เรียกได้ว่าเป็นสตูดิโอพริ้นติ้งที่น่าจับตามองที่สุดในตอนนี้เลยก็ว่าได้ สำหรับ The Archivist ที่ขับเคลื่อนโดยสองดีไซเนอร์รุ่นใหม่ไฟแรงอย่าง มิน มิญชญา ชโยสัมฤทธิ์ และ วุ้น คณาพร ผาสุข โดยล่าสุดทั้งคู่ได้เชิญศิลปิน 12 คน สร้างสรรค์ผลงานศิลปะภาพพิมพ์ร่วมสมัยที่แฝงไว้ด้วยเทคนิคอันน่าทึ่ง เพื่อให้คนทั่วไปได้เห็นถึงคุณค่า และเสน่ห์เฉพาะตัวของงานทำมือ ซึ่งผลตอบรับจากงานนี้น่าจะเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่าประโยคแรกที่เราพูดถึง The Archivist นั้น ไม่ได้เกินเลยไปเลยจริงๆ

 

จุดเริ่มต้นของ The Archivist

– วุ้น: ตอนที่พี่มินเค้าเรียนต่อที่อังกฤษ เค้าได้ไปเห็นสตูดิโอที่ทำสกรีนที่มหาลัยของเพื่อน ซึ่งใครที่เป็นนักศึกษาก็สามารถเข้าไปขอใช้ได้ เค้าไปดูแล้วรู้สึกว่ามันน่าจะเป็นสิ่งเดียวที่คนทำกราฟิกสามารถจบงานได้ด้วยตัวเอง

มิน: พอกลับมาเมืองไทยก็เลยไปเรียนทำสกรีนจากชาวบ้าน หรือคนที่เปิดสอนสั้นๆ แล้วลองเอากลับมาทำเอง ตอนแรกทำแล้วมันเฟล เพราะมันยากสำหรับคนที่เพิ่งเริ่ม

วุ้น: พอปลุกปล้ำอยู่กับมันปีนึง พี่มินก็รู้สึกว่าเค้าจะเอายังไงต่อไปดี จะเป็นกราฟิกดีไซเนอร์แบบนี้ต่อไป หรือจะทดลองเรื่องการสกรีนด้วยมือต่อไป ซึ่งเราเห็นผลงาน และติดตามผลงานพี่มินมาตั้งแต่แรกอยู่แล้ว อย่างโปรเจคต์จบปริญญาโทของเค้า มันก็แสดงให้เห็นว่าเค้าสนใจงานคราฟท์มากๆ คือลักษณะงานครึ่งนึงจะสร้างขึ้นด้วยคอมพิวเตอร์ ซึ่งทำไม่กี่วินาทีก็เสร็จ อีกครึ่งนึงคืองานที่เค้าทำด้วยมือ ใช้เวลาไปประมาณ 23 ชั่วโมง เพื่อเปรียบเทียบให้คนได้เห็น และได้คิดต่อไปกับมัน ความสมบูรณ์แบบในความที่มันไม่สมบูรณ์แบบนี่แหละที่น่าสนใจ เราเลยบอกพี่มินว่าเราต้องทำงานพวกนี้ออกมาให้คนเห็นว่าเราทำได้

วุ้น: เราเริ่มจากการทำภาพพิมพ์ไซส์เล็กที่เราสามารถควบคุมมันได้ ไปทดลองขายในงานแฟร์ ลองดูว่าคนจะสนใจกันรึป่าว แล้วพอเราขายที่แฟร์จริงๆ เรามันไปได้!

มิน: เอาจริงไม่รู้ว่ามันเวิร์คเพราะมันถูกมากรึเปล่า 55

วุ้น: ใช่ราคาถูกมาก ทุกคนอึ้ง เพราะด้วยความที่มันเป็นงานทำมือทั้งหมด แล้วกราฟิกก็ดูร่วมสมัยมาก มันไม่เหมือนโปสการ์ดทั่วไป คุณภาพกระดาษก็ดีด้วย ทุกคนชอบ คนที่ไม่เข้าใจก็ถาม คนที่เดินผ่านไปผ่านมาก็ให้เราอธิบายให้ฟัง ผลตอบรับมันทำให้เราเห็นช่องทางที่มันจะไปต่อได้ ลูกค้าบางคนเริ่มให้โจทย์ว่าเราทำภาพที่ใหญ่ขึ้นสิ ถ้าพี่มีกำแพงใหญ่ขนาดนี้เราทำได้มั้ย เราก็พยายามไปเรื่อยๆจนกระทั่งเราทำภาพที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่ทำได้บนกระดาษ แล้วคนก็เริ่มรู้จักเรามากขึ้น

