชีวิตในคอมพิวเตอร์ แล้วเอาไปฉายต่อ พอความฝันของแต่ละคนได้ไปอยู่บนยอดตึกใหญ่ๆ กำแพงในที่ชุมชน หรือต่อม่อสะพาน คนก็ให้ความสนใจ แล้วเดินเข้ามาถามว่าอันนี้คืออะไร พวกเค้าไม่เคยเห็นมาก่อน Dreamscape มันคือ scape ของความฝันในทางที่เหมือนจะเกิดขึ้นจริงในโลกมายาของภาพยนตร์

นัท: คนที่เราชวนมาวาดก็ไม่ได้เป็นเซเลบริตี้ หรือศิลปินมานั่งวาด แต่พี่คนขับรถสามล้อในละแวกนั้น คนที่รู้จักกับคนที่วาดเค้าก็วิ่งมาเชียร์ เรารู้สึกว่าเมืองนี้มันเป็นแคนวาสได้ และทุกคนสามารถถือพู่กันวาดได้

เบสท์: อีกชิ้นนึงต่อเนื่องกันมา คือเราบันทึกโปรเจคนี้เป็นหนังสั้น โดยพูดถึงกลุ่มคน 5 แบบที่มาอยู่ในกรุงเทพฯ คือตอนที่เราไปคุยแล้วเค้าวาดรูป เราเก็บ documentary มาหมดเลย พอเรามานั่งฟังว่าเค้าพูดอะไรกันบ้าง เนื้อหาและเสียงที่เค้าพูดมันอิมแพค มันแข็งแรงมาก ตอนเอาไปตัดทำหนังสั้นในส่วนนี้จะไม่เห็นหน้าคน แต่จะเห็นแอนิเมชันที่เค้าวาดประกอบกับเสียง แล้วก็ขึ้นไปฉายในพื้นที่ๆ เค้าอยู่

 

โปรเจกต์นี้พา Eyedropper Fill ไปไหนบ้าง

– นัท: ตัวจบมันออกมาเป็นนิทรรศการ แล้วก็มี documentary อันนึง และตัวหนังสั้น

เบสท์: หนังสั้นมีไปฉายที่ฮานอย และเราได้รางวัลสองรางวัล คือ BACC Award ในสาขาเรื่องความโดดเด่นเรื่องการทำภาพยนตร์ที่มีศิลปะสูง อีกอันนึงได้ popular vote เราโคตรงงเลยว่าหนังแมสมีเยอะมาก แต่ทำไมหนังเรื่องนี้มันได้ popular vote ด้วย อาจจะเพราะมันสื่อสารกับคนได้

นัท: ที่เหลือก็ต้องรอว่ามันจะได้ไปฉายที่ไหนอีกบ้าง

 

Eyedropper Fill Visual Lab

– เบสท์: มันมีหลายชิ้นงานที่เราทดลองในช่วงก่อนที่จะเสร็จ แล้วมันไม่ได้ใช้ กลายมาเป็นเศษอยู่ในฮาร์ดดิสก์เต็มไปหมด

นัท: ตอนแรกเราคิดว่าเก็บไว้ก่อน เดี๋ยวก็คงจะได้เอาออกมาใช้ คือมันไม่ใช่ชิ้นงานที่เสร็จไง มันเป็นแค่ไอเดีย หรือการทดลองเท่านั้น สรุปก็ไม่เคยได้ใช้มันเลย จนมาอันนี้

เบสท์: เราทำเป็นรายการขึ้นมา นึกถึงวิดีโอสอนวิทยาศาสตร์สมัยก่อน

นัท: แรกสุดเรากะจะรวบรวมเทคนิคทุกอย่างแล้วอัดเก็บไว้ใน channel แต่การใส่ลงไปเฉยๆ ก็คงไม่มีใครได้ดู ก็เลยทำให้มันเป็นเหมือนรายการซะ

เบสท์: ประเด็นคือเราต้องไม่ใช่แค่ให้ผลลัพธ์ที่มันดูอาร์ต แต่กระบวนการทดลองก็ต้องน่าสนใจด้วย

