The Fifth Dimension and the Beginning Of Every Thing

 

The Jam Factory Magazine is digging deep into the space

of time itself in order to find how the whole universe began.

This is not deriving from science and mathematics. Everything

comes without reasons. Everything comes from architectural

creative thinking process.

 

จักรวาลทั้งหมดเริ่มต้นมาจากที่ไหนกัน

ถ้าสมมติว่าคุณเชื่อเรื่องทฤษฎี ‘บิกแบง’ ว่าจักรวาลเริ่มต้นมาจากการระเบิดครั้งใหญ่ท่ามกลางความว่างเปล่า คุณก็คงได้คำาตอบที่สบายใจไปแล้ว แม้ว่ามันจะฟังดูแล้วละม้ายคล้ายคลึงกับอุดมคติทางคริสต์ศาสนาไปซักนิด ที่ว่าด้วยแสงสว่างแวบแรกแล้วทุกอย่างก็ถูกก่อกำเนิด แต่ก็ดูเหมือนเป็นคำตอบที่นักวิทยาศาสตร์ทั้งหลายยังพอใจที่จะเริ่มต้นความคิดการกำเนิดของจักรวาลในแบบนั้น แม้ว่ายังจะตอบไม่ได้ชัดเจนว่าแล้วไอ้ที่ระเบิดตูมแรกนั้น มันเอาอะไรที่ไหนมาระเบิดกัน!?

และก็ยังไม่มีคำอธิบายเรื่องกำเนิดของจักรวาลอื่นใดที่ฟังแล้วจะพอยอมรับได้นอกไปจากทฤษฎี ‘บิกแบง’ นี้

 

ในกระบวนหาคำตอบทางความคิดใดๆ เวลาที่เราหาคำตอบใดไม่ได้นั้น บางทีก็เป็นเพราะเรายังไม่ได้อาศัยอยู่ในบริบทที่ถูกต้อง เราเคยเชื่อว่าโลกแบนอยู่นับพันปี และในบริบทของ ‘โลกแบน’ นั้น การเดินทางของเราจึงหยุดอยู่ที่ขอบของโลก และคำตอบสำหรับการอธิบายทุกๆ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นพระอาทิตย์ขึ้นหรือตกก็ถูกอธิบายมาจากกรอบความคิดทางบริบทที่ว่า ‘โลกแบน’ และไม่น่าเชื่อว่าเราเพิ่งจะได้ข้อสรุปว่า ‘โลกกลม’ เมื่อไม่กี่ร้อยปีมานี่เอง และในบริบทของโลกที่กลมนั้น พาให้เราหาคำตอบได้ชัดเจนสำหรับสิ่งต่างๆ ในโลกเราได้มากขึ้นอีกหลายร้อยหลายพันอย่าง

ในโลกของวิทยาศาสตร์ ‘หลังนิวตัน PostNewtonian Paradigm)’ บริบทของวิทยาศาตร์สมัยใหม่เริ่มเปลี่ยนแปลงบริบทของความจริงที่เราอาศัยอยู่อีกครั้ง เช่น ทฤษฎีสัมพัทธภาพ (Relativity Theory) ทำให้เราเริ่มมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่าง ‘ปริภูมิ (space)’ และ ‘เวลา (time)’ ที่แตกต่างออกไป เราเริ่มมองเห็นความเป็นไปได้ที่เวลาจะบิดเบี้ยวไปในพื้นที่ แม้ว่าจะยังคงรักษาความเร็วไว้คงที่ตลอดกาล ทฤษฎีโกลาหล (Chaos Theory) เริ่มทำให้เราเห็นความสัมพันธ์ของสิ่งที่ดูเหมือนจะไร้ระเบียบในธรรมชาติกลับยึดโยงกันด้วยสมการทางคณิตศาสตร์ที่พิสูจน์ได้อย่างไม่น่าเชื่อหรือแม้กระทั่งทฤษฎีซับซ้อน (Complexity Theory) ที่นำเอารายละเอียดทั้งหมดของสิ่งที่เราสังเกตโดยไม่ละเว้นรายละเอียดใดๆ เข้ามาทำนายหรือสร้างระบบที่ซับซ้อน (Complex System) ที่เข้าใกล้ธรรมชาติและมนุษย์มากที่สุด เครื่องมือเครื่องไม้ต่างๆ ที่ใช้ในการค้นหาความจริงก็มีมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเร่งอนุภาคขนาดใหญ่ ที่ทำการศึกษาองค์ประกอบที่เล็กลงไปกว่าระดับของอะตอมได้มากขึ้น และค้นพบองค์ประกอบของอนุภาคใหม่ๆ มากมายที่อาจจะกำาเนิดมาพร้อมกับจักรวาลเสียด้วยซ้ำ ทั้งหมดนี้เป็นการค้นพบที่ยิ่งใหญ่และค่อยๆ เปลี่ยนบริบททางความคิดเราไปทีละน้อย แต่ก็ยังอยู่บนพื้นฐานบางอย่างที่ยังไม่ทำให้เรามองเห็นภาพที่ทะลุทะลวงออกไปได้ สำาหรับปัญหาที่เรามีให้กับคำตอบที่ว่าจักรวาลเริ่มต้นขึ้นได้อย่างไร และเราก็ยังพอใจในคำตอบที่เรามีแค่นั้น

