Rompboy Shoes

dsc_7394

นอกจากความหลงใหลในแฟชั่น และแรงบันดาลใจที่อยากสวมใส่เสื้อผ้าที่ไม่มีวางขายตามท้องตลาด จะทำให้ บู้ ธนันต์ บุญญธนาภิวัฒน์ นักดนตรี และพิธีกรหนุ่มที่อัดแน่นไปด้วยโททัลลุคคนนี้ลงมือก่อร่างสร้าง Rompboy แบรนด์เสื้อผ้าที่แฝงไปด้วยเอกลักษณ์เฉพาะ และส่วนผสมที่มาจากสไตล์ส่วนตัวออกมาได้อย่างโดดเด่นไม่เหมือนใครแล้ว ผลงานล่าสุดของเค้ากับ Rompboy Shoes ไลน์รองเท้าผ้าใบที่ได้แรงบันดาลใจมาจากสไตล์ยุค 70 ก็น่าจะสร้างความแปลกใหม่ คึกคัก และน่าสนใจให้กับวงการสนีกเกอร์ในบ้านเราได้ไม่น้อย

 

ทำไมต้อง Rompboy

– อยากได้ชื่อที่มันง่ายๆ คนเรียกง่ายๆ แต่ทุกวันนี้คนยังถามอยู่เลยว่าอ่านว่าอะไร มันเป็นชื่อที่เราคิดแล้วมันตอบโจทย์กับคาแรคเตอร์เรา เพราะ romp แปลว่าวิ่งเล่น boy คือเด็กผู้ชาย ซึ่งพ่อแม่ หรือคนใกล้ตัวจะชอบมองเราเป็นเด็กตลอดเวลา คิดว่าชื่อนี้จะทำให้แบรนด์ดูไม่ซีเรียส เป็นชื่อเดียวกับที่ใช้ทำเสื้อผ้าแล้วต่อด้วยรุ่นของมันอย่างกางเกงเป็น Rompboy Fishbone Collection อันนี้จะเป็น Rompboy Shoes ซึ่งจะเป็นหนึ่งเป็นสองเป็นสามไปเรื่อยๆ

dsc_7465

 

Rompboy Shoes

– ก่อนหน้านี้ทำเสื้อผ้ามาประมาณเกือบ 2 ปี รู้สึกว่ามีเสื้อผ้าหลายๆ แบบที่เราอยากใส่แต่มันไม่มี เลยทำเสื้อผ้าใส่เอง ซึ่งเป็นแบบที่เพื่อนๆ ก็น่าจะอยากใส่ด้วย ทำออกมาเป็นจำนวนนึง ไซส์ละ 10 ตัว แค่ให้เพื่อนใส่ก็หมดแล้ว เสื้อผ้าของเรามันจะมีความเจ็บตรงที่หมดแล้วจะไม่มีการผลิตเพิ่ม ถ้าหมดแล้วมันจะเป็นแบบอื่นแทน คือเป็น Rompboy type หนี่งสองสามไปเรื่อยๆ จนกลุ่มขยายขึ้น เริ่มมี Instagram เป็นของตัวเอง มีการสร้าง Facebook ได้ประมาณปีที่แล้ว เริ่มเป็นที่รู้จักในหมู่คนที่ชอบสไตล์เดียวกับเรา พอถึงจุดนึงเรารู้สึกว่ามันเริ่มเป็นรายได้หลักเป็นธุรกิจที่อยู่ได้ด้วยตัวเอง ก็เลยคิดว่าเราอยากทำรองเท้า เพราะมีช่องโหว่ของธุรกิจนี้อยู่ คือมันจะมีรองเท้าประเภทนึงที่เป็นรองเท้าเทนนิส อย่าง Converse ซึ่งราคาจะดีดตัวเร็วมาก และเป็นรองเท้าที่หาไม่ได้แล้ว เพราะเค้าเลิกผลิตไปแล้ว มันมีวิธีการผลิตที่โรงงานปัจจุบันทำไม่ได้ เลยคิดว่ารองเท้าพวกนี้ทำไมเราจะเอากลับมาทำใหม่ไม่ได้ โดยที่เราก็น่าจะหาโรงงานที่ทำรองเท้าพวกนี้ได้ และทำราคาได้ไม่แพงเหมือนที่มันดีดตัวสูงขึ้น รองเท้ารุ่น 60-70 โมเดลทุกวันนี้อยู่ที่ประมาณ 30,000-40,000 บาทต่อคู่ ทำไมเราจะทำราคาที่ต่ำกว่านี้สิบเท่าแล้วเด็กๆ สามารถซื้อไม่ได้ ในขณะที่วัสดุและการประกอบงานก็ใกล้เคียงกันด้วย อีกอย่างคือยังไม่มีใครทำรองเท้าผ้าใบ เพราะต้นทุนในการทำสูงกว่ารองเท้าหนังมาก รองเท้าหนังทำต่อคู่ก็ได้ หรือสามสี่คู่ก็ได้โดยที่เค้าสามารถประกอบงานด้วยคนทั้งหมด แต่รองเท้าผ้าใบจะมีกระบวนการอย่างทำบล็อคพื้นรองเท้าขึ้นมาอันนึง เราจ่ายเงินไปประมาณ 30,000-40,000 บาท ต่อไซส์ ถ้าทำแค่ 9-10 คู่มันไม่คุ้มกับเงินที่เสียไป

 

กว่าจะออกมาเป็นรองเท้า

– เราแก้ดีไซน์ประมาณ 7-8 รอบ วิธีการทำงานคือเราเอาต้นแบบไปประมาณ 3-4 คู่ เป็นรองเท้าที่เราชอบ แล้วนั่งวาดแบบใหม่ให้เค้าหมดเลย แบบแรกที่ออกมาหลอนมากรู้สึกว่ามันไม่สวยเลย เหมือนรองเท้ากระป๋องไม่ใช่อินดี้อย่างที่เราต้องการ ไม่มีจิตวิญญาณกลายเป็นรองเท้าตลาดนัด ครั้งที่สองแก้แล้วยังไม่แฮปปี้ ประมาณครั้งที่ห้าถึงเริ่มจะเป็นจริง แต่ครั้งสุดท้ายเราก็ยังไม่แฮปปี้อยู่ เราเครียดเพราะเค้าบอกว่ามันแก้ไม่ได้แล้ว มันเกินงบประมาณไปมากแล้ว เค้าก็ท้อว่าจะทำให้มันสำเร็จได้รึเปล่า เราบอกว่าพี่ขออีกครั้งเดียวแก้ตามที่ผมบอกทุกอย่างเลยนะ แล้วพอมันออกมาเหมือนฟ้าประทานให้เลย แม่งจบ มันโอเคมาก วันนั้นนอนหลับสบาย รู้สึกว่าที่เราฝันไว้มันเป็นไปได้ มันเป็นรูปเป็นร่างแล้ว

 

dsc_7484

 

มีแค่สีขาวกับสีดำ

-คำว่าสแตนดาร์ดคืออะไร คือขาวดำ ไร้กาลเวลา เราเริ่มต้นด้วยการลองพื้นสีขาวกับสีดำ แต่ขาวของเรามันจะออกครีมๆ อยากให้เปิดกล่องออกมาปุ๊ปแล้วรู้สึกเหมือนงานเก่าในยุคนั้น เลยให้ความสนใจกับเรื่องยาง หรือผ้าใบที่เป็นสีเก่าๆ โชคดีที่ได้โรงงานที่สามารถหาวัสดุในยุคนั้นได้จริงๆ มันเป็นโรงงานเก่าเมื่อ 50 ปีที่แล้ว เป็นรุ่นพ่อรุ่นอาก๋งที่ทำแล้วมันยังมีแพทเทิร์นยาง หรือลายยางที่มันเชยๆ ในยุคนั้นอยู่ มีพวกวัสดุบางอย่างที่ซ่อนอยู่ตามซอกหลืบโรงงาน แล้วเราขอหยิบเอามาใช้ เค้าก็พยายามรีสต็อคเอากลับมาทำให้เรา มันตอบโจทย์ทุกอย่างเลย

 

Rompboy กับดีไซน์ย้อนยุค

– เราอยากทำรองเท้าเทนนิส คนอาจจะบอกว่าเหมือน Jack Purcell จริงๆ แล้วเราเป็นคนอินกับรองเท้าที่ทำตามแบบ Jack Purcell ในยุคนั้น รองเท้าอเมริกันตอนนั้นจะมี Newport, Jeeper หรือพวกแบรนด์หลายๆ แบรนด์ที่ทำแบบ Converse แต่ทำไม่ถึง เราโคตรชอบงานเด๋อๆ งานเกรดบีแบบนั้นเลย บางทีมีคราบกาวเลอะเต็มไปหมด มันจะมีความหลุดๆ เหมือนหนังที่ไม่สมประกอบ เรารู้สึกว่าตรงนี้แหละมันคือเอกลักษณ์ของงานแฮนด์เมด เวลาเราบรีฟช่างเราจะบอกเลยว่า ”พี่ เป็นไปได้มั้ยที่ 500 คู่ ของผมทำออกมาไม่เหมือนกันซักคู่” นี่แหละคืองานแฮนด์เมดจริงๆ ซึ่งต่างจากงานเครื่องจักรที่มา 5,000 คู่ เป็นแพทเทิร์นเดียวกันหมดแล้วคนใส่ก็เหมือนกัน ผมอยากให้ 500 คนที่เอาไปใส่มีความแตกต่างกัน บางคู่อาจจะหัวบิด หรือบางคู่อาจจะหัวใหญ่ผิดปกติ เหมือนรองเท้าสมัยก่อนยุค 60-70 ที่ออกมาแล้วงานไม่เหมือนกันเลยซักคู่ เพราะงานจะมีจิตวิญญาณของความเป็นแฟชั่น และแต่ละคู่จะมีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว คนอื่นอาจจะสะสม Converse กัน แต่เราชอบสะสมพวกแบรนด์อินดี้ในยุคนั้นมากกว่า

 

มินิมอลตั้งแต่แพคเกจ

– บอกเลยว่าทำกล่องไม่เป็น เราก็คิดว่าเพื่อนเราใครเรียนดีไซน์บ้าง ประจวบเหมาะที่รุ่นพี่คนนึงมาชวนคุยเรื่องสาวเราเลยแหย่เค้าไป ชื่อพี่พี (มือเบส Soundlanding) “พี่ผมแม่งตีบตันว่ะ ผมทำกล่องรองเท้าไม่เป็นเลย มีแค่โลโก้” พี่พีตอบมาว่า “เอาดิ พี่ช่วยละกัน” “พี่คิดค่าตัวยังไง” “เอางี้นายทำรองเท้าใช่มั้ย เอารองเท้ามาให้พี่ก็พอ” จัดไปเลยพี่ ผมสมนาคุณพี่จีบสาวอยู่ ผมให้พี่สองคู่ให้พี่เอาไปให้สาวอีกคู่ด้วย นี่คือดีลที่มันส์มาก (หัวเราะ…) แล้วพี่พีก็ช่วยเต็มที่ มันง่ายมากกับการยื่นกราฟิกโลโก้ให้เค้าไปแล้วออกมาเป็นกล่องรองเท้า ซึ่งสามารถประกอบได้ เค้าดีลกับโรงงานกล่องให้เรียบร้อยเราเเค่จ่ายเงิน พี่พีน่ารักมาก พอออกมาแล้วเราชอบมากเลย ตอนแรกเราบอกพี่พีไปว่าผมขอกล่องที่มันคลาสสิกตลอดกาล ไม่ว่ากี่ปีก็ยังรู้สึกคลาสสิกอยู่ มันเลยออกมาเรียบง่ายที่สุด มีแค่ฟ้อนท์กับกล่องสีขาว หลังจากนั้นพี่พีก็มาช่วยทำลิ้นรองเท้าให้ เราส่ง reference รองเท้าในยุคที่เราอยากได้ให้แก พี่พีเปรี้ยงมาเลย เหมือนเป็นคนเติมเต็มให้กับชีวิตเรา ถ้าพี่เป็นผู้หญิงผมคงปล้ำพี่ไปแล้ว คือได้เพื่อนร่วมงานที่ดีแล้วเราก็แฮปปี้ หลังๆ พอรองเท้าออกไปแล้วพี่พีเหมือนเป็นตัวแทนจำหน่าย ใส่ไปให้ใครดูเค้าก็ชอบแล้วมาสั่งซื้อกับเราด้วย

 

กับการวางขายใน Carnival

– เหมือนฝันเป็นจริงอีกสเต็ปนึง เคยคิดว่าถ้าทำรองเท้าเราอยากขายในร้านรองเท้าที่เด็กๆ ชอบมากที่สุด คนไปต่อแถวเยอะที่สุด แน่นอนว่าต้องเป็นร้าน Carnival แล้วเราก็ลิสต์ Carnival ไว้เป็นเบอร์หนึ่ง ถ้าไม่ได้ขอเป็น Pronto แล้วไล่มาเป็น Selektiv หรือร้านที่รู้จักกันยังไงก็ได้ เราพยายามโทรหาคนที่มีคอนเนคชั่นเยอะที่สุดคือ พี่แอร์ (แอร์ Dudesweet) ถามพี่แอร์ว่ารู้จักพี่ปริ้น Carnival รึเปล่า พี่แอร์บอกว่าเหมือน เป๋ง บาดทะยักจะรู้จัก เราโทรหาพี่เป๋งเลย “พี่เป๋งครับผมอยากขอเบอร์พี่ปริ้นหน่อย” “อ๋อ พี่ปริ้นเหรอ กูรู้จักเค้าแต่เค้าไม่รู้จักกู” (หัวเราะ…) จากนั้นจ๋อยไปประมาณอาทิตย์นึง กูจะติดต่อ Carnival ยังไงดีวะเนี่ย เอาวะลองหา Facebook พี่ปริ้นดู พอเจอปุ๊ปก็แอดไป ปรากฏว่าพี่ปริ้นไม่รับ ประมาณอาทิตย์นึงยังนั่งจ๋อยอยู่ จะได้ขายรึเปล่า ยังไม่ได้คุยไม่ได้ขายของเลย จากนั้นไม่คิดแล้ว inbox ไปเลย “พี่ปริ้นครับผมชื่อบู้นะครับ ผมทำรองเท้าผ้าใบเอง ผมอยากมานำเสนอ ไม่รู้ว่าพี่จะชอบรึเปล่า แต่ผมชอบ Carnival มากครับ” แล้วพี่ปริ้นก็ถามกลับมาว่ารองเท้าเรามันเป็นประมาณไหน เราอธิบายให้เค้าฟัง เค้าว่ามันน่าสนใจ ซึ่งระหว่างทำรองเท้าเราก็สอบถามเรื่องดีไซน์กับเค้าเรื่อยๆ จนกระทั่งเสร็จแล้วเอารองเท้าไปขายเค้า กลายเป็นว่าเค้าซื้อเร็วมากให้เอารองเท้ามาลงได้เลย วางกับทาง Carnival ร้านเดียวก็โอเคแล้วนะ เฮ้าส์ (มือกีต้าร์ Slur) ก็อยากให้เอาไปวางที่ Onion Store ทั้งสาขาอารีย์ และเอกมัย แล้วก็มีเรื่องเซอร์ไพรส์ในระหว่างที่เราโพสต์รูป มีพี่ที่จตุจักรร้านนึงที่เราชอบมากชื่อ Ra Rocca Royal Gallery เค้าทำเสื้อผ้าสายเดียวกับเรา คือทำมาไม่กี่ชิ้นหมดแล้วหมดเลย เค้า inbox มาว่ารองเท้าสวยมาก ไม่คิดว่าคนไทยทำรองเท้าประมาณนี้ได้ ขอเอาไปขายที่ร้านได้มั้ย ทุกอย่างมันปิ๊ง สยามมีแล้ว อารีย์มีแล้ว เอกมัยก็มีแล้ว ทำไมจตุจักรจะไม่มี เหมือนเป็น 4 จุดที่เป็นแลนด์มาร์คของวัยรุ่น

 

dsc_7541

ผลตอบรับ

– มันเกินคาดมากเลย ตอนแรกทำมา 500 คู่ กะถอนทุนก็หรูเเล้ว วันแรกที่ปล่อยออกไปเรานั่งกินข้าวที่บ้านเพื่อน ระหว่างนั่งคุยกันเรากดแชร์แล้วคนก็แชร์กันต่อเยอะมาก ตอนนี้จำไม่ได้ว่ายอดเท่าไหร่ ใน Facebook ที่บอกว่าสร้างเมื่อปีที่แล้วช่วงแรกที่ลงสินค้า คนกดไลค์คือผม แฟนผม และอีกอันนึงคือเอาเพจร้านไปกดไลค์ มีแค่สามไลค์ แต่ตอนนี้ไลค์ทะลุ ล่าสุดรูปรองเท้าประมาณพันกว่าไลค์ ยอดแชร์ปรมาณ 200-300 ยอด มีคนเห็นประมาณแสน มันมาไกลกว่าที่เราคิด

 

คอลเลคชั่นต่อไปของ Rompboy Shoes

– รุ่นที่สองจะใส่ความเป็นตัวเองเข้าไปเยอะขึ้น มีความใกล้เคียงกับรองเท้าทหาร ฟังก์ชันคือรองเท้าลำลองของทหารที่ไม่ได้อยู่ในเครื่องแบบ จะมีสีที่เป็นเอิร์ธโทน ยังไม่บอกว่าเป็นสีอะไรแต่เป็นสีที่ผมชอบมาก มีประมาณ 2-3 สี มีการขึ้นโมเดลใหม่ และเพิ่มไซส์มากขึ้น อยากให้มีดีเทลที่น่าตื่นเต้นกว่านี้ รุ่นนี้จะเรียบทุกอย่างเป็นมินิมอล ต่อไปจะมีเท็กซ์เจอร์เข้ามาเกี่ยวข้อง ส่วนรุ่นที่ 3 จะเป็น collaboration กับแบรนด์อื่น เพราะหลังจากที่วางขายที่ร้าน Onion มีแบรนด์อินดี้จากอังกฤษมาซื้อ แล้วเค้าชอบมากเค้าเลยขอจอยด้วย เค้าอยากใช้ผ้าของเค้าแต่อยากใช้ทรงของเรา ส่วนร้าน Ra Rocca Royal Gallery เค้าก็จะเอาผ้าของเค้ามาทำกับเรา ล็อตที่สามจะเป็นผ้าลิมิเต็ด 500 คู่ ที่เต็มไปด้วยสีสัน และแตกต่างไปตามภูมิประเทศต่างๆ

 

 

Writer : Mintra Ruengsakvichit
Photographer : Tanapol Kaewpring
Special Thanks : Tanan Boonyatanapiwat

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s