นัท: หัวข้อที่เราทำคือ “ทำอย่างไรเมื่อไม่มีเลนส์?” มีทั้งหมด 3 edisode หลังจากแชร์ออกไปเพจของอายดรอปก็เริ่มเคลื่อนไหว คือพวกเราได้รับข้อความเป็นผลที่คนไปทดลองอะไรประหลาดๆ กันมา มีคนมาบอกว่าพี่ผมเคยไปลองกับที่กรองกาแฟ แล้วมันออกมาเป็นรูๆ เยอะๆ สนุกดี พวกเราดีใจมาก คือตอนที่ทำก็ไม่ได้มีเวลาทำแคมเปญให้มันใหญ่ขึ้น แต่คนที่ได้ดูก็เอาไปต่อยอดกันเอง พวกตากล้องก็ช่วยกันแชร์เยอะ ฟีดแบ็คจะเป็นการส่งต่อประสบการณ์ออกไปให้คนไปทำต่อ

บิว: มีเพจนึงของญี่ปุ่นเป็นบล็อก เค้าเอาอันนี้ไปลงด้วย ตอนต่อไปจะทำเป็นแว่นเมายา

dsc_4109

Plutonians

– นัท: เป็นงาน installation ตัวที่ 2 จริงๆ แล้วตัว Dreamscape มันต่อยอดอะไรได้เยอะมาก ใน The Existence มีคนมาร่วมด้วย สนุกจัง พวกเราสะใจในแง่ที่ว่ามันล้มบริบทความเป็นแกลเลอรีเงียบๆ ขรึมๆ ไปเลย มันสนุกกันได้นี่หว่า สำหรับเรารู้สึกว่างาน installation ที่น่าสนใจคือมันได้มีปฏิสัมพันธ์กับคน เหมือนงานเรายังไม่เสร็จแล้วให้คนมาช่วยกันเติมจนเสร็จ ตัว Plutonians ก็คล้ายๆ กัน สิ่งที่เราทำจริงๆ คือการสร้างแสงด้านหลังลูกบอลทรงกลม ให้มันมีลักษณะเป็นโชว์ ด้านหน้ามันว่างก็เลยให้คนเขียนถึงความคิดถึงที่มีต่อดาวพลูโต วันนั้นทุกคนดูเอ็นจอยมาก หลังๆ เลยจะเป็นประมาณนี้ คืออยากจะเริ่มต้นก่อน แล้วให้คนดูเป็นคนเติมงานให้เต็ม

 

Levi’s Viral

เบสท์: เป็น documentary ตามศิลปิน

นัท: อันนี้อยู่ในส่วนที่เป็นงานคอมเมอร์เชียล (งานหาเงินเข้าบริษัท) ตอนนี้ที่มาเยอะมากเป็นกึ่งหนังสารคดี กึ่งสัมภาษณ์ ส่วนใหญ่เอเจนซี่จะมีสคริปต์มาให้ พวกเราก็ต่อรองไม่เอาสคริปต์ คือพยายามหาคำถามที่มันไม่ hard sale เท่าไหร่ แต่ได้คำตอบที่คล้ายกัน เพื่อที่มันจะได้ดูจริง เหมือนเราใช้ความเป็นอายดรอปไปแก้ปัญหาให้เค้าหน่อยๆ

เบสท์: จริงๆ แล้วอาจจะไม่ใช่งานคอมเมอร์เชียลหรอก แต่เป็นงานที่เราถนัด หรือไม่ถนัดมากกว่า ที่ตอนนี้เราพยายามทำงานพวกมัลติมีเดียเยอะๆ เพราะอยากให้มันเป็นงานที่เราถนัด และหาเงินได้ สุดท้ายแล้วเราไม่ได้แบ่งว่าอาร์ต ไม่อาร์ต หรือเป็นตัวตนเรารึเปล่า คิดว่าเราถนัดและตอบโจทย์ในสิ่งที่ลูกค้าต้องการได้ ถ้าเราไม่ถนัดงานสไตล์นี้ เราก็อาจจะไม่เต็มที่ แต่ถ้าถนัดเราก็จะใส่ให้ลูกค้าได้มาก เราคิดถึงลูกค้าด้วยว่าถ้าเค้าต้องการแบบนี้เราจะเป็นตัวเราได้ขนาดไหน หลังๆ รู้สึกสนุกกับการทำให้มันเป็นเค้า และก็มีตัวเราเจืออยู่ในนั้นด้วยมากกว่า