ถ้ามองจากมุมหนึ่ง เราก็ยังคงพอใจที่จะอาศัยอยู่ในโลกที่แบน ตราบที่เรายังให้คำาตอบกับบางสิ่งได้ในวิธีที่เราสบายใจถ้าเรามองย้อนกลับไปในประวัติศาสตร์ นับตั้งแต่วันแรกที่มีสรรพสิ่งเกิดขึ้นในโลกมีความเชื่ออยู่หนึ่งเดียวสำหรับเราที่ไม่เคยเปลี่ยน เป็นบริบทที่เราอาศัยอยู่ในมันแบบที่เราไม่เคยสงสัยเกี่ยวกับมัน เรามองไม่เห็นมัน แต่มันอยู่ในทุกๆ สรรพสิ่ง ทุกๆ ทฤษฎี ทุกๆ ความคิดตลอดทุกขณะ

บริบทนั้นคือ ‘เวลา’

สำหรับผู้คนโดยส่วนใหญ่ เวลาเป็นคุณสมบัติเชิงเส้นที่ไม่มีจุดเริ่มต้นและจุดจบ เราอธิบายเวลาในทางนามธรรมว่าเป็นอดีต ปัจจุบัน และอนาคต และนับในเชิงของปริมาณในหน่วยของวินาที นาที ชั่วโมง วัน เดือน และปีเป็นความจริงที่ตายตัว และเป็นสากล เราคิดว่าเวลาเป็นปริมาณที่ตายตัวเมื่อเทียบกับความเร็วของแสงหรือจำนวนครั้งของการคายประจุของอนุภาค และนั่นคือเวลาในโลกของเราในปัจจุบัน

โลกที่ยังแบนราบราวกับเหรียญที่มีหน้าเดียว มนุษย์อยู่ในมุมมองที่เคลื่อนที่เป็นเส้นโค้งไปช้าๆ มาตั้งแต่เริ่มต้นของความเป็นมนุษย์ ตั้งแต่เราเห็นดวงอาทิตย์เคลื่อนตัวผ่านขอบฟ้าจากรุ่งเช้าไปถึงยามเย็นเป็นเครื่องหมายที่ทำาให้เห็นเวลาที่กำลังเคลื่อนตัวผ่านไปในแต่ละวัน เรามองเห็นเข็มบนเครื่องมือบอกเวลา เช่น นาฬิกา เดินทางโดยปลายเข็มชี้บอกบนตัวเลขที่เคลื่อนไปเป็นเส้นโค้งผ่านไปบนหน้าปัด ไม่ว่าเราจะมีความเข้าใจเวลาสำหรับตัวเรามากน้อยหรือสลับซับซ้อนเท่าไร เวลาสำหรับเราก็ยังเคลื่อนตัวบนระนาบเดียวใน 2 มิติ จากจุดหนึ่งไปอีกจุดหนึ่งเสมอ

ราวกับเรากำลังยืนอยู่บนโลกแบนที่กว้างใหญ่ไพศาลในมิติของการคิดที่สลับซับซ้อน เรามักจะแทนค่าความคิดที่สลับซับซ้อนด้วยรูปทรง 3 มิติเพื่อแก้ปัญหาในเชิงปรัชญา หรือความคิดในทางคณิตศาสตร์ที่ซับซ้อนขึ้นซึ่งมีให้เห็นได้บ่อยครั้งในทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นที่น่าแปลกที่โครงสร้างของเวลากลับเป็นสิ่งที่ตายตัวในฐานะคุณสมบัติที่เป็น 2 มิติ ไม่เคยมีบทสนทนาใดเลยที่ผมค้นพบว่ามีการนำเสนอโครงสร้างของเวลาในแบบอื่น มีหลายครั้งที่เวลาทำงานร่วมกับมิติของปริภูมิในที่ว่างของอวกาศ และทำงานสอดคล้องกับการบิดเบี้ยวของปริภูมิเหล่านั้น แต่ก็ยังไม่เคยมีบทสนทนาใดที่นำาเสนอแนวคิดของเวลาในฐานะปริภูมิเสียเอง

ในวิธีคิดแบบสร้างสรรค์เชิงสถาปัตยกรรม เราถูกฝึกให้ก้าวข้ามกรอบความคิดของเหตุผลบ้างเป็นครั้งคราวเพื่อให้เกิดการค้นพบใหม่ๆ ในสามมิติที่จะนำพาเหตุผลตามมาได้ในภายหลัง ถ้าเราเอากระบวนวิธีคิดแบบสถาปัตยกรรมมาใช้เพื่อหาโครงสร้างหรือปริภูมิของเวลา หน้าตาของเวลาในปัจจุบันจะเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง บริบทของเวลาที่มีโครงสร้างที่สลับซับซ้อนขึ้นจะทำให้เราค้นพบคำตอบบางอย่างที่เรายังไม่ชัดเจนกับมันได้อย่างไรบ้าง และนั่นคือความคิดที่ทำให้ตื่นเต้น และน่าสนใจเหลือเกิน

ถ้าเพียงแค่เรามองเห็นเวลาเป็นทรงกลมขนาดมหึมาเหมือนลูกบอลลูกใหญ่ที่กลมดิกอย่างสมบูรณ์แบบไม่มีจุดเริ่มต้น และจุดจบ ประสบการณ์ของเราที่เสมือนกับเวลาเดินทางผ่านเราไปเป็นเส้นตรงนั้น ก็เปรียบเสมือนกับข้อจำกัดของมดตัวหนึ่งที่เดินไปบนผิวของลูกบอลนั้น ถ้าลูกบอลนั้นใหญ่พอ มดตัวนั้นแทบจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามันกำลังเดินอยู่บนผิวโค้งของทรงกลม เขาก็จะมีประสบการณ์ว่ากำาลังเคลื่อนที่ผ่านไปบนเส้นตรง 2 มิติ ที่ประกอบไปด้วยอดีต ปัจจุบัน อนาคต และแน่นอนมดตัวนั้นสามารถเดินเลี้ยวไปทางใดก็ได้บนผิวลูกบอลนั้นเขาก็จะยังมีประสบการณ์ในลักษณะสามจุดของการอ้างอิง (อดีต ปัจจุบัน อนาคต) ที่ไม่แตกต่างกัน ไม่มีทางใดเลยที่มดตัวเล็กๆ บนพื้นผิวของลูกบอลยักษ์ลูกนี้จะมีทางมองเห็นลูกบอลว่ามันเป็นทรงกลม อาจจะมีโอกาสอยู่บ้างถ้าเขาสามารถเดินทางรอบลูกบอลได้นานและเร็วพอที่จะเห็นความโค้งของผิวลูกบอลนั้น หรือแม้กระทั่งกลับมายืนที่จุดเดิมเมื่อครบรอบของวงกลม แต่ก็โชคร้ายที่สภาพทางชีววิทยาของมดนั้นไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้นานพอที่จะพิสูจน์สิ่งนั้น

ถ้าโครงสร้างทางปริภูมิของจักรวาลทั้งหมดถูกสร้างอยู่บนโครงสร้างของเวลา และเวลาเองก็มีโครงสร้างทางปริภูมิเป็น 3 มิติเช่นกัน มันก็อาจจะทำให้เราเข้าใจโครงสร้างของจักรวาล รวมทั้งกำาเนิดของจักรวาลได้ในบริบทที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง ในบริบทของเวลาที่เป็นทรงกลมนี้ตอบคำถามในกำาเนิดของจักรวาลในความสลับซับซ้อนที่มากขึ้น จุดเริ่มต้นของสรรพสิ่งและจุดจบของสรรพสิ่งเกิดขึ้นในขณะเดียวกันเช่นเดียวกับที่อดีต ปัจจุบัน อนาคต ล้วนคงอยู่พร้อมกันทั้งหมดบนผิวทรงกลมนั้น มันแค่ข้อจำกัดของการรับรู้ของมนุษย์เท่านั้นที่ทำาให้เราเห็นมันเป็นเส้นตรง นี่คือความหมายในนัยยะของมิติที่ 5 ที่มีนักวิทยาศาสตร์ปรัชญาเมธีหลายคนพูดถึงกัน

และการหากำเนิดของจักรวาลก็ไม่ต่างอะไรกับการหาคำตอบว่าทรงกลมที่กลมเกลี้ยงสมบูรณ์แบบนี้มีจุดเริ่มต้นอยู่ที่ไหนกัน

ลองนึกภาพหยดน้ำที่กลมเกลี้ยงที่ลอยอยู่ในอวกาศที่ปราศจากแรงโน้มถ่วง ให้เราบอกว่าหยดน้ำหยดนี้บนผิวน้ำนั้นจุดไหนเป็นจุดเริ่มต้นของหยดน้ำทั้งหมด นั่นน่าจะยากพอกัน และมีสาระพอกัน ในความพยายามที่จะหาคำตอบว่าจักรวาลเริ่มต้นมาจากไหนในข้อจำกัดของการรับรู้สำาหรับการเป็นของมนุษย์ในปัจจุบันนั้น ไม่ได้ให้เครื่องมือที่มากพอที่จะทำาให้มนุษย์มองเห็นหรือพิสูจน์ความจริงของสรรพสิ่งได้ทั้งหมดเสมือนกับมดตัวเล็กๆ ที่อยู่บนผิวลูกบอลลูกนั้น มีเพียงสิ่งเดียวที่ไปไกลกว่าข้อจำกัดทางกายภาพของมนุษย์ก็คือความคิดสร้างสรรค์และจินตนาการ

มันอาจจะเป็นเวลาอีกนานแสนนาน และเราต้องเดินทางออกไปอีกไกลโพ้นในจักรวาลกว่าที่เราจะได้ข้อพิสูจน์สำหรับแนวคิดของเวลาที่มีโครงสร้างแบบปริภูมิสามมิติทรงกลมนี้ ค้นพบมิติที่ 5 สำหรับสรรพสิ่งและพามนุษยชาติก้าวข้ามไปอยู่อีกที่หนึ่งของความจริงที่ค้นพบว่าโลกนี้กลมไม่ได้แบนอย่างที่คิด และพาเราก้าวข้ามข้อจำกัดของเวลาไปได้ในที่สุด หลายครั้งที่ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ถูกนำทางด้วยจินตนาการเราเดินทางไปดวงจันทร์ในนิยายของ ฌูล แวร์น เพื่อนำเราไปสู่การเดินทางจริงในอีกกว่า 60 ปีต่อมา เราเห็นอะไรบ้างในวันนี้ สำหรับความเป็นไปได้ของเวลาในฐานะปริภูมิที่จะไขปริศนาของกำาเนิดจักรวาล

และนี่อาจจะเป็นข้อเสนอหนึ่งสำาหรับรูปแบบนั้นเพื่อทิ้งไว้ให้ผู้คนที่มีสติปัญญาได้พิสูจน์ให้เห็นในอนาคต

 

Writer : Duangrit Bunnag
Illustrator : Akarapon Kritruenonwong

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s