img_2757

 

          โอ๋ ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ ดูจะเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่คนรักหนังสยองขวัญ ในฐานะของผู้กำกับแถวหน้าของเมืองไทยที่สร้างสรรค์ผลงานคุณภาพอย่างชัตเตอร์ กดติดวิญญาณ, แฝด, สี่แพร่ง,ห้าแพร่ง และล่าสุดกับการหันมากำกับภาพยนตร์ที่ฉีกแนวไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง เรื่องฝนตกที่ห้วยขาแข้งซึ่งเป็นหนึ่งในสี่ของภาพยนตร์ในโครงการคีตราชนิพนธ์บทเพลงในดวงใจราษฎร์ ที่นำเอาเพลงพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพลงสายฝนมาผูกเข้ากับเรื่องราวของคุณสืบ นาคะเสถียร ผู้พิทักษ์ผืนป่าห้วยขาแข้งด้วยชีวิต

 

ทำไมถึงมากับกำกับฝนตกที่ห้วยขาแข้งได้
พี่ดาว (นิดา สุทัศน์ ณ อยุธยา) ที่เป็นเจ้าของสยามสตูดิโอเค้าอยากจะทำหนังที่นำเพลงพระราชนิพนธ์มาทำ มันเป็นโปรเจคต์สุดท้ายก่อนที่เค้าจะเสียเค้าได้รวบรวมผู้กำกับเอาไว้ และได้ติดต่อมาทาง GTH ว่าอยากได้ผู้กำกับจาก GTH มาทำางานด้วย ผมเข้ามาเป็นคนที่ 3 ของโครงการ เค้าก็ลิสต์เพลงมาให้เลือกว่าจะเอาเพลงไหน จะเอาเพลงมาประกอบอยู่ในหนังก็ได้ หรือเป็นเมโลดี้ก็ได้ คือเค้าให้อิสระในการคิดเรื่องโดยที่ไม่จำเป็นต้องทำเป็นแนว propaganda เกินไป หนังเทิดกระเกียรติบางทีจะดูส่งเสริมจนทำให้ชินชาไป ผมไม่อยากทำหนังเทิดพระเกียรติในแนวทางนั้น พอเค้าเปิดตรงนี้ผมก็สนใจเลย

เพลงสายฝน
จริงๆ มีผู้กำกับที่เข้ามาในโปรเจคต์นี้หลายคน เค้าเลือกเพลงกันไปหลายเพลงแล้ว ผมก็ดูเพลงที่เหลือว่าโดนกับเพลงไหนที่สุด แล้วก็ไปสะดุดตากับเพลงสายฝน เพราะเป็นเพลงที่ผมคุ้นหู เห็นชื่อเพลงก็ฮัมทำนองได้ พอเอาเพลงสายฝนมานั่งฟัง ผมก็รู้สึกอะไรบางอย่างกับเพลง สะดุดกับท่อน ‘เหมือนจะเอนรากคลอนถอนไป แต่เหล่าไม้ยิ่งกลับงาม’ ผมรู้สึกว่ามันมีการต่อสู้อะไรบางอย่างอยู่ในเพลง เหมือนจะแพ้แต่ชนะ พอฟังปุ๊ปแล้วนึกถึงคุณสืบ นาคะเสถียร ขึ้นมา ก่อนหน้านี้ผมเคยลิสต์ไว้ในสมุดบันทึกส่วนตัวเล่นๆ ว่า ผมอยากทำหนังเกี่ยวกับใครบ้าง แล้วก็มีชื่อคุณสืบอยู่ในนั้น ซึ่งผมลืมไปแล้ว อยู่ๆ พอฟังเพลงนี้มันทำให้นึกถึงคุณสืบขึ้นมาอีกครั้ง ผมว่าเค้ามีอะไรบางอย่างที่ตรงกับพระราชบัญญัติของพระเจ้าอยู่หัวหลายอย่าง คือตอนนั้นคิดเลยถ้าผมขายงานนี้ไม่ผ่านผมก็คงไม่ทำ (หัวเราะ…) พอไปขาย พี่หนูเล็ก (บุรณี รัชไชยบุญ) ซึ่งเป็นน้องสาวพี่ดาว เค้านั่งฟังเรื่องนี้อยู่ประมาณ 10 นาที เค้าพูดออกมาเลยว่าโอเค พี่ชอบมาก ไม่ต้องพูดอะไรต่อแล้ว น้องเชิญกลับไปเขียนบทต่อที่บ้าน (หัวเราะ…)

img_9465

ความรู้สึกส่วนตัวที่มีต่อ คุณสืบ นาคะเสถียร
ผมเห็นภาพเค้ามาตั้งแต่ ม.1 ช่วงนั้นที่โรงเรียนสวนกุหลาบจะเปิดวิดีโอให้นักเรียนดู เป็นภาพคุณสืบช่วยกวาง เปิดวนไปวนมา ตอนเด็กๆ เราก็ไม่ได้สนใจอะไร พอโตมาก็เริ่มอ่านหนังสือ อ่านสารคดี รู้สึกว่าประเทศเรามีคนจริงแบบนี้อยู่ด้วย พอได้มาทำหนังก็อยากจะเล่าเรื่องคนแบบนี้บ้าง คนไทยหาน้อยครับกับคนที่เสียสละจริงๆ อีกอย่างคือมันมีประเด็นถกเถียงในเรื่องการตัดสินใจเลือกฆ่าตัวตายว่ามันถูกต้องหรือไม่ ผมอยากตอบคำถามนี้จากมุมมองของผมในฐานะคนทำหนัง อันนี้ผมใส่เข้าไปเองเลยไม่มีใครพูด เค้าก็ไม่ได้พูด แต่ผมต้องพูดแทนเค้า

เรื่องที่เพิ่งค้นพบจาการทำาหนังเรื่องนี้
มีเรื่องที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนเลย คือผมไม่รู้ว่าเค้ามีลูกสาว ผมว่ามันน่าสนใจกับการที่ผู้ชายคนนึงเลือกตัดสินใจที่จะลาจากลูกสาวของตัวเองนี่มันจี๊ดนะ ซึ่งตอนที่จะทำผมได้ติดต่อคุณน้ำฝน (ชินรัตน์ นาคะเสถียร) เรื่องมันบังเอิญมากคุณน้ำฝนอยู่ต่างประเทศมาโดยตลอด เค้าเลยไม่รู้เรื่องโปรเจกต์นี้ ช่วงที่หนังจะฉายเค้าบินกลับมาเมืองไทยพอดี เค้าอยู่คอนโดแล้วจูนทีวี ทีวีมันเสีย พอจูนติดช่องแรกที่เปิดมาคือตัวอย่างหนังฝนตกที่ห้วยขาแข้ง คุณน้ำฝนบอกตกใจมาก ทำไมเหมือนคุณพ่อ นี่มันคุณพ่อหนิ เค้าเลยโทรเข้ามาติดต่อขอดูหนังก่อน และอยากจะมาคุยกับคนทำด้วย เลยเชิญเค้ามานั่งดูหนัง นี่เป็นสิ่งที่ผมปลื้มที่สุด เค้าชอบมัน เค้าบอกว่าเค้ารู้สึกดีกับหนังเรื่องนี้มาก วันหนังฉายเค้าก็มาร่วมงานมาถ่ายรูปมาให้สัมภาษณ์ ตอนแรกนึกว่าจะมีปัญหาเพราะเค้าไม่รู้เรื่อง ตอนนี้กลายเป็นติดต่อกันคุยกันมาโดยตลอด

dsc_1438

การทำงาน
ลำบากมากครับ ระยะเวลาการถ่ายทำจริงๆ คือแค่ 4 วัน เพราะเงินมีจำกัด ทำยังไงจะบีบให้อยู่ใน 4 วันได้ โปรดิวเซอร์หนักใจมากกับหลายๆ เรื่อง เช่น การจะเอากวางลงไปในน้ำ ซึ่งเป็นเขตอนุรักษ์ ถ้าเอากวางนอกเข้าไปมันต้องทำเรื่องขออนุญาต ซึ่งยุ่งยากมาก ตอนถ่ายทำพวกเราก็กลัวว่ากวางจะตาย คือกวางว่ายน้ำได้อยู่แล้วนะ แต่ถ้าว่ายไปแล้วเหนื่อยมากเค้าจะจมลงไปเลย น้ำหนักตัวก็เยอะ ถ้าจมจริงๆ คนหลายคนก็อาจจะยังอุ้มไม่ได้ เรามีเวลาถ่ายไม่เกิน 10 นาที เอากวางลงน้ำ ถ่าย แล้วต้องยกกวางขึ้นเลย ตอนแรกเค้าจะให้ตัดซีนนี้ออกเพราะมันเปลืองเงินมาก แต่อันนี้มันเป็นภาพจำที่ทุกคนจำคุณสืบได้ มันเป็นเหมือนภาพติดตาไปแล้ว ผมเลยฝืน แล้วก็ไปตัดอย่างอื่นออกแทน เพื่อให้งบประมาณมันได้ ผมเลือกที่จะไม่เข้าไปในป่าที่ลึกเกินไป ไปป่าที่เหมือนจะลึกมีต้นไม้ใหญ่ๆ แทน พยายามไปหาเขื่อนที่มีลักษณะคล้ายๆ กัน ไปไกลมากกันไม่ได้เราอยู่แค่ที่จังหวัดกาญจนบุรี ปักหลักอยู่ที่กาญ 3 วัน แล้วมาถ่ายที่กรุงเทพฯ อีก 1 วัน ผมตัดเกือบทุกอย่าง ปืนตอนแรกมี 10 กระบอก เหลือ 3 กระบอก (หัวเราะ…) สุดท้ายก็สำเร็จออกมา ทีมงานค่อนข้างเก่ง อันนี้เลยทำให้ถ่าย 4 วันได้ จริงๆ มันเป็นไปไม่ได้หรอก ผมได้ทีมที่ทำหนังใหญ่ของ GTH ได้ตากล้องที่ถ่ายเรื่องคิดถึงวิทยา เค้าเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์เรื่องเขื่อนรู้ว่าอะไรเป็นปัญหา ผู้ช่วย โปรดิวเซอร์ อาร์ตไดเรคเตอร์ ทีมงานเป็นทีมหนังใหญ่หมดเลย ทุกอย่างเลยเร็ว และทำงานได้ดี โดยเฉพาะ คุณปีเตอร์ (นพชัย ชัยนาม)

นักแสดงนำ
คุณปีเตอร์เค้าทำการบ้านเยอะ คือผมว่าผมหาข้อมูลมานาน พอคุยกับเค้านี่เหมือนหามาเท่ากันเค้าศึกษาทุกอย่าง มีถกเถียงว่าคุณสืบน่าจะตอบโต้แบบนี้มากกว่าแบบนี้ เค้าดูวิดีโอสัมภาษณ์คุณสืบ ดูการเคลื่อนไหวของคุณสืบ วิธีการมอง วิธีการทำาตาอะไรยังไง เค้าพยายามจะเลียนแบบให้เหมือนที่สุด คุณฝนยังบอกเลยว่านักแสดงเล่นเหมือนคุณพ่อ ผมโชคดีมากที่ได้คุณปีเตอร์ ไม่งั้นตอนนี้อาจจะยังถ่ายกันอยู่เลย

พอหนังได้ฉายแล้วรู้สึกยังไง
ตอนแรกคิดว่าจะเป็นคนในแวดวงทำหนังที่ช่วยกันแชร์ ไม่คิดว่าคนอื่นๆ จะแชร์กันเยอะขนาดนี้ ผมคิดว่าจะมีซักกี่คนที่จำเรื่องราวของคุณสืบได้ คือผมว่าเรื่องป่าไม้เรื่องสัตว์ป่ามันเป็นเรื่องไกลตัวคน ยังมีความคิดอยู่หน่อยๆ ว่าใครจะอยากดูเรื่องพวกนี้ เอาจริงๆ มันมีข้อมูลดาร์กๆ บางอย่างที่ผมรู้มา คือช่วงที่เรื่องนี้มันเป็นกระแสก็จะมีคนเอาข้อมูลตรงนี้ไปแชร์ต่อเยอะมาก แชร์ข้อมูลกันเป็นพันๆ แต่พอเราลองดูยอดของคนอ่านจริงๆ กลับอยู่แค่หลักร้อย คือคนสมัยนี้เค้าอยากแชร์เรื่องดีๆให้อยู่บนหน้า feed ของเค้า แต่เค้าไม่อ่าน เค้าไม่ได้สนใจจริงๆว่าเนื้อหาที่อยู่ข้างในเป็นยังไง ส่วนกระแสตอบรับจากภาพยนตร์ก็คุ้มค่ากับการรอคอยครับ คนรักคุณสืบเยอะมาก บางคนดูแล้วรู้สึกว่าเค้าเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่าง อยากที่จะทำอะไรเพื่อสังคมบ้าง อาจจะฟังดูโลกสวย แต่เพื่อนผมคนนึงที่เป็นสถาปนิก บอกว่าต่อไปจะต้องสั่งไม้แล้วจะทำยังไง (หัวเราะ…) คือแค่ทำให้คนดูรู้สึกได้นิดนึง ผมว่ามันคุ้มค่าแล้วครับ

ถ้ามีนายทุนเข้ามาแล้วอยากทำาให้มันเป็นหนังใหญ่
จริงๆ มันคงต้องเป็นลักษณะนั้นอย่างเดียวเลยครับ ถ้าเกิดจะให้บริษัทหนังมาลงทุนทำเองเลยมันยากมาก เพราะด้วยลักษณะหนังมันไม่ใช่หนังทำเงิน ไม่ใช่หนัง box office ค่ายหนังลงทุนทำจริงอาจจะมียอดแค่หลักแสนบาท แต่สุดท้ายแล้วผลลัพธ์อาจจะไม่ใช่เรื่องของการได้เงิน มันเป็นเรื่องของการมีใครคนนึงลุกขึ้นมาแล้วอยากทำ
ผมว่าน่าจะเป็นไปได้ที่สุด อันนี้จะเป็นการพัฒนาวงการภาพยนตร์ คือคนดูเค้าจะเริ่มรู้ว่ามีหนังแบบนี้อยู่ด้วย

ฝนตกที่ห้วยขาแข้งจะทำาให้คนไทยหันมาใส่ใจในเรื่องธรมมชาติมากขึ้น
อันนี้เป็นสิ่งที่ผมเองก็อยากจะรู้เหมือนกันครับ ผมเห็นแค่คอมเม้นท์ในเฟซบุ๊ค บางคนเค้าดูแล้วมันมีผลกระทบต่อจิตใจของเค้า คืออย่างน้อยมีคนที่อยากจะลุกขึ้นมาทำอะไร ผมว่ามันก็คุ้มแล้วกับหนังสั้นเรื่องนึง แต่มันจะเกิดอะไรขึ้นมาจริงๆ รึเปล่า มันก็คงพูดยากนะครับ

Writer : Mintra Ruengsakvichit
Image : Keetarajanipol / GMM Tai Hub Co., Ltd.

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s