dsc_1252

The Archivist แตกต่างจากสตูดิโออื่นตรงไหน

– วุ้น: คงจะเป็นเพราะว่าเราชอบทดลอง คือถ้ามีโจทย์มาให้ เราบอกเค้าเลยว่ามาลองทำกันก่อน เราจะลองให้ดู ในขณะที่ไปร้านอื่นเค้าจะยอมให้ทดลองก่อนเด็ดขาด จากการที่เราได้ทดลองก็ทำให้เราได้ทำงานที่สนุกหลายอย่าง อย่างเช่นงานที่ทำสกรีนหนังสือสีดำอันนี้ คือต้องสกรีนลายรอบด้าน ทั้งสันใน สันนอก สันหลัง โรงพิมพ์ปกติไม่ทำแน่นอน งานชิ้นนี้มันเป็นไอเดียที่เราไม่ได้คิดเอง มันเป็นผลพลอยได้ที่เราได้ร่วมทำงานกับคนอื่น มันคือไอเดียของอีกคนหนึ่งที่มาร่วมใช้งานกับเรา หลังจากที่ผลงานที่มีไอเดียแบบนี้ถูกผลิตออกไป มันก็ทำให้ศิลปินอื่นๆรวมถึงศิลปินต่างชาติเค้าสนใจเรา อย่าง print maker จากเยอรมัน Bella พอได้เห็นงาน(หนังสือสีดำ)ชิ้นนี้ เค้าก็ติดต่อเรามาเพื่อขอดูงานด้วย หรือ Hari and Deepti ศิลปินจากเดนเวอร์ เค้ามาไทยและมีเวลาแค่วันเดียว เค้าก็เลือกที่จะมาสตูดิโอเรา เพื่อมาดูว่าเราทำอะไรได้บ้าง เผื่อเค้ามีโปรเจกต์ที่น่าสนใจจะได้ร่วมงานกัน

ผลงานที่ดีจะพาเราไป

วุ้น: เราค่อนข้างเชื่อในการทำงานร่วมกับผู้คน เราแชร์ให้เค้า เค้าแชร์ให้กับเรา

มิน: มันจะได้เห็นไอเดียที่แตกต่างออกไป ที่สำคัญเราได้เรียนรู้จากการได้แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นด้วย

จัดนิทรรศการครั้งแรก

มิน: เตรียมตัวตั้งแต่ปีก่อน

วุ้น: ไอเดียพลุ่งพล่านมาก ทำยังไงดี เริ่มจากอยากทำภาพพิมพ์เป็นหนังสือ 1 เล่ม 12 ลาย แต่ละแผ่นฉีกเอาไปแต่งบ้านได้ ดึงออกไป ใส่เฟรม แขวนได้เลย คุยไปคุยมาก็คิดว่าเราควรจะทำให้คนรู้จักและมองเห็นเราก่อน เพื่อให้เค้าเห็นคุณค่าของการทำสกรีนพริ้นท์ เพราะมันมีเรื่องของราคาเข้ามาเกี่ยวด้วย มันเป็นเรื่องของงานศิลปะ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องทำให้เป็นธุรกิจได้ เราต้องการบอกเค้าว่างานคราฟท์ งานดีไซน์มันมีคุณค่านะ

AN ORIGINAL by THE ORIGINALS

วุ้น: ไอเดียของงานนี้คือการตั้งคำถามถึงความเป็น Original ของงานศิลปะ คือเราแสดงงาน Original ของศิลปิน 1 ชิ้น คู่กับอีกชิ้นงานที่ผ่านกระบวนการทางการพิมพ์ เราพริ้นท์สกรีนด้วยมือ และในความหมายนั้นเราก็สามารถเรียกได้ว่ามันเป็น Original ในตัวมันเองเช่นกัน ซึ่งในงานนิทรรศการจะมี printer note ด้วย คนที่สนใจ หรือเรียนด้านนี้ เค้าจะได้อ่านและสามารถสนุกไปกับมันได้ อย่างบางคนอ่านแล้วไม่เข้าใจ เค้าก็จะเดินมาคุยกับเรา มันคือความสัมพันธ์กันระหว่างคนที่สนใจ และคนที่กำลังจะสนใจ เราว่าเราสนุกมากกับการที่ได้แสดงงาน

การทำงานร่วมกับศิลปินทั้ง 12 คน

– วุ้น: เราเชิญศิลปิน 12 คน มาทำงานร่วมกับเรา แต่ละคนก็มีวิธีการทำงานที่ต่างกัน แต่ที่เหมือนกันคือทุกคนเรียกได้ว่าแทบจะเป็นเฟอร์เฟคชั่นนิสต์ ซึ่งปกติงานส่วนใหญ่ของศิลปินแต่ละคนจะจบด้วยกระบวนการพิมพ์ออฟเซ็ท คือมันค่อนข้างเป๊ะ เนี้ยบ บางคนขึ้นชื่อมากเรื่องการไปถึงโรงพิมพ์อยู่หน้าแท่นปรับเปลี่ยนสีนั่นนี่ให้ตรง ระหว่างที่เราได้ทำงานให้ทั้ง 12 คน ก็มีทั้งสนุกและเต็มไปด้วยการแก้ปัญหา

มิน: เรารับได้กับความเป็นเฟอร์เฟคชั่นนิสต์ของเค้านะ ตัวเราเองก็อยากทำให้มันไปถึงขนาดนั้นด้วยแหละ แต่ด้วยระยะเวลาที่จำกัด หลายๆ ชิ้นเราอยากทำให้ดีกว่านี้

วุ้น: เราต้องพูดก่อนว่าพี่มินก็เป็นเฟอร์เฟคชั่นนิสต์คนนึงที่ถูกยอมรับในแวดวงเหมือนกัน

มิน: อย่างเตย (คณิตา มีชูบท) นักวาดภาพประกอบ สีนี่ถึงแม้จะผสมออกมาเป็นถัง ถ้ามันใช้ไม่ได้ เค้าก็จะผสมใหม่จนกว่าจะได้

วุ้น: เราไม่มีวันรู้ว่าแต่ละคนเค้าให้ความสำคัญตรงไหนบ้าง ก็ค่อยๆ แก้กันไป อย่างอาจารย์ธีรนพนี่เรารู้สึกสนุกมาก ทั้งๆ ที่เรากดดันสุดเลยนะ ด้วยความที่อาจารย์ให้ไอเดียเราในการปาดเป็นเคริฟ์ และให้ทำเป็นครึ่งวงกลม เราก็พยายามหาดูว่ามีใครทำบ้าง สรุปคือไม่มี! เราก็ต้องทดลองดู คือกดดันมากว่าเราจะทำได้มั้ย ปรากฎว่าเราทำได้จริง แต่ควบคุมสีไม่ได้อย่างที่เค้าต้องการ เราเครียดกันมากจะทำยังไงดี สุดท้ายก็ให้เค้ามายืนเลือกตอนทำเลยว่าอันไหนได้ อันไหนเอาออก

มิน: สรุปคือเรากลัวไปเองตอนแรก

ความกลัวทำให้พัฒนา

วุ้น: ใช่

มิน: แต่มันก็มาจากการฝึกอย่างหนักเพื่อให้มันสำเร็จด้วย

มีไอเดียสำหรับนิทรรศการครั้งต่อไปแล้ว

วุ้น: เรานั่งในนิทรรศการทั้งวันเกือบทุกวัน เรามองเห็นข้อดีข้อเสียของงานเราว่ามันคืออะไร ภาพมันใหญ่ไม่พอ! คือกระดาษสุดไซส์ไหนเราอยากจะลองทำไซส์นั้น

มิน: ไอเดียคือเราอยากแสดงงานชิ้นที่ใหญ่มากๆ กับชิ้นที่เล็กมากๆ คู่กัน มันน่าจะสนุกดี

วุ้น: ซึ่งเราก็ต้องรอดูผลตอบรับจากนิทรรศการครั้งแรกว่าคนดูรู้สึกกับงานเรายังไง เค้าซื้องานกันมากน้อยแค่ไหน และนั่นคือเหตุผลสำคัญที่เราจะได้มีเงินทุนไปทำนิทรรศการครั้ง ต่อไป (หัวเราะ…)

dsc_1262

The Archivist เป็นแรงสำคัญที่ทำให้คนรู้จักคุณค่าของพริ้นท์สกรีน

วุ้น: ที่เชียงใหม่ก็มีนะ ที่ C.A.P Studio เค้าทำสกรีนโดยให