นอกจากจะถูกรับเลือกให้เป็นหนึ่งในบุคคลสร้างแรงบันดาลใจกับงานสัมมนาระดับโลกอย่าง TEDx Bangkok ที่เพิ่งผ่านไปแล้ว กฤษณ์ สงวนปิยะพันธ์ ผู้กำกับละครเวทีเพื่อคนตาบอด ผู้ก่อตั้ง The Blind Theatre Thailand คนนี้ยังเปรียบเสมือนเรี่ยวแรงหลักที่ช่วยผลักดันให้โลกของละครเวทีในประเทศไทยมีจุดยืนที่ชัดเจนขึ้นในสังคม

dsc_2544

TEDx ที่ Bangkok

– หัวข้อการของพูดคือเรื่องของ “แรงกระเพื่อม” คือเมื่อคนพูดสร้างแรงกระเพื่อมส่งไปหาคนฟัง เค้าก็คาดหวังให้คนที่มาฟังสามารถนำกลับไปสร้างแรงกระเพื่อมสังคมต่อได้ คอนเซปต์มันค่อนข้างชัด มีแตกออกไปพูดถึงเรื่องของนวัตกรรม เทคโนโลยี ศิลปะ ความคิดสร้างสรรค์ หรือหลักการอะไรบางอย่าง แต่สิ่งที่น่าสนใจคือคนฟังมีหลากหลายอาชีพ ทุกคนมาจากการคัดเลือก ถือว่าเป็นคำถามเบสิกครับ มา TED ปุ๊ป เมื่อคุณได้ฟังแล้วจะไปทำอะไรต่อ ซึ่งทีมงานต้องคัดกันเอาเองว่าเพราะอะไรถึงเลือกคนนี้ ในฐานะคนพูดนี่รู้สึกว่ามันแปลกมาก ปกติเราพอเดาได้ว่าคนที่ีมารวมกันอยู่ตรงนี้อาชีพอะไร เค้าต้องการอะไรประมาณไหน แต่อันนี้เดาไม่ถูกเลยว่าใครมาที่นี่แล้วเอาไปทำอะไรต่อ พอมวลมันมาแบบนี้ก็คิดอยู่ว่าเราไปอยู่ในดินแดนอะไรวะเนี่ย

 

แรงกระเพื่อมที่หลุยส์ส่งไป

– เราตั้งคำถามกับตัวเองว่าทำไมฉันทำอะไรหลายอย่างจังเลย ละครใบ้ก็ทำ ละครพูดก็เล่น เป็นนักแสดง แล้วเราเล่นดนตรีด้วย ครูหลายคนบอกมาตลอดว่าต้องเลือกซักทาง เราถามตัวเองว่าทำไมไม่เลือกซักที ก็พบคำตอบว่ามันอาจจะไม่ได้ต้องเลือก เพราะความจริงมันไม่ได้อยู่ที่ฟอร์มที่เรานำเสนอออกมา แต่อยู่ที่ว่าความจริงแก่นของชีวิตเรามันคือเรื่องของการสื่อสาร อย่างเวลาเราฟังเรื่องอะไรดีๆ มา เราอินกับมันเราก็จะพยายามหาวิธีสื่อสารออกไปในรูปแบบของเราเอง เราค้นพบว่านี่แหละมันคือแก่น มันติดไปกับทุกกิจกรรมที่ทำ ไม่ว่าจะเล่นละครใบ้ เล่นละครตาบอด หรือเล่นดนตรี ทั้งหมดมันคือเรื่องของการสื่อสารทั้งนั้น เราบอกไปใน TED ว่ามันเป็นสิ่งที่คนอาจจะต้องย้อนกลับไปตอบคำถามกับตัวเองว่าอะไรคือแก่นของตัวคุณ แล้วอะไรคือฟอร์มที่เราเลือกใช้ สังคมเราไม่ค่อยพูดถึงเรื่องนี้เท่าไหร่ เลยทำให้เด็ก รวมถึงผู้ใหญ่บางคนสับสนว่าสิ่งที่ทำอยู่มันผิด หรือถูก มันเกิดจากข้อจำกับของคำว่าอาชีพ ซึ่งเอาจริงๆมันมีไม่หลากหลายพอ มันไม่มีอาชีพที่เราจะผสมละครใบ้ละครพูดละครเพลงเข้าด้วยกัน ไม่มีใครนิยามอาชีพนี้ เท่ากับว่าเราต้องเลือกว่าจะเป็นอาชีพอะไร เราจึงต้องย้อนกลับมาตอบให้ได้ว่าแก่นมันคืออะไร ถ้าใครเจอก็หมดปัญหา แต่มันก็ยากเพราะสังคมต้องการความชัดเจน มันแยกกันนะ เรื่องแรกคือเราทำอะไรดี เรื่องที่สองคือสังคมมักจะยอมรับสิ่งเดียวที่เค้าคุ้นชินหรือรู้จัก สุดท้ายหน้าที่ของคุณอาจจะเป็นการค้นหาฟอร์มที่ผสมทุกอย่างกันอย่างลงตัว แล้วตั้งชื่อให้กับมัน เพราะเอาเข้าจริงสังคมยังเหมือนเดิมคือคนอื่นเค้าไม่มารับรู้กับเราหรอก เราอยากได้ยินคำตอบง่ายๆว่าคุณเป็นใครแบบไม่ซับซ้อน และนี่คือสิ่งที่เราตามหามาตลอด 4 ปี แต่ยังหาไม่เจอยังผสมไม่ได้ คิดว่าคงจะเจอในอนาคต

 

แล้วสิ่งที่หลุยส์ได้รับ

– สิ่งที่เวิร์คที่สุดในงาน TED ไม่ใช่เรื่องของการเอา speaker มาพูด แต่คือคนจัดกับคนดูส่วนใหญ่เป็นเด็กรุ่นใหม่ คือมันมองเห็นถึงอนาคต ตอนแรกงานพวกนี้เราจะเข้าใจว่ามีแต่ผู้ใหญ่มาดู แต่มันไม่ใช่ช่วงอายุมันลดลงมาเป็นเด็กวัยมัธยมเลย เราก็รู้สึกมีความหวังมากขึ้น คือผู้ใหญ่สมัยนี้รวมถึงตัวเราเองจะมาตัดสินเด็กรุ่นใหม่แบบเดิมไม่ได้แล้ว เด็กที่พยายามขวนขวาย ตามหาว่าตัวเองคือใคร พยายามจะหาว่าฉันทำอะไรกับสังคมได้บ้าง มันก็มี ถ้าคุณละเอียดกับสังคมหน่อยเราจะเห็นว่าจริงๆ ยังมีเด็กดีๆ เด็กเจ๋งๆ รอคุณอยู่เยอะ เอาจริงๆคือตกใจมากตอนเจอทีมงาน เราวาดภาพไว้ว่าน่าจะต้องเป็นทีมงานเก๋าๆ ออร์แกไนซ์ดีๆ มาจัด แต่ปรากฎว่าทีมงานทุกคนเป็นอาสาสมัคร คือคนจัดงานนี่รุ่นๆเดียวกับพวกเรา จริงๆเด็กกว่านิดหน่อยด้วย อายุประมาณ 23-25 บุคลากรทั้งหมดเป็นอาสาสมัครที่ชวนกันมาทำ มีจำนวนเกือบร้อยชีวิตที่มาช่วย มันเลยทำให้เราได้รับพลังอะไรบางอย่าง

 

จุดเริ่มต้นของ ละครเวทีคนตาบอด

– ความจริงเราเริ่มต้นจากความต้องการของตัวเองที่จะหาวิธีทำยังไงก็ได้ให้คนที่เรียนละคร เรียนจบออกมาแล้วยึดการทำละครเป็นอาชีพได้ ในประเทศนี้ไม่ว่าจะเป็น Theatre หรือการเต้น มันไม่สามารถทำให้เป็นอาชีพได้จริงๆ เราหมายความว่าคุณสามารถทำมันเพื่อหารายได้เลี้ยงชีพจริงๆ ไม่ใช่ตอนกลางวันไปทำงานอย่างอื่นแล้วเอาเงินที่ได้นั้นมาทำละครในตอนเย็น เราไม่รู้ว่าสาขาอาชีพอื่นเป็นรึเปล่า เเต่แน่นอนว่านักละครเรากล้าตอบว่าเป็น คือเราจะเห็นว่าระบบอาชีพต่างประเทศมันชัดเจน เค้ามีระบบบริษัททั้ง Theatre ทั้งเต้น ประเทศเราไม่มีเลย สุดท้ายเรามันแค่เด็กคนนึงที่เรียนจบละครมาแล้วตั้งใจว่าจะทำละครเพื่อเป็นอาชีพ สิ่งที่เราทำคือการดิ้นรนยังไงก็ได้ให้สุดท้ายเรายังสามารถอยู่กับสิ่งที่รักได้ อาการดิ้นรนนี้เองที่ทำให้ตอนเรียนจบละครออกมา เราสนใจและลงเรียนทุกสิ่งทุกอย่างที่ขวางหน้า เราไปเรียนแม้กระทั่งวิชาการตลาด คือต้องการรู้ให้กว้างเข้าไว้เพื่อเอามาประยุกต์กับการสร้างอาชีพของเราเอง สุดท้ายเราก็ได้มารู้จักกับสังคมคนตาบอด

 

The Blind Theatre

– คนตาบอดต้องการอะไร ต้องการโอกาสให้เค้าได้ทำอะไรบางอย่าง เค้าไม่ได้ต้องการโลกที่ให้คุณมาสร้างให้ 100% แค่ต้องการโลกที่จะออกมาเจอกันตรงกลางได้ หมายถึงว่าทำยังไงให้เค้าออกมาอยู่ในสังคมได้อย่างปกติ ยกตัวอย่างเช่น ทางเท้า ประเทศเราตลกตรงที่ว่าเรามีทุกอย่างเหมือนที่ประเทศอื่นมี เรามีอะไรที่ควรจะมี เรามีทางเท้าที่ทำให้คนตาบอด แต่ที่ไม่มีคือความจริงใจของการสร้าง ความจริงใจวัดจากอะไร ง่ายที่สุดวัดจากตอนที่มันเสียแล้วไม่มีใครคิดจะซ่อมหรือดูแลให้มันใช้งานได้ต่อ เรารู้สึกไม่ดีกับสิ่งนี้นะ เราย้อนกลับมาดูในวงการละครที่เราอยู่ ว่าละครกับคนตาบอดมันเป็นยังไง มันเป็นอย่างที่เค้าพูดรึเปล่าว่าไม่มีใครใส่ใจ มันจริงว่ะ! วิธีการเสพสื่อของเรายุคแรกๆ คือทีวีขาวดำ ทีวีสี เปลี่ยนมาเป็นทีวีพลาสม่าจนมาเป็นสามมิติ สี่มิติในโรงหนังว่าไป แต่ถ้าเทียบกับวิธีการเสพสื่อของคนตาบอดคืออะไร นี่มันถูกหยุดไว้นานเลยนะ ไม่มีใครใส่ใจจริงๆ มันเลยเกิดเป็น The Blind Theatre ขึ้น

dsc_2602

การทำงานกับคนตาบอด

–  เราทำงานปกติ อย่างท็อฟฟี่เป็นเด็กที่ตาบอดสนิท เราคิดว่าเค้าคงเดินทางมาลำบาก ครั้งแรกที่เค้ามาโรงละครเค้ามีเพื่อนที่ตาเลือนลางพามา พอเพื่อนตาเลือนลางไม่มาเค้าต้องมาคนเดียว เค้านั่งรถไฟฟ้ามาลงอโศกแล้วให้ยามพาไปส่งที่วินมอเตอร์ไซด์ วินมอเตอร์ไซด์พามาส่งที่มศว. แต่ทีนี้จากมศว. เดินมาโรงละครได้ยังไง เค้าบอกว่าแกะทางมาเรื่อยๆ แล้วก็เดินดุ่ยๆ แบบตาบอดมาถึงโรงละครได้ทุกวัน คือถ้าเราไม่ให้โอกาสคนตาบอดได้ออกมาใช้ชีวิตจริงๆ ก็เหมือนไปกั้นอะไรบางอย่างของเค้า เราคิดว่าด้วยการที่ตาเค้าบอดเค้าก็จะฝึกประสาทสัมผัสด้านอื่นให้คมมากขึ้น เพื่อจะได้เอาตัวรอดในสังคมได้ เราไม่ได้ปล่อยเค้ามาแบบเลยเถิดนะ เพราะอย่างที่บอกประเทศไทยไม่ได้สร้างทุกอย่างเพื่อรองรับเค้า บางวันเค้าเดินไปชนเสาตรงรถไฟฟ้าแล้วคางแตกมาซ้อมละครก็มี แต่เค้าก็ไม่ได้เสียใจ มันเหมือนกับคนทั่วไปที่ต้องมีการเรียนรู้ เราก็บอกว่าต้องระวังหน่อย มันอาจจะมีท่อที่ไม่ได้ปิดฝาเอาไว้ คอยบอกตลอดว่ามันไม่ใช่เรื่องง่ายหรอกที่จะออกมาสู่โลกตรงกลาง คือเราไม่ได้บิ้วพวกเค้าอย่างเดียวแต่เราให้ความจริงด้วย พอคุยถึงเรื่องนี้ปุ๊ปจะรู้อีกว่าคนตาบอดมองถึงระบบประเทศนี้ยังไง เราพยายามคิดว่าคนตาบอดชอบถามคน แต่เค้าบอกจริงๆ แล้วพี่รู้มั้ยว่าคนตาบอดไม่กล้าถามเค้ามีความอาย บางคนที่บอดมาหลายปีอย่างท็อฟฟี่บอกว่าทุกวันนี้ยังไม่กล้าแสดงตัวว่าฉันเป็นคนตาบอด ไปไหนก็ไม่ถือไม้เท้า คิดดูสิจะมีคนตาบอดอีกกี่คนที่คิดอย่างงี้ เค้าบอกว่าเค้าไม่ชอบคำว่าพิการ ไม่ต้องเรียกเค้าว่าผู้พิการทางสายตา เรียกไปเลยว่าคนตาบอด วันแรกที่ไปที่โรงเรียนครูเป็นคนบอกด้วยซ้ำว่าเด็กไม่ชอบ บอดก็คือบอด บอดกับพิการคำไหนฟังแล้วโอเคกว่ากลายเป็นคำว่าบอด พิการมันคือไม่สมประกอบแต่บอดคือมองไม่เห็น เราดันมองว่ามันเป็นคำที่สุภาพแต่กลับทำให้เค้ารู้สึกแย่กับตัวเอง มีเรื่องแบบนี้เยอะไปหมด มันเลยทำให้เค้าอยู่ในสังคมยาก อย่างการขึ้นรถเมล์ทำไมไม่ทำระบบบอกสถานีแบบรถไฟฟ้า คือถึงป้ายไหนก็บอกไปตามป้าย เท่านั้นเค้าก็ไม่ต้องไปถามหรือขอความช่วยเหลือใคร แต่เค้ารู้ว่ารถเมล์ไม่ยอมจอดตรงป้ายไง มันเลยทำไม่ได้ ถ้าคุณทำรถเมล์ให้จอดทุกป้ายตามที่มันควรจะจอด เค้าก็สามารถใช้ระบบนี้ได้ พวกเราไม่ได้คิดถึงคนตาบอด หรือคิดถึงทุกคนในสังคมจริงๆ มันจะเห็นถึงระบบที่ทำออกมาแบบไม่จริงใจ คุณทำทางเท้าให้เค้าเดิน แต่คุณไม่ได้ทำรถให้เค้าไปแล้วมันจะมีไปทำไม สุดท้ายแล้วเค้าก็เดินทางไม่ได้ ถ้าเราไม่ได้ไปคุยกับเค้าเราคงไม่รู้ และคิดว่าคนตาบอดคงอยู่ของเค้าได้ แต่ถ้าได้ลองไปคุยแล้วจะรู้ว่ามันมีเรื่องที่เราไม่เคยคิดมาก่อนเยอะเยะไปหมด

 

 อนาคตของ The Blind Theatre

– เราว่าโปรเจกต์การแสดงละครตาบอดที่เราเคยจัดมันค่อนข้างสมบูรณ์อยู่ เราเรียกเทคนิคการแสดงแบบนั้นว่า Theatre in the Dark ที่เหลือก็คือการพัฒนาเรื่องที่ต้องการจะสื่อสารให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ ความจริงเราก็ยังสนุกกับการได้ทดลอง อย่างการแสดงที่จะกลับมารีสเตจในเดือนตุลาคมนี้ เราก็พยายามจะหารูปแบบใหม่ เช่น ครั้งที่แล้วปิดตาเล่นละครในที่แสงสว่าง คนตาดีจะได้เปรียบนิดหน่อย คราวนี้จะทำยังไงให้เกิดความเท่าเทียมกันเท่าที่จะเป็นไปได้ ก็ลองพยายามกันดู แต่ถ้าเป็นในส่วนของ The Blind Theatre จริงๆ ความมุ่งหวังของเรายังเหมือนเดิมคือการพาคนตาดีและคนตาบอดมาเจอกันตรงกลาง ในตอนนี้สิ่งที่ทำได้ก็คงเป็นการค้นหาว่าจุดนั้นมันอยู่ที่ไหน เราอาจจะไม่เจอมันจนเราตายก็ได้ แต่เราก็ตั้งใจจะทำมันไปเรื่อยๆ แหละ

 

Writer : Mintra Ruengsakvichit
Photographer : Tanapol Kaewpring
Special Thanks : NIST International School / Kris Sanguanpiyapand

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s