เรารู้จักกับแอร์ อรศิริ ประวัติยากูร หรือที่หลายคนเรียกเธอว่า แอร์ Dudesweet ในฐานะของหนึ่งในทีมผู้จัดปาร์ตี้ที่เฟี้ยวที่สุดแห่งยุค ทั้งยังเป็นนักวิจารณ์ดนตรีฝีปากกล้า อาจารย์พิเศษที่รับหน้าที่สอนภาควิชา Communication Design ที่จุฬาฯ และอดีต Senior Writer ของหนังสือพิมพ์ Bangkok Post ซึ่งปัจจุบันได้ผันตัวมาเป็นป้าแอร์ของหลานสาววัย 5 ขวบ และ Managing Editor ของนิตยสาร Billboard Thailand ที่กำลังจะเปิดตัวในเร็วๆ นี้ หลายครั้งที่สเตตัสเสียดสีสังคมการเมือง วิพากษ์วิจารณ์ หรือตั้งคำถามกับเหตุการณ์ที่กำลังเป็นประเด็นร้อนในสังคม ออนไลน์ของเธอจะกระแทกใจเราอย่างจังจนทำให้เราต้องย้อนกลับมาคิด และตั้งคำถามกับตัวเองอยู่บ่อยครั้ง กระทั่งในที่สุดก็เกิดเป็นไอเดียเพี้ยนๆ ที่ชวนเธอมาร่วมพูดคุยกันด้วยคอนเซ็ปต์ที่บ้าสุดขั้ว นั่นคือให้แอร์คุยกับตัวเอง เพื่อสะท้อนตัวตนของเธอในมุมที่หลายคนอาจจะยังไม่รู้จัก ซึ่งหลังจากพารากราฟนี้ลงไป ขอเชิญพบกับการพูดคุยกันระหว่างแอร์ และแอร์!

the-jam02

คุณเป็นใครวะ เราถึงต้องมาสัมภาษณ์คุณ ดาราก็ไม่ใช่ สวยก็ไม่สวย น่าสนใจอะไรเหรอ

เอาตรงๆ เลยคือวันนึงนั่งอยู่แล้วมีความรู้สึกอยากเป็นเซเลบ เลยคิดต่อว่าจะเป็นเซเลบสมัยนี้ เน้นนะว่าสมัยนี้ต้องทำยังไง มีสองทางที่นึกออกคือ 1 เป็นเน็ตไอดอล แต่แบบหน้าไม่พิมพ์นิยม ไม่มีเงินไปทำศัลยกรรมเกาหลี หรือตัดผมทรงกิโกะหน้าขาวปากชมพูมีคำว่า “น่ะค่ะ” เป็นคำนิยม คงไม่ใช่ จะให้โชว์นมขายครีมพูดจาลิ้นเต็มปากทางบ้านอาจจะเอาตีนถีบจอคอมแตก หรือจะไปเก๊กเป็นฮิปสเตอร์ตัวแม่สภาพก็ไม่เอื้ออำนวย แล้วก็ไม่อยากไปลอกงานคนอื่นให้คนมาชาบู หรืออวดรวยรายวันเพราะไม่มี แถมใจไม่กล้าพอจะไปเป็นเน็ตไอดอลสายตลกซะด้วย จริงๆ อยากเป็นดาราตลกมากนะ แต่ความสามารถไม่ถึง อีกทางที่คิดได้คือเอาตัวเองออกสื่อของเพื่อนพี่น้องที่รู้จักกันดีกว่า คิดไปคิดมาสรุปได้ว่าไปตอแยพี่หมู คุณพ่อที่เคารพรักนี่แหละ เพราะพี่หมูน่าจะบ้าพอกับเราแล้วเคยมีการเกริ่นๆ กันไว้ ปรากฎพี่หมูบ้าจี้เอาจริงแฮะ ตามนั้นนะคะ

           แต่เอาจริงแล้ว ในฐานะที่ตัวเองอยู่วงการสื่อมา 15 ปี ก็แอบคิดหลายครั้งนะว่าไอ้คนที่เราต้องไปตามสัมภาษณ์เนี่ย หลายคนนี่แบบใช่เหรอวะ มันทำประโยชน์อะไรให้สังคมนอกจากดัง ความสามารถคืออะไร แล้วเดี๋ยวนี้ยิ่งไปกันใหญ่เลย เพราะความดังมาจากยอดไลค์ ยอดวิว ส่วนชิ้นงานก็ช่างแม่งมันเถอะ ในเมื่อความเก่ง ความสุดยอด โดนตัดสินจากลิสต์ประมาณ “illustrators สาวสวยตัวท๊อปห้าคนของวงการ ทั้งสวยทั้งเก่ง แหมจะไม่ให้รักได้ยังไง” เคยหลงกลคลิ๊กไปดูแล้วแทบคลั่ง น้องเอ้ยยยย! หน้าคนน้องยังวาดผิดสัดส่วนแบบไม่ศิลป์อยู่เลย ไอ้คนที่เราเห็นวาดๆ งกๆ โคตรจะเก่ง แต่อาจจะไม่ดูดีเท่านี้มันไม่ได้รับการยอมรับในแนวกว้างได้ไงวะ

          อ่ะสรุปง่ายๆ นะคะ เพื่อตอบคำถามคุณ ไม่ได้เป็นใครเลย เป็นคนอ้วนปากหมาพอเขียนหนังสือได้ ชอบฟังเพลง รักหลาน แล้วอยากออกสื่อ น่าจะตอบคำถามที่ถามมาได้นะ


เอ๊า แล้วคุณน่ะมีประโยชน์อะไรกับสังคม ไปว่าคนนู้นคนนี้เขาน่ะ

เอาจริงๆ ก็ไม่มีนะ จะว่าไปเป็นมลพิษทางวัฒนธรรมด้วยซ้ำ แต่แค่แอบคิดว่าบางทีการที่เราปล่อยให้สังคมลุ่มหลง

ไปกับแค่เปลือก ความสวยงาม ความร่ำรวย โดยที่ไม่พูดอะไรเลยมันก็เหมือนใช้ชีวิตเปล่าประโยชน์หนักเข้าไปอีก

ถึงยังไงคงเปลี่ยนอะไรไม่ได้อยู่แล้ว แต่อย่างน้อยก็แค่อยากออกเสียงมั่งเป็นครั้งคราว แน่นอนว่าใครๆ ก็ชอบ

คนสวยคนหล่อ ดังนั้นคนบ้าๆ บอๆ อ้วนๆ อย่างเราเลยต้องยิ่งคิดเยอะขึ้นมั้ง บางทีอะไรที่เราพล่ามๆ ไปผ่านงานเขียน

อาจจะไปสะกิดใจอะไรเด็กซักคนให้เขาหันมาลองมองคุณค่าชีวิตใหม่ แค่นั้นอาจจะพอแล้วก็ได้ ไม่ได้คิดว่าตัวเองดี

กว่าใครนักหนา แต่ก็มั่นหน้าว่าเก่งกว่าหลายคนที่เฉิดฉายอยู่ในโลกนี้ ถามว่าอยากสวยมั้ย โคตรอยากสวยเลย

แต่ความอ้วนนี่ลดยากนะ ค่อนข้างมั่นใจว่าถ้าตัวเองผอมจะสวยที่สุดในสามโลก ออกจะสูงขนาดนี้นางแบบชัดๆ

แต่อ่อนแอลดไม่ได้


คุณเพิ่งทิ้งงานประจำที่แสนมั่นคง ที่คุณทำมา 15 ปี เพื่อมาเป็นบรรณาธิการของ Billboard Thailand ที่กำลัง

จะเปิดตัว ถามจริงว่าไม่กลัวเหรอ ใครๆ ก็บอกว่าสื่อสิ่งพิมพ์มันจะตายทั่วโลกแล้ว ยิ่งสื่อดนตรีอีก มันจะไหวเหรอ

คิดไรอยู่เนี่ย

ก่อนอื่นหนังสือยังไม่เปิดเลยจะแช่งให้มันได้อะไรวะ รอดูก่อนเซะแล้วค่อยอ้าปากวิจารณ์ จริงๆ ก็คิดถึงงานเก่าที่เขียนภาษาอังกฤษ นั่นเป็นสิ่งที่เราทำได้ค่อนข้างดีและทำมาตลอด ตอนนี้เลยไปเขียนภาษาอังกฤษทาง whatsapp กับฝรั่งแทน เหมือนจะกระแดะนะแต่ถนัดเขียนอังกฤษจริงๆ ไม่ได้แปลว่าจะเขียนภาษาไทยไม่ได้ เขียนอยู่ทุกวันหัดเขียนทางสเตตัสประกาศความกากให้โลกรู้ แล้วก็คิดถึงการทำงานกับพี่ก้อง ฤทธิ์ดี เจ้านายเก่า บอกชื่อแกไปเลยจะได้รู้ว่าหมายถึงแกไม่ใช่ใคร เพราะพี่ก้องเป็นอัจฉริยะ เสี้ยมสอนเราทางด้านความคิดมาตลอด สอนให้รู้อีกด้วยว่าการเป็นนายที่ดีเขาทำกันยังไง แต่ตอนนี้ก็แฮปปี้กับที่ทำงานใหม่มากๆ good vibes จากเจ้านายใหม่ และเพื่อนร่วมงานสุดขีด เป็นเรื่องสำคัญนะที่จะโดนรายล้อมไปด้วยคนดีๆ ที่ตัดสินใจย้ายเพราะหลังๆ เริ่มรู้สึกว่าตัวเองเฉื่อย แล้วก็อยากลองทำอะไรมากกว่าเขียนมั่ง อยากลองบริหารดู ทดสอบตัวเอง ที่สำคัญที่สุด Billboard คือดนตรี ดนตรีคือชีวิตเรา อาจไม่ใช่ทั้งชีวิตแต่เป็นส่วนใหญ่มาก สำคัญพอๆ กับเป็ดย่าง MK มีคนพูดใส่หน้าว่า “แน่ใจเหรอว่าจะรอด” อันนี้ก็ไม่เข้าใจว่าเขาหมายถึงอะไร รอดท้องช้าง บุญรอด หรืออะไร อาจจะเป็นการโจมตีส่วนตัว แต่ทุกคนในทีมพร้อมทั้งเจ้าของฉลาด ระมัดระวัง รอบคอบ และรู้ว่าการบริโภคดนตรีของยุคนี้มันเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง และเราควรทำสื่อแบบไหนที่จะมารองรับการเปลี่ยนแปลง สื่อดนตรี ยังเป็นเรื่องจำเป็น ในมุมมองส่วนตัวคือมันต้องไว สนุกและมีสาระในเวลาเดียวกัน ขึ้นอยู่กับว่าจะมารูปแบบไหนบ้าง ต้องลองดูกัน แน่นอนยังมีเป็นเล่ม แต่ทางด้าน online, social อะไรอื่นๆ อีกมากมายก็ต้องมาพร้อมกันหมด ยังไงรอดูก่อนดีกว่าค่ะ ไม่ใช่เรื่องที่จะมาป่าวประกาศแผนงานกันตอนนี้ ยังไงก็สนับสนุน Billboard Thailand ด้วยแล้วกันค่า คนชอบคิดว่าเราเป็นผู้ใหญ่แนวชอบเสพย์อะไรยากๆ จะมาทำหนังสือmass ได้ไง ฮัลโลลลลล ดิฉันทำงานหนังสือพิมพ์มานะคะ มันจะมีอะไรกระแสหลักไปกว่าหนังสือพิมพ์อีกเหรอ รสนิยมส่วนตัวก็ส่วนตัว แต่อะไรเป็น mass เราคิดว่าเรารู้และเข้าใจดีพอ อย่าลืมว่า mass มีทั้งดีและไม่ดี indie ก็เช่นกัน

 

Dudesweet ที่คุณมีตำแหน่งแม่บ้านอยู่เป็นยังไงบ้าง ใกล้เจ๊งยัง

ยอมรับนะว่าหลังๆ เราก็แผ่วกันไปบ้างตามกาลเวลา และรสนิยมการออกเที่ยวของคนยุคใหม่ก็ไม่เหมือนเดิม คนใหม่ๆ อาจจะไม่เข้าใจ positioning ของ Dudesweet ว่าพวกมันทำอะไรกันแน่วะ แต่จริงๆ แล้วมันก็อย่างงี้แหละประมาณ controlled chaos ความวุ่นวายโกลาหลที่ควบคุมได้บ้างไม่ได้บ้าง จะให้เราไปสู้กับปาร์ตี้กระแสหลักคนเป็นหมื่นๆ คงไม่สู้มั้งคะ รู้ด้วยว่าต้องทำยังไงให้เป็นแบบนั้น ถ้าทำไปแล้วไม่ใช่ตัวเองอย่าทำดีกว่า บางทีก็อยากให้เด็กๆ หันมาเต้นเพลงแบบเราบ้าง แอบงอนเล็กน้อย เงินน่ะอยากได้แน่นอน แต่ไม่เป็นไรทุกคนในทีมดู๊ดมีงานหลัก ไม่รวยแต่ก็พอซื้อไก่ทอดน้ำปลา KFC ได้ในวันว่าง มีเงินไปเที่ยวสังขละแบบสโลไลฟ์ได้บ้างในบางที

                แต่เอาจริงๆ แล้ว ในส่วนของ Dudesweet คุณโน้ตว่าไง ดิฉันว่าตามเลย มีทักท้วงบ้างเรื่องงบประมาณ แต่พี่เขาก็ไม่ค่อยฟังนะ โน้ตคือเพื่อนสนิท คือส่วนหนึ่งของครอบครัว ถ้าเราตายโน้ตได้เงินประกันด้วย เราเชื่อเขาขนาดนั้นนะ อาจจะตีๆ กันบ้าง รำคาญกันบ้าง ไม่ค่อยไปไหนมาไหนด้วยกัน แต่มีอะไรซีเรียสจะโทรหาเขาคนแรกเราเชื่อในความสามารถของโน้ตมากที่สุด เราว่าเขาเก่งจริงๆ ปูชณียบุคคลสายแสบๆ โน้ตสอนหลายเรื่อง เช่น “ช่างเขา ใครอยากลอกก็ลอกไป ชั้นมีไอเดียใหม่ เรื่อยๆ” โน้ตเป็นคนมีของที่ไร้ระเบียบในชีวิตที่สุด ดังนั้นเรื่อง Dudesweet โน้ตเอายังไงก็อย่างงั้นแล้วกัน ช่วงนี้เราพักจัดงานกันไปซักพัก เพราะคุณท่านขอเบรคไปเดินทางและวาดรูปเตรียมตัวจัดนิทรรศการปีหน้า เอาจริงๆ เราว่า Dudesweet เป็นของทุกคนที่รักมันแหละเป็นพื้นที่ให้มาเจอกันทำอะไรประหลาดๆ ซะมากกว่าเราชอบที่มันเป็นที่ๆ ไม่ได้มีไว้แข่งกันแรง มันมีความเป็นธรรมชาติอยู่ในนั้น ไม่ต้องพยายามมากมาย ที่สำคัญ เรารักคนทำงานกับเราทุกคนตั้งแต่ทีมดีเจไปยันช่างไฟในตำนาน ดูทุกคนทำด้วยใจเพราะจ่ายเงินช้ามากกก สำาหรับเราปาร์ตี้ Dudesweet ที่ดีที่สุดคือเวลาเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ มากันเยอะๆ เพลงเข้าหู คนมางานมีคุณภาพ แล้วได้คลานกลับบ้าน


ในฐานะที่คุณก็เป็นผู้สื่อข่าวบันเทิงคนนึง คุณโอเคเหรอ

กับสภาพวงการที่มันเป็นอยู่ในปัจจุบันก่อนอื่นข้าพเจ้ามักจะเลี่ยงคำว่า “ข่าวบันเทิง” มักจะหนีไปใช้คำว่า “สายวัฒนธรรมร่วมสมัย” แทน เพราะ คำว่า “ข่าวบันเทิง” บ้านเรามันโดนขยำรวมกับโยนไว้ในขยะของความไร้สาระ ข่าวใครเป็นผัวใครเมียใครชู้ใคร หรือดาราคนไหนถือกระเป๋าแพง ได้รับความสำคัญมากที่สุด มากกว่าการจะใช้สมองคิดแล้วเขียนบทความที่น่าสนใจ พอรู้ว่าเขาเป็นแฟนใคร ถามต่ออีก สรุปเป็นสื่อ หรือเป็นมาเฟียวะเนี่ย มองมุมกลับก็คือคนมีชื่อเสียงบางคนก็เกินเหตุไปจริงๆ คุณหาเงินได้ง่าย ดังนั้นก็คงต้องแลกอะไรบางอย่างไป สัจธรรมของชีวิต แต่ถ้าต้องถึงขนาดว่าจะเป็นจะตายยังต้องลงโซเชียลเรียกไลค์ หรือมึงจะอวดชีวิต fabulous พร้อมขายสินค้าที่ตัวเองไม่มีวันใช้เป็นร้อยๆ อย่างโดยไม่เช็คว่ามันมอมเมาประชาชนเลยเนี่ยก็เกินไป บางทีควรกลับไปพิจารณาชีวิตตัวเองใหม่ ในขณะเดียวกันมารยาทคืออะไร ความเป็นมนุษย์คืออะไร งานศพนี่ควรให้เกียรติผู้ตาย ครอบครัวกับเพื่อนเขาบ้างมั้ย เอาจริงๆ เราโชคดีนะ เพราะที่บางกอกโพสต์ไม่เน้นข่าวบันเทิงแบบนี้อยู่แล้วแ ต่ก็เคยแอบอิจฉาว่าเขาทำงานกันสบายดีว่ะ แค่เข้า IG ดาราก็เขียนข่าวสามบรรทัดถือว่าเป็นหนึ่งเรื่อง เคยได้รับเชิญไปงานสมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงหนึ่งครั้ง แต่ปฎิเสธเขาไปเพราะอะไรไม่รู้จำไม่ได้ นานมากแล้ว โดนคนเชิญเหวี่ยงใส่ แล้วหลังจากนั้นก็ไม่มีการเชิญกันอีกเลย ซึ่งก็ไม่เป็นไร ชีวิตสบายดีค่ะ ท้ายสุดแล้วไม่ว่าจะดารา หรือสื่อ ทุกอย่างขึ้นกับว่าคุณให้คำาจำกัดความคำว่า “มารยาท” “ความพอดี” “ความเป็นคน” ไว้อย่างไร


ดูคุณชอบบ่นเรื่องเซเลบนะ ถามจริงอิจฉาเขาหรือเปล่า

อิจฉาสิ ทำไมจะไม่อิจฉา แต่ในขณะเดียวกันก็สงสารด้วยทุกวันนี้ก็ยังคิดไม่ตกว่า easy money มีอยู่จริงหรือเปล่า คืออยากไปโชว์ตัวหนึ่งชั่วโมงแล้วได้แสนห้ามั่ง หรือแต่งงานทีแม่งค่าชุดร้อยล้านอะไรแบบนี้ สะใจดีอ่ะ ใครจะจน ใครไม่มีจะกินก็ช่างหัวพวกมัน ชุดฉันนี่แหละสำคัญที่สุด คือเรียนมาเยอะ ทำงานหนัก ก็อยากนั่ง first class แล้วถ่ายรูปลงเน็ตมั่ง เอาจริงๆ มันก็ชีวิตเขาเงินเขา ประชาชนก็ไม่ควรแจ๋มากนัก แต่สิ่งที่เป็นห่วงนิดๆ ในฐานะที่เป็นป้าก็คือบางทีความฟุ้งเฟ้อร่ำรวยมันจะกลายเป็นมาตรฐานความสำเร็จในชีวิตให้เด็กๆ ที่ยังแยกไม่ออก เราจะสอนลูกหลานยังไงว่า เฮ้ย! ถือกระเป๋าใบสองล้านไม่ใช่คำตอบชีวิตนะ การแต่งงานไฮโปรไฟล์ไม่ใช่ความสำเร็จนะ อะไรพวกนี้ไม่ใช่จุดมุ่งหมายชีวิต ชีวิตควรจะมีความสุขจากข้างในมากกว่าหรือเปล่า ทำยังไงให้เด็กเห็นว่าความสามารถสำคัญ การถ่อมตนสำคัญ ความพอดีสำคัญ ความมีน้ำใจสำคัญ ในเมื่อสังคมให้ค่าความฟู่ฟ่าโดยผู้รับผลประโยชน์มีอยู่ไม่กี่คน จากการมอมเมาขบวนการใหญ่ เราว่าความรับผิดชอบต่อสังคมเป็นเรื่องจำเป็นสำาหรับคนที่มีอำนาจที่จะชี้จูงความคิดผู้คนได้ ไม่รู้สิ พูดไป บ่นไป ก็หาว่าองุ่นเปรี้ยว


หลายคนบอกว่าคุณเป็นคนแรง น่ากลัว เกรี้ยวกราด ทั้งตัวจริงและในโลกโซเชียล

แหม อยากให้เจอกันตอนซะห้าหกปีที่แล้ว สมัยก่อนร้ายกว่านี้เยอะ นี่ปลงๆ มองผ่านๆ ไปเยอะมากแล้วนะ คิดว่าใจเย็นขึ้น เข้าใจคนมากขึ้น แต่ยังคงความเป็นคนสู้คนเหมือนเคย แต่เดี๋ยวนี้แค่เลือกว่าจะสู้สนามรบไหน สู้ไปซะหมดคนที่ปวดหัวก็เรานั่นแหละ มองกลับไปเรียกได้ว่าเป็นคนร้ายแต่เด็กแต่เล็ก อาจจะว่าต้องแกร่งเพราะอ้วนแต่เด็ก พ่อแม่รักด้วย มีการให้ท้าย เราว่าเด็กที่ได้รับความรักพอมักจะกล้าหาญ แต่อาจจะได้รับมากไปหน่อยเลยหงุดหงิดวีนแตก คือบางทีมีปัญหาเถียงกับใครก็แอบคิดนะว่า นี่ถ้าเจอกันตอนเมื่อก่อนนะ แหลกคาปากคามือไปแล้วแน่นอน ตอนนี้อยากจะอยู่เงียบๆ ไม่มีปัญหากับใคร เมื่อก่อนไม่เชื่อนะเวลาผู้ใหญ่บอกว่าให้ nice แล้วทุกอย่างจะดี เรากลับคิดว่า ไม่ได้โว้ย ต้องสู้สิ ต้องเป็นตัวของตัวเอง ทีนี้เส้นระหว่างการเป็นตัวของตัวเองกับเป็นคนนิสัยชั่วเนี่ยมันอยู่ตรงไหนกัน มันน่าจะบางมากนะเราว่า ดังนั้นก็เหมือนทุกอย่างในชีวิตคือต้อง balance มันไป แต่ประเทศไทยแปลกอย่างที่บางทีอยากได้อะไรที่เป็นสิ่งที่เราควรจะได้กลับต้องวี๊ดใส่ ไม่งั้นไม่ได้ ต้องขึ้นเสียง ต้องโวยวาย เช่น บัตรเอทีเอ็มธนาคารเสื่อมแห่งนึง

           ปัญหาที่เจอ ส่วนมากจะเจอคนไม่สนิทสนมเมาๆ เดินมาพูดใส่ว่า “หนู/ผม ว่าพี่ไม่ชอบหนู/ผม ไม่รู้เคยไปทำอะไรให้พี่ไม่พอใจ” เคยมีน้องคนนึงพุ่งมาพูดแบบนี้แล้วน้องเขาก็เมาพูดเสร็จเอามือมาตบหน้าเราเบาๆ โชคดีที่เหตุเกิดในช่วงที่พยายามใจเย็นแล้วเลยแค่ตวาดกลับ ไม่งั้นก็นะ หรือไม่ก็ “พี่นี่เป็นคนหยิ่งนะ สนิทกับคนยากด้วย” เฮ้ย ไม่ได้เป็นนางงามมิตรภาพ ไม่ได้เป็นเทเลทับบี้จะต้องเดินคุยกับคนไปทั่ว ยังไม่ได้สมัครกำนันเอาจริงๆ เลยนะใครทักเราๆ ทักกลับ ไม่เคยไม่ทัก ยกเว้นไม่เห็นจริงๆ หรือเมามากอยู่ แต่แบบจะมาสนใจคนแก่ๆ ไร้สาระทำไมไม่ทราบ คือเป็นคนไม่คุยกับใครสนิทชิดเชื้ออยู่แล้วถ้าไม่สนิทกันจริงๆ อาจจะเรียกว่าเป็นคนไว้ตัวมั้ง แล้วก็กลัวคนที่ overly friendly ด้วย เพราะไม่รู้ว่าจริงใจหรือต้องการอะไรกันแน่ บอกหวยไม่ได้นะ ไม่ต้องอะไรกับชั้นมากหรอก แต่เวลารักใครแล้วยอมรับใครแล้ว รักสุดทางจนตาย ถ้าคนๆ นั้นไม่ทำอะไรเลวร้ายขึ้นมาอ่ะนะ เหมือนอย่างรักไอ้บินน์ก็จะรักมันไปอย่างงั้นอ่ะ ให้มันติดเกมส์ เบี้ยวนัดยังไงก็รัก แต่ตามด่านะ เป็นคนโบราณรักพวกพ้อง จะพยายามไม่ตาบอดไปซะทุกเรื่อง ไอ้ fast friend culture นี่ไม่เข้าใจจริงๆ ทำไมถึงสนิทกันเร็วนัก งง

          ส่วนเรื่องโลกโซเชียล บอกตามตรงว่าเป็นคนขี้หงุดหงิด โซเชียลเลยกลายเป็นที่ระบายอารมณ์ไปอีกทาง และบางทีมันทนไม่ไหวน่ะ อยากออกความเห็น คนใกล้ๆ ตัวคงเบื่อฟังแล้ว โซเชียลเลยซวยไปเลย จริงๆ ใครรำคาญก็ hide ไปได้นะคะ ไม่ได้ว่าอะไรโซเชียลนี่ดาบสองคมจริงๆ คิดว่าทุกคนก็น่าจะรู้แล้วว่าอะไรดีอะไรไม่ดี แต่บางทีก็ยังไม่เข้าใจอยู่กับคนที่เปิดเผยเรื่องส่วนตัวมากๆ ในโลกโซเชียล คือแบบเป็นไรวะ จดสมุดไว้อ่านคนเดียวดีมั้ยเอ่ย มีอะไรหลายอย่างในโลกโซเชียลที่ไม่เข้าใจ เช่น ทำไมชอบไปเม้นท์ตามที่ต่างๆ กันโดยไม่เกี่ยวข้องอะไรกับตัวเองเลย เพราะส่วนตัวจะไม่เม้นท์คนไม่รู้จัก ในชีวิตจริง คือเกรงใจเขา ชอบมากที่เราอยู่ในสังคมมนุษย์เม้นท์มนุษย์กล้อง มันดูปัญญาอ่อนดีพิกล แต่ต่อหน้านี่ไม่กล้าส่งเสียงนะ ถ่ายรูปเก็บไปด่าทีหลังเอาละกัน จริงๆ ในบางเคสไม่พอใจอะไรก็ถามเขาตรงๆ เลยน่าจะดีกว่า ถ้าสังเกตเราจะพยายามไม่ทะเลาะกับคนในเน็ต พูดเสมอว่าเบอร์โทรเราหาง่ายมาก มีอะไรก็โทรมา พอไม่อยากตีกับใครในเน็ตก็จะทำให้ไม่โพสต์เรื่องการเมืองมากนัก เป็นคนมีความคิดเห็นทางการเมืองและสังคมเยอะพอสมควร แต่ตัดปัญหาไม่โพสต์ดีกว่า คุยกันต่อหน้าง่ายกว่า เพราะเห็นบางคนในลิสต์ออกความเห็นทางการเมืองอย่างไร้สติ จากที่เคยเคารพเขา ตอนนี้เจอหน้าอยากจะด่าว่า “โง่” แล้ววิ่งหนีเพราะไม่อยากเถียงต่อ

          หลังๆ เริ่มเหนื่อยหน่ายกับสมาร์ทโฟน เพราะเห็นแม่ผู้ซึ่งเป็นข้าราชการเกษียณติดไลน์ติดเฟสงอมแงมแล้วเหนื่อยใจ แถมยังชอบส่งรูปประหลาดมาให้อีก น่าปวดหัวจริงๆ


ดูคุณมีเสื้อผ้าเยอะแยะนะ ตัวขนาดนี้ไปหาเสื้อผ้าจากไหนมาใส่ ไหนชอบไปไล่ด่าดาราเรื่องฟุ้งเฟ้อ ตัวเองก็มีของนู่นนี่เต็มไปหมด แล้วคิดว่าตัวเองแต่งตัวสมวัยแล้วเหรอ

นี่ๆๆๆ ชั้นอวดเสื้อผ้ากระเป๋าเกือกให้ประชาชนอิจฉาเหรอ ชั้นก็ใส่อะไรที่ใส่ได้และชอบ และสามารถจ่ายได้โดยไม่ต้องไปขายบริการมาจ่าย ไหนๆ ก็แก้ผ้าเดินไม่ได้แล้วดังนั้นก็หาอะไรมาโปะตัวในแบบที่ชอบจะดีกว่า ในความกากก็มีความเป็นเด็กผู้หญิง ชอบอะไรฟรุ้งฟริ้งผิดวัยอยู่ เป็นอันรู้กันว่าถ้าชุดไหน กระเป๋าใบไหนหลานสาวออกปากชม ออกปากขอแปลว่ามัน ปญอ เกินวัยไปมากอยู่ ส่วนเอาเสื้อผ้ามาจากไหน สั่งตัดสิคะ ไม่งั้นก็ซื้อเสื้อผ้ายี่ห้อคนอ้วนจากเมืองนอก ซึ่งต้องเลือกหน่อยเพราะส่วนมากมันจะแบบป้าบรรณารักษ์มาก โชคดีที่รู้จักแบรนด์ไทยกับดีไซน์เนอร์ไทยเป็นการส่วนตัวอยู่หลายจ้าว เลยบังคับตัดได้ค่ะอาจจะฟังดู shallow แต่บางทีเสื้อผ้ากระเป๋ารองเท้าก็สามารถสร้างความมั่นใจได้นะ ไปคุยงานถ้าแต่งตัวดีๆ ไปเราก็จะอารมณ์ดี มีพลังบวกในการคุย แต่บางวันชุดมันคับจังวะรองเท้าก็กัด กระเป๋าก็เหม็น โอ้ย อยากกลับบ้าน อึดอัด

หลังๆ คุณเลิกกินเหล้าอย่างโหดมาซักพักใหญ่แล้ว เกิดอะไรขึ้น เพราะการเมาเรื้อน นี่แทบจะเป็น trademark ของคุณไปแล้ว

โห ใครมันจะเมาไปได้ตลอดชีวิต การเมาย่อมมีวันเลิกรา เอาจริงๆ แต่ก่อนก็ไม่ใช่คนกินเหล้าทุกวันอยู่แล้ว แต่เวลากินๆ หนักมาก กินได้เยอะ ไปสุดทาง ตอนนี้ก็ยังกินอยู่บ้าง แต่ห้าหกเดือนที่ผ่านมานี่นับครั้งได้เลย กลายเป็นว่าจากแบบที่ต้องออกทุกศุกร์-เสาร์แล้วเอาจนเละ เอาจนเช้า กลายเป็นว่าอยากแต่จะอยู่บ้าน ไม่ค่อยอยากไปไหน สองปีที่ผ่านมาก่อนจะงดสุรานี่ใช้ชีวิตหนักมาก เละเทะทุกเรื่อง ทุกอย่าง คงเป็นการแก้ปัญหาแบบผิดๆ ของตัวเอง เหมือนมีความทุกข์ จมปลักอยู่กับบางอย่างหาทางออกไม่ได้ จริงๆ แล้วก็กินหนักมาตลอด แต่สองปีหลังนี่เลยเถิดไปมาก ช่วงเดือนเมษาที่ผ่านมา พบกับเรื่องที่แย่มาก กระทบจิตใจ คล้ายๆ ฟางเส้นสุดท้าย เลยตั้งใจว่าสงกรานต์นี้เมาให้ตายมันไปเลยวะ ปรากฎว่าวันแรกของการฉลองเจออะไรบางอย่างที่ทำให้ความคิดเปลี่ยนชีวิตเปลี่ยน ชีวิตดีขึ้น แล้วพอเพลาๆ การสังสรรค์ก็รู้สึกดีขึ้น สมองแล่นมาก ทำงานได้เยอะ ทำงานได้เร็วเหมือนแต่ก่อน อารมณ์เสถียรขึ้นเยอะมาก เลยไม่อยากกลับไปใช้ชีวิตแบบนั้นอีกแล้ว แต่บางทีก็มีอารมณ์อยากออกไปอาละวาดนะ คิดถึงเพื่อนฝูงเหมือนกัน แต่เจอกันกินข้าวธรรมดาก็ได้นี่หว่า บางทีก็กลัวๆ ว่าถ้าไอ้แหล่งความสุขตอนนี้อยู่ดีๆ ก็หายไป จะกลับไปจมขวดเหมือนเดิมหรือเปล่า แต่คิดว่าคงไม่แล้วล่ะ

คิดว่าความอ้วนเป็นปัญหาชีวิตไหม ไม่อยากผอมมั่งเหรอ

ถ้าตอบว่าไม่อยากผอม อยากเป็นอย่างนี้ตลอดไป รักตัวมากค่ะ ไม่มี body issues อันนี้จะโกหก และดูสร้างภาพหญิงมั่นหน้าเกินไปหน่อย แน่นอนสิว่าอยากผอม แต่ทำไม่ได้ซักที ไม่โทษใครนอกจากตัวเอง แต่ถ้าถามว่าเกลียดตัวเองมั้ย โคตรไม่เกลียด รักตัวเองอยู่ในระดับที่ค่อนข้างสูง ก็อ้วนแล้วทำไงได้ก็ต้องใช้ชีวิตแบบมีความสุขต่อไป แต่ความอ้วนนี่เหมือนบัตรเชิญให้คนมาออกความเห็น ให้คนมาล้อ เมืองไทยเป็นประเทศที่เอารูปลักษณ์มาล้อได้เป็นเรื่องปกติ ซึ่งเราไม่คิดว่าปกติ เนี่ย มึงนี่โง่นะ เรายังไม่เห็นจะไปตะโกนบอกว่า เฮ้ย! อ่านหนังสือซะมั่งนะ อย่ามัวแต่เซลฟี่ บางทีมีคนถ่ายรูปเราอัพขึ้นเฟสเขา ยังมีคนที่เราไม่รู้จักมากมายมาพูดแซวเรื่องน้ำหนัก คิดว่าขำ คือเป็นอะไรมากเปล่า ถ้าไม่เกรงใจเจ้าของเฟส หรือเป็นหน้าตัวเองนี่มีสงครามย่อยๆ

          แน่นอนถ้าจะบอกว่าความอ้วนไม่เป็นปัญหานี่ก็โกหกเหมือนกัน สุขภาพเรื่องใหญ่สุดเคลื่อนย้ายตัวเองก็ลำบากกว่าคนอื่น นั่งเครื่องชั้นประหยัดนี่แบบนรกแท้ๆ ทำกิจกรรมบางอย่างก็ไม่ได้ เสื้อผ้าก็หาใส่ยาก โอ้ยมันมีข้อจำกัดเยอะแยะมากมาย หาแฟนก็ยากเข้าไปอี้กกกกก ความจริงที่โหดร้ายคือโอกาสจะเจอความรักน้อยลง แน่นอนว่าโลกนี้มีคนที่สามารถมองผ่านรูปลักษณ์ภายนอกไปได้ แต่มันจะมีซักกี่คนวะ แล้วจะมาเจอชั้นมั้ยอ่ะ ผู้ชายส่วนมากก็เลือกคนผอม คนสวย คนเซ็กซี่แน่นอน ถ้าเจอคนที่เลือกเราเพราะเรา ไม่ติดเรื่องน้ำหนักก็รีบๆ รวบหัวรวบหางไปเถอะค่ะ

คุณอยากทำอะไรกับชีวิตที่เหลือ

ตอนนี้อยากเป็นรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม คิดว่ามีความสามารถและความรู้พอแน่นอน น่าจะดีกว่าที่เป็นอยู่ แล้วก็อยากหาเงินให้หลานสาวเรียนสูงๆ

ถามอีกทีคุณเป็นอะไรกันแน่

เป็นคนบ้า 


Questions from Farang David

ถ้าสามารถย้อนเวลากลับไป 15 ปี จะบอกอะไรตัวเอง

อย่าใช้เวลาอย่างเปล่าประโยชน์

ถ้าคุณสามารถกินข้าวเย็นกับใครก็ได้ จะกินกับใคร เพราะอะไร

กินกับแกนั่นแหละ เวอร์ชั่นปีนึงก่อนหน้านี้ เพราะอยาก

รู้ว่าแต่ก่อนแกเป็นคนยังไง

ถ้าคุณต้องฟังอัลบั้มนึงซ้ำไปซ้ำมาไม่หยุดหย่อน อัลบั้มนั้นคือ

Unknown Pleasures ของ Joy Division

ว่าละ

งั้นถามไมวะ!

ถ้าสามารถทำลายอย่างนึงในโลกได้ตอนนี้ จะทำลายล้างอะไร

ระบบการเมือง

คุณชอบบ่นเรื่องอะไรมากที่สุด

รถติด

คุณชอบดอกไม้อะไรมากที่สุด

เดซี่

ถ้าย้อนเวลากลับไปได้ อยากอยู่ในยุคไหน

1920s เพราะผู้หญิงเริ่มซ่าส์ได้แล้ว

เคยเจ็บตัวมากที่สุดตอนไหน

จอดรถรอไฟแดงอยู่ มีคนเมาขับรถสปีดอย่างเร็วไม่เบรค ชนท้าย กระจกแตกบาดหน้าไปหมด เดินไม่ได้ไปสองสามชั่วโมง ต้อง x-ray จริงจัง

เคยทำอะไรที่น่าอับอายที่สุดในชีวิต

ใครจะมาเล่าให้คนอ่านเยอะแยะไปหมดคะ

Writer : Onsiri Pravattiyagul
Photographer : Bin Buameanchol

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s