 

งานสัมมนา

นัท: งานที่ใหญ่สุดเป็นของม.กรุงเทพ ซึ่งจัดวันเดียวกับของทาง TCDC เลย อะตอมกับเบสท์ไปม.กรุงเทพ ส่วนเราไป TCDC

เบสท์: พูดให้เด็ก 1,600 คนเกือบทุกภาควิชาฟัง เลือกหัวข้อ ‘Thainess’ คือมันเป็นวิชานึงของเค้าที่เกี่ยวกับภูมิปัญญา และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เค้าเอาความเป็นไทยมาแล้วให้เด็กทุกคณะมาฟังเราพูด อะตอมจะเป็นคนพูดหลัก พูดเรื่องความเป็นไทย เรามองความเป็นไทยยังไงในสายตาของนักออกแบบ และคนทำภาพเคลื่อนไหว ซึ่งผลตอบรับดีมาก

นัท: เหมือนมันเป็นสิ่งที่เราทำมาอยู่แล้ว อย่าง Part Time Musicians ที่เห็นเป็น smoke screen นั่นเราทำควันจากธูปเทียน กำยาน หรือในเอมวีน้ำค้างก็ด้วย

เบสท์: เราใช้ของใกล้ตัว เราอยากให้คนมองเห็นสิ่งใกล้ๆ ว่ามันน่าสนใจ ที่เราเอาไปพูดก็เรื่องถุงใส่น้ำอัดลมที่รัดหนังยาง อย่างต่างประเทศจะมีแก้วดีๆ มีกระดาษหุ้ม แต่หนังยางฟังก์ชันมันคือห้อยกับอะไรก็ได้ คนไทยมีความครีเอทีฟตรงนี้อยู่ แล้วความครีเอทีฟนี้มันเกิดมาจากความจน ความที่ไม่ค่อยมีโอกาส แต่ต้องอยู่รอด คือต้องครีเอทีฟถ้าไม่ครีเอทีฟก็อยู่ไม่ได้

นัท: ดีไซน์เพื่อให้ชีวิตอยู่รอด เราแตกเอาส่วนนึงไปคุยที่ TCDC เป็นหัวข้อ ‘Visually speaking’ คือพูดถึงเรื่อง visual เนี่ยแหละ วันนั้นมีหลายสตูดิโอเหมือนกัน เค้าจะคุยถึงผลงานตัวเองซะส่วนใหญ่ แต่มันจะมีที่มาที่ไปของเค้าว่าทำไมมันถึงเกิดภาพแบบนี้ขึ้น เราเลยพูดถึงมุมมองการหาแรงบันดาลใจทั่วไป

เบสท์: อายดรอปบางทีอาจจะไม่ได้ล้ำ แต่มันเป็นเรื่องของสายตาที่เรามองเห็นอะไรแล้วนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์มากกว่า

 

การติวเด็กฝึกงานก็เป็นอีกหนึ่งโปรเจกต์ของ Eyedropper Fill

เบสท์: เรารู้สึกว่าการรับเด็กฝึกงานคือการใช้เค้าทางอ้อม เราไม่เห็นด้วยกับไอเดียนี้เท่าไหร่ เราเลยพยายามโฟกัสไปที่พวกเค้าจริงๆ คือสิ่งที่พวกเค้าจะได้รับไปหลังจากฝึกงานกับเรา เราให้เค้าได้ลองทำงานโดยเริ่มตั้งแต่ได้ใช้ไอเดียตัวเอง จนฝึกงานเสร็จก็จะมีชิ้นงานของตัวเองออกมาชิ้นนึง ซึ่งปกติที่ฝึกงานที่อื่นเค้าจะไม่ทำอย่างนี้ ส่วนมากจะเป็นการใช้ทำงานทั่วไป เด็กก็ทำๆ แล้วสังเกตเอาเอง เค้าจะไม่มานั่งบอก หรือดีไม่ดีไม่มีงานให้ทำ เค้าก็จะให้เด็กนั่งกันอยู่เฉยๆ แล้วมองผู้กำกับทำงานด้วยซ้ำ ตอนเราฝึกงานเจ้านายเราแม่งดี มันเป็นบริษัทออกแบบที่ไม่ค่อยดังเท่าไหร่ เจ้านายเป็นคนอิตาลี เค้าจะมีด้านที่ดี และด้านที่โหดร้ายมาก เค้าเข้มงวดกับเรามากจนเราเครียดเป็นโรคกระเพาะ อย่างเช่นทุกวันศุกร์เค้าจะให้เราเก็บสิ่งที่ชอบใส่ซองเหมือนเป็นสแครปบุ๊ค อย่างพวกสติ๊กเกอร์ ใบไม้ ภาพถ่ายไปจนถึงอะไรก็ได้จริงๆ แล้วเอามาพรีเซนต์

นัท: เค้าให้ทุกคนทำไดอารี่ แต่ห้ามเขียนนะ ต้องพิมพ์ มีเฮดไลน์ จัดให้เรียบร้อย ใส่แฟ้มๆ นึงเอาไว้ แล้วเค้าจะตรวจมันเอง

เบสท์: ซึ่งเราคิดว่าเป็นสิ่งที่ดีแล้วเราก็ติดมาถึงตอนนี้ แต่ทั้งหมดนั่นมันก็มาพร้อมความเครียดด้วยไง

นัท: ให้ลองนึกภาพเป็น Terence Fletcher ในเรื่อง Whiplash ดู แบบนั้นเลย

เบสท์: แต่หลังจากกลับมาจากที่นั่นเราเปลี่ยนไป เค้าเปลี่ยนบางอย่างในตัวเราไปอย่างรุนแรง เราคิดว่าเค้าต้องเสียสละมากกับการยอมถูกเกลียดในตอนนั้น

นัท: คือถ้าคนที่รับอะไรพวกนี้ไหวก็จะโตไปเลย

 

Eyedropper Fill ก็ใช้วิธีนี้กับเด็กฝึกงาน

– (ประสานเสียงพร้อมกัน) ไม่

เบสท์: เพราะเรารู้ว่าเค้ารับไม่ได้ จริงๆ เราก็อาจจะไม่ได้โหดพอ

นัท: แล้วเราก็ไม่ได้พร้อมที่จะถูกเกลียดด้วย เรารู้ว่าต้องมีเด็กส่วนนึงที่เกลียดเราเลยเเน่ๆ แต่เป้าหมายของการรับเด็กฝึกงานของพวกเรา คือการสร้างพื้นที่ แล้วพื้นที่มันจะแหว่งลงเพื่ออะไร

 

กับการเลือกเด็กฝึกงานที่ค่อนข้างจริงจัง

– เบสท์: เรื่องทักษะก็ดูอยู่แล้วแหละ

นัท: อย่างตอนแรกต้องส่งพอร์ต แต่เราอยากจะดูเรื่องความหลงใหลในการทำงานด้วย เลยให้เค้าเขียนเรียงความหนึ่งอัน จริงๆ มันควรเอาไปใช้ทุกที่เลยนะ (คือถึงเค้าไม่สั่งคุณก็เขียนไปสิ เพราะในเมล์ไม่ได้ห้ามแนบไฟล์อยู่แล้ว) พอเจอคนที่โอเคปุ๊ปเราจะเรียกมาสัมภาษณ์ทีละคน แทบไม่ได้คุยเรื่องงานเลย เพราะงานเรารู้มาจากพอร์ตแล้วว่าเค้าทำอะไรได้บ้าง แต่เราจะดูว่าเคมีเราตรงกันรึเปล่า ไม่ได้มาแล้วนิ่งๆ ถ้าไม่มีใครทักก็ไม่ทักใคร ถ้ามาเป็นแบบนั้น เก่งก็จริง เราใช้งานเค้าได้เลยนะ แต่เราก็คงใช้เค้าได้อย่างเดียว เราคงให้อะไรเค้าไม่ได้เลย

เบสท์: เหมือนทีมฟุตบอล พยายามดูว่าใครมาเล่นตำแหน่งไหน เพราะการสัมภาษณ์บางทีมันรู้ไม่หมดหรอก รู้เท่าที่รู้ได้ในชั่วโมงสองชั่วโมงที่นั่งคุยกัน ที่เหลือเป็นสัญชาตญาณล้วนๆ บางคนไม่ได้เลือกมาเพราะเก่ง แต่เลือกมาเพราะอยู่กับอีกคนนึงแล้วมันพอดีเป็นทีมขึ้นมา

นัท: อย่างรุ่นที่แล้วเอาเด็กเพาะช่างเข้ามาด้วย แล้วมีจุฬาฯ ศิลปากร และลาดกระบัง เค้าก็เป็นเพื่อนกันได้ดีมาก รักกันเหี้ยๆ อันนี้เรารู้สึกประสบความสำเร็จ เพราะเราคิดว่าทุกรุ่นของเด็กฝึกงานคือโปรเจกต์นึงของเรา เ

เบสท์: ช่วงไหนว่างจัดๆ แล้วเด็กไม่มีงานทำ เราจะให้เค้าคิด และนั่งแตก mind map กันจนหัวระเบิด บางคนเป็นเด็กเรียนฟิล์มก็คิดแบบภาพยนตร์ เราก็จะดึงให้เค้าคิดแบบดีไซน์ หรือคิดเป็นภาพบ้าง ตอนนั้นเป็นช่วงรัฐประหารพอดี ว่างไม่มีงานเลยให้เค้าคิด ท่าทางจะคิดจนเบลอถึงกับพิมพ์ตัวอักษรกลับหลังไปหาเพื่อนเป็นคำผวน เอฟเฟกต์มันขนาดนั้นเลย แต่เราก็ดูด้วยนะว่าใครมีลิมิตขนาดไหน ถ้าน้ำปริ่มแก้วเราก็ให้ได้เท่าที่เหลือ เราไปกวนข้างล่างมากไม่ได้เดี๋ยวระเบิด

 

สิ่งที่มุ่งหวังให้กับเด็กฝึกงาน

เบสท์: เป้าคืออยากให้เค้าเปลี่ยนไปเป็นอีกคนนึงในแบบที่ละเอียดขึ้น

นัท: เหมือนได้เห็นอะไรประหลาดๆ หรือมีมุมมองที่แตกต่างไปจากเดิม สิ่งนี้อาจจะพูดเป็นรูปธรรมขนาดนั้นไม่ได้ คุณออกไปแล้วเหมือนเดิมประมาณนึงแหละ แต่มุมมองอาจจะละเอียดขึ้น อย่างเด็กเพาะช่างออกไปก็มีความมั่นใจ และเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น เค้าเข้ามาในฐานะที่รู้สึกแพ้พวกจุฬาฯ ศิลปากร มาวันแรกโคตรเงียบเลย หลังๆ เริ่มสนุกเริ่มไม่กลัวคน เวลาออกไปข้างนอกเค้าเริ่มคุยงานกับคน คุยกับอาจารย์ได้ เป็นหัวหอกเพื่อนๆ ที่มหาลัยได้

เบสท์: เค้ามีไฟจนกระทั่งกลับไปทำนิทรรศการที่มหาลัย เป็นคนนำคนอื่นด้วย เค้ามีความคิดในการสร้างพื้นที่คล้ายๆ กับเรา เหมือนสิ่งที่เราให้เค้ารับไปหมดเลย

นัท: อันนี้เป็นจุดนึงที่รีเสิร์ชเอาไว้เผื่อการเวิร์คช็อป ที่อยากรับเด็กฝึกงานเรื่อยๆ เพราะว่าเราเองก็อยากจะรู้จักเด็กทุกๆ รุ่นว่าเค้าคิดยังไง เด็กแฟชั่น หรือเด็กฟิล์มรู้สึกยังไงกับอายดรอป เราว่าจริงๆ มันคือการให้ไปให้มา

เบสท์: ตอนกรอกใบสมัครมันจะมีให้เขียนว่าคุณให้อะไรเราได้บ้าง แล้วคิดว่าเราจะให้อะไรคุณได้บ้าง สุดท้ายแล้วเราจะให้ทุกรุ่นประเมินเราโดยการทำแบบสอบถาม และเขียนเรียงความทั้งก่อนเข้ามาฝึกงาน และหลังจากฝึกงานเสร็จว่าเค้าอยากได้อะไร หวังอะไร หรือเห็นภาพอะไรไว้บ้าง ซึ่งอันนั้นเราจะให้เค้าประเมินเราด้วย

นัท: ประเมินว่าพี่ๆ แต่ละคนเป็นยังไงบ้าง รุ่นต่อๆ ไปควรจะพัฒนายังไง

เบสท์: ทั้งหมดนี้ไม่ได้พยายามอยากพูดว่าพวกเราเป็นพ่อพระ มันไม่ใช่ เดี๋ยวมันจะดูหล่อเกิน (หัวเราะ…)

นัท: เออ เราไม่ชอบระบบไอ้พวก quote สั้นมากๆ เห็นหลายๆ อันดีในแง่ที่ว่าใช้คำพูดจริง ไม่ใช่พูดมาพารากราฟนึงแล้วตัดให้เหลือสองบรรทัด อย่างพี่โน้ต อุดม ที่พูดเรื่องฮิปสเตอร์ สโลวไลฟ์ เราอ่านทั้งหมดก่อน แล้ว quote มันยังไม่มา เราว่าเค้าพูดดีมาก หลังๆ เริ่มมีคนเขียนด่าเค้า เราก็งง เค้าพูดดีขนาดนี้ทำไมโดนด่าวะ พอเลื่อนขึ้นไปดูมีสำนักนึงใช้ quote โคตรเถื่อนเลย อย่า quote คำพูดเรานะ (หัวเราะ…)

dsc_4015

ในส่วนการทำงานของอายดรอป

เบสท์: เราอยากจะทำมีเดียหลายๆ มีเดีย คือทำทุกสิ่อเป็น visual experience ประสบการณ์ทางสายตา ที่เหลือมันจะเป็นมีเดียอะไรก็ได้ เรารู้สึกว่าพอได้เริ่มทำแอพพลิเคชัน สนุกมากๆ เหมือนเด็กเล่นของเล่น มันตื่นเต้น แล้วความตื่นเต้นเป็นเคมีที่ดี เวลาคนดูงานจะไม่ได้ดูด้วยเหตุผลเท่าไหร่ มันจะมีเรื่องความสวยงาม หรือความรู้สึก พอเราตื่นเต้นตัวเราก็จะไปอยู่ในงาน แล้วทำให้คนดูรู้สึกแบบนั้นตาม

นัท: Eyedropper Fill นี่เหมือนบ้านหลังทีสองของผมครับ (หัวเราะ…) จริงๆ เราอยากใช้คำว่าเล่นมากกว่าทดลองตั้งแรกแล้ว แต่คำว่าเล่นมันขายไม่ได้ ไม่มีความน่าเชื่อถือ ถ้าเห็นเราทดลองกันเราไม่ได้เครียด แต่เราหยิบจับอะไรแล้วรู้สึกสนุก เราชอบอะไรแบบนั้น ที่ขยายสื่อขึ้นไปเพราะว่าเรายังอยากเล่นอีกเรื่อยๆ เหมือน Eyedrop ไม่ได้มีข้อจำกัดหรอก แต่เรายึดเอาไว้แค่วิธีการ การมองมุมต่างๆ การหยิบจับอะไรมาเปลี่ยน โอเค เรายังอยู่ในสาย movie image นะ ยังอยู่ในอะไรที่เป็นภาพเคลื่อนไหว แต่เราก็จะเล่นแม่งให้หมด เยสโด้ ได้ quote แล้วไง เราจะเล่นแม่งให้หมด คอมเม้นท์มาเลยแม่งจะเล่นเหี้ยอะไรของมึง ไอ้สัดไปตายไป (หัวเราะ…) น่าจะเป็นประมาณนั้น

เบสท์: ถ้านิยามจริงๆ เราก็ไม่กล้า ..แต่อาจจะเรียกตัวเองว่าเป็นพ่อมดแห่งการทดลอง (หัวเราะ…)

นัท: มีช่วงหลังๆ ที่เริ่มพูดว่าตัวเองเป็น Visual Artist แต่มันก็กว้างมาก เราพูดที่ TCDC ไปว่าส่วนนึงเราเป็นครีเอทีฟโปรดักชันเฮ้าส์ที่ทำทั้ง post pre และ pro ได้ทั้งหมด อีกส่วนนึงเราเป็น Visual Artist อันนี้คือที่เราพูด ณ ตอนนั้น

เบสท์: ไม่ๆ พวกเราเป็นพ่อมด (หัวเราะ…) อันนี้คือโค้ตของเรา ล้อเล่นๆ เราเป็นมัลติมีเดียสตูดิโอที่เน้นการทดลองทางด้าน visual experiment ไม่เอาพ่อมดแล้ว

 

อยากทำเวิร์คช็อป และสร้างพื้นที่

– เบสท์: เมื่อก่อนเรารู้สึกว่ามีพี่คนนั้นเก่งเป็นไอดอลเรา ก็อยากจะทำงานให้ได้เหมือนเค้า เหมือนเค้าส่งไม้ผลัดมาให้เรา ถึงหน้าที่เราที่จะต้องส่งต่อให้กับคนรุ่นหลัง เราไม่ได้คิดแค่ว่าฉันอย่างเดียว เพราะถ้าฉันอย่างเดียววันนี้ไม่ทำแบบนี้แน่นอน เราสนใจเรื่องให้ความรู้กับคน อย่าง Visual Lab สร้างมาเพื่อให้แรงบันดาลใจคน ไม่ได้มีเรื่องผลกำไรเลย ไม่ได้หวังด้วยซ้ำว่าจะมีคนมาจ้างเรา เรารู้สึกว่าเรื่องพวกนี้มันเปลี่ยน และสร้างแรงกระเพื่อมบางอย่างให้กับสังคมได้ เราไม่ได้คิดว่าฉันจะเปลี่ยน เพราะการเปลี่ยนแปลงกว่าจะเกิดขึ้นได้ต้องใช้เวลาเป็นสิบปี คิดว่าสิ่งที่ทำได้ตอนนี้ต้องเก็บพวกความสด และความหวังพวกนี้เอาไว้ ตอนนี้เราอยากจะ ex post ออกไป จริงๆ อยากทำเวิร์คช็อปมาก เพราะเรารู้สึกว่าที่มหาลัยสอนมาแม่งดีมาก เราเป็นคนนึงที่ไม่อกหักกับมหาลัย

นัท: เข้าไปเรียนก็ลองดูวิธีคิดของระบบดู มันจะโอเค แต่ถ้าเกิดเข้าไปแล้วตั้งเอาไว้ว่าจะเอาแบบนั้นแบบนี้ ไปที่ไหนก็อกหัก

เบสท์: จริงๆ มีอยู่ช่วงนึงที่เรารู้สึกอกหักกับมหาลัย ทำไมไม่สอนให้กูทำอะไรเก่งๆ เหมือนเด็กศิลปากร เด็กศิลปากรวาดรูปเก่งมาก เด็กม.กรุงเทพ หรือเด็กม.รังสิต ใช้กล้อง ทำกราฟิกกันเก่ง ทำไมกูทำไม่เป็นวะ ตอนนั้นหงุดหงิดเลยต้องมาทำอายดรอปเพื่อที่จะฝึกทักษะ เพราะมหาลัยเราสอนเรื่องทักษะน้อยมาก แต่เค้าจะสอนเรื่องวิธีคิดเยอะ

นัท: เรื่องทักษะพวกเราไม่ได้ชอบอยู่แล้ว โตมาทำแอนิเมชัน 2D ที่ไม่ต้องใช้โปรแกรมอะไร เบสท์ถ่ายรูปแล้วเอามาตัดต่อก็โอเคแล้ว ไปๆ มาๆ มารู้จักโมชันนู่นนี่ แม่งหัดได้ทำได้นี่หว่า ที่คนอื่นมองว่าเราทำออกมาแล้วแปลกเป็นเพราะว่าวิธีคิดเราไม่เหมือนกัน คนอื่นเค้าฝึกอีกด้านนึงมา แล้วเค้าอาจจะอยากได้อีกด้านนึงที่เรามีก็ได้ เลยอยากทำเวิร์คช็อปให้กับคนใหม่ๆ ที่เข้ามาแล้วได้อะไรกลับไปไม่มากก็น้อย

เบสท์: คือมันอาจจะเป็นอุดมการณ์ แล้วอุดมการณ์นี้มันควรเก็บเอาไว้แล้วทำให้เกิดขึ้นจริง บางคนบอกว่าไม่เรียลลิสติกเลย ถ้าคิดแบบนี้มันเหมือนไปกดตัวเองไว้ ลองดูว่าถ้าอยากจะทำแบบนี้ไม่ต้องไปคิดว่ามันจะเป็นจริงไม่ได้ คิดว่าจะทำยังไงให้มันเกิดขึ้นได้ แล้วถ้าเกิดขึ้นได้มันจะพิสูจน์ออกมาเลยว่าเราจะได้สร้างพื้นที่เล็กๆ ขึ้นมา เพื่อให้เด็กจบออกมารู้ว่าถ้าเค้าอยากทำอะไรประมาณนี้ ยังมีคนที่เคยทำได้เหมือนอย่าง GTH, Phenomena หรือบริษัทดีไซน์อื่นๆ ที่เค้าเคยบุกเบิกกันมาแล้ว เราอยากสร้างพื้นที่นึงขึ้นมาด้วย เรามานั่งคิดกันว่าตัวเราทำงานดีไซน์ทำงานศิลปะ มันมีส่วนช่วยยังไงกับคนอื่นบ้างวะ ไม่งั้นมันจะกลายเป็นว่าทำมาเพื่อตัวเอง ซึ่งแค่นี้มันไม่พอ คิดว่าจริงๆ การทำเพื่อคนอื่นก็คือการทำเพื่อตัวเองเหมือนกัน เพราะอย่างน้อยเราก็มีความสุขที่เราได้แชร์พื้นที่นึงกับคนอื่น

 

โปรเจกต์ปีหน้า

นัท: ใช้ชีวิต

เบสท์: ทำตัวอาร์ตๆ (…หัวเราะ) มีทำเวิร์คช็อป และกำลังจะทำอีเว้นท์เป็นของตัวเอง เป็น visual & sound ทำเพื่อเปิดพื้นที่อีกพื้นที่นึง คืออยากจะผลักดันตัวเองไปทางเรื่องของภาพ และเสียงมา battle กัน ซึ่งมันเคยมีมานานแล้วแหละ แต่เราจะทำแบบใหม่ อุปกรณ์ที่เราใช้ เรื่องเสียง อยากทำดนตรีด้วย (แต่ทำไม่เป็นไงก็เลยต้องมานั่งทำภาพเพื่อซัพพอร์ตดนตรีแทน) ตอนนี้เริ่มสนใจเรื่องเสียงมากขึ้นเรื่อยๆ เลยลองทำเรื่องเสียงกับภาพเป็นมัลติมีเดีย เราอาจจะร่วมงานกับพวกศิลปิน ที่คิดไว้คือทำเป็นห้องๆ แล้วแต่ละห้องมีสเปซไม่เหมือนกัน เหมือนเดินเข้าไปในปราสาทแล้วโดนเราเสก เหยดด พ่อมดว่ะ (…หัวเราะ)

 

Writer : Mintra Ruengsakvichit
Photographer : Tanapol Kaewpring
Special Thanks : Nuntawat Jarusruangnil / Wattanapume Laisuwanchai

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s