Trading To Extinction คือผลงานที่สะท้อนความจริงอันโหดร้ายของการค้าสัตว์อย่างผิดกฏหมายในหลากหลายประเทศแถบเอเชีย ผ่านมุมมองของแพทริค บราวน์ ช่างภาพชาวอังกฤษฝีมือเยี่ยมที่คว้ารางวัลจากเวทีประกวดมาแล้วมากมาย ไม่ว่าจะเป็น World Press Award, Days Japan Award, POYI และ NPPA อีกทั้งผลงานของแพทริคยังเคยถูกจัดแสดงในแกลเลอรี่ พิพิธภัณฑ์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก อย่าง International Centre of Photography – New York, The Metropolitan Museum of Photography – Tokyo, Visa pour l’Image – France รวมถึงการจัดแสดงตามเทศกาลภาพถ่ายสารคดีระดับโลกมาแล้วอีกนับไม่ถ้วน

สงครามเย็นในช่วง 1980-1990 มีอิทธิพลต่อภาพถ่ายของคุณ
ผมไม่แน่ใจว่ามีผลโดยตรงต่องานของผม แต่ที่แน่ๆ มันมีผลต่อตัวผมเองในช่วงวัยรุ่น เพราะเป็นช่วงที่ผมเริ่มตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้น และแน่นอนว่าเหตุการณ์นั้นทำให้ผมหันมามองโลกที่ผมอาศัยอยู่ เมื่อมองแล้วคิดก็เกิดคำถามขึ้นว่าบทบาทของผมบนโลกนี้คืออะไร ผมรู้ว่าตัวเองเป็นคนโชคดีที่สามารถใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี เพราะในโลกนี้ยังมีผู้ด้อยโอกาสอีกมากมายที่ต้องใช้ชีวิตอีกแบบหนึ่งที่ต่างออกไป ผมหวังจะสร้างความเปลี่ยนแปลงผ่านการนำเสนอเรื่องราวของบุคคลที่อยู่ในงานภาพถ่ายสารคดีของผม เราทุกคนมีหน้าที่ในสังคม และนี่คือบทบาทที่ผมเลือก


อะไรเป็นตัวจุดประกายให้คุณใช้เวลากว่าสิบปีกับการติดตามถ่ายภาพการค้าสัตว์ผิดกฎหมาย จนกลายมาเป็น Trading to Extinction
แรงบันดาลใจของผมไม่ใช่ว่าเปิดสวิตช์แล้วติดเลย มันเป็นอะไรที่ค่อยๆ เติบโตมากกว่า ในปี 2002 ผมแทบไม่รู้เรื่องการค้าสัตว์ผิดกฏหมายเลย มารู้ก็ตอนที่ได้คุยกับเพื่อนที่เป็นนักข่าว แล้วผมก็สนใจขึ้นมา จากนั้นก็เริ่มลงลึกไปกับเรื่องนี้มากขึ้น จนกลายมาเป็นผลงานชิ้นใหญ่ที่ใช้เวลานับทศวรรษ เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวการค้าสัตว์โดยผิดกฎหมาย และออกมาเป็นหนังสือ Trading to Extinction

พัฒนาการความคิดของคุณทั้งก่อนเริ่มต้นโปรเจกต์-ระหว่างลงพื้นที่ถ่ายทำ-จนเสร็จกระบวนการ
ก่อนอื่นเลยผมต้องพยายามลบความคิดเดิมๆ ออกจากสมองก่อน ผมอยากเริ่มต้นด้วยความว่างเปล่า เพื่อที่จะได้เปิดรับความคิดใหม่ๆ ให้ไอเดียที่เกิดขึ้นเป็นตัวชี้นำาว่าจะไปในทิศทางไหน ส่วนเรื่องมุมมองในการถ่ายภาพ ผมก็พยายามทำหัวให้โล่งเหมือนกัน ผมปล่อยให้องค์ประกอบอื่นๆ ที่เกิดขึ้นตรงหน้าเป็นตัวนำ ไม่ว่าจะเป็นการเคลื่อนไหวความรู้สึก หรือการตั้งค่ากล้อง ผมทำไปโดยอัตโนมัติ สิ่งที่ท้าทายก็คือต้องไม่ให้จิตใจวิ่งกลับไปหาความสบาย หรือความเคยชิน คนที่ทำงานสายครีเอทีฟทุกคนก็อยากจะทำอะไรที่ไม่เคยทำมาก่อน ซึ่งบางครั้งก็เวิร์ค บางครั้งก็ไม่มันก็ต้องเป็นแบบนี้แหละครับ ผมมองว่าการพยายามไม่ใช่ความผิดพลาด แต่เป็นการสำรวจความเป็นไปได้ว่าความสามารถของเราไปได้ถึงไหน อย่าไปคิดมากว่าคนอื่นจะมองผลงานคุณว่าอย่างไร ถ้าชอบก็ชอบ ไม่ชอบก็ไม่ชอบ ถ้ารู้สึกว่ามันใช่และมันทำให้คุณอยากไปในที่ๆ ไม่เคยไปมาก่อนก็ลงมือทำาเลย ใครจะไปรู้ว่ามันจะนำพาไปสู่อะไรสำหรับ Trading to Extinction นั้น ผมแค่อยากให้คนรู้จักกับผลงานชุดนี้ เพื่อที่จะได้รับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจริงไปพร้อมๆ กัน

สิงโตเซซิลกับทันตแพทย์ชาวอเมริกันในซิมบับเว
ข่าวนี้ทำให้ทั่วโลกหันมามองถึงปัญหาการล่าสัตว์เพื่อความบันเทิงกันมากขึ้น และเห็นว่ามันเกี่ยวข้องกับการสูญพันธุ์ของสัตว์หายาก ผมก็หวังว่ามันอาจจะ
ทำให้หนุ่มสาวทั่วโลกได้มองเห็นโลกต่างไปจากเดิม คือหันมาใส่ใจธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมกันมากขึ้น

Trading to Extinction-Book


ตอนนี้ทำโปรเจกต์อะไรอยู่บ้าง
ช่วงสุดท้ายของ Trading to Extinction ผมได้ไปทะเลทรายในออสเตรเลียตะวันออกเพื่อพักสมอง และนั่นเป็นจุดกำเนิดของโปรเจกต์  HOPE ซึ่งเกี่ยวกับ
มนุษย์และโลก แต่ HOPE เป็นโปรเจกต์ที่ค่อนข้างจะเป็นนามธรรมและเน้นการมองตนเอง แสดงให้เห็นถึงความบอบบางของชีวิตมนุษย์บนโลกใบนี้ คำว่า HOPE หรือ “ความหวัง” มาคู่กับความ “ไม่แน่ใจ” สมมุติง่ายๆ ถ้าผมพูดว่า หวังว่าจะเจอเพื่อนเย็นนี้ ก็สื่อความหมายว่าผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าจะเจอหรือเปล่า ผมมองสองคำนี้ว่าคู่กันเหมือนหยินหยาง และผมรู้สึกชอบความขัดแย้งของทั้งสองคำ เหมือนความดีกับความชั่ว ถูกกับผิด แต่ชีวิตของเราก็ไม่ใช่ว่ามีแต่ถูกกับผิดเสมอไป และก็ไม่ใช่แค่เรื่องขาวหรือดำอีกด้วย บางทีก็มีอะไรที่จำกัดความได้ หรือจำกัดความไม่ได้ ความหวังเป็นคำที่อยู่ระหว่างกลางของทั้งสองสิ่งนี้ พื้นที่สีเทาระหว่างความหวังกับความไม่แน่ใจ ระหว่างถูกกับผิด ภาษาญี่ปุ่นมีคำเรียกว่า “มะ” ซึ่งเป็นคำที่จำกัดความพื้นที่ระหว่างสองสิ่ง คำนี้นี่แหละครับที่ทำให้ผมไปออสเตรเลียเพื่อมองหาคำจำกัดความของผมเองพื้นที่เปิดโล่งในออสเตรเลียเป็นสถานที่ๆ ผมมองว่าความหวังและความไม่แน่ใจมาพบกัน เป็นที่ๆ ไม่มีใครอาศัยอยู่ แม้ว่าจะเป็นที่รกร้างแต่ก็มีรายละเอียด มีอารมณ์มีชีวิต การไร้ซึ่งมนุษย์นี่แหละที่ทำให้ผลงาน HOPE ของผมแสดงออกถึงอารมณ์ดิบของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี ถ้าไม่มีอารมณ์ก็ไม่มีความก้าวหน้า ไม่มีความอยาก ไม่มีความทะเยอทะยาน สิ่งที่มนุษย์กระทำก็เพื่อตอบสนองความต้องการพื้นฐาน เราต้องการที่จะอยู่รอดเพราะเรามีความหวัง แต่เมื่อประตูความหวังปิดไม่สนิท ความไม่แน่ใจก็อาจจะคืบคลานเข้ามาได้ จุดสมดุลย์ของทั้งสองคำนี้เป็นตัวกำหนดชะตาของของเรา และทำให้เรามีกำลังที่จะใช้ทั้งความผิดหวังและสมหวังเป็นแรงผลักดัน นั่นแหละ คือความหมายของคำว่า “HOPE” ในมุมมองของผม

          งานนิทรรศการภาพถ่าย HOPE ถูกจัดขึ้นที่ The Jam Factory Gallery ในช่วงเดือนกันยายน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานโฟโต้บางกอก 2015 และเป็นครั้งแรกที่ผลงานชุดนี้จะถูกนำเสนอออกมาในรูปแบบที่ลึกลับ โดยมีการใช้ระบบเสียงมาเป็นอีกหนึ่งส่วนประกอบในการแสดงงาน นอกจากนี้ผมยังมีโปรเจกต์ระยะยาวอีกหนึ่งโปรเจกต์ที่ประเทศพม่า แต่ไว้วันหลังค่อยเล่าต่อครับ

Writer : Mintra Ruengsakvichit
Image : Trading to Extinction / Patrick Brown


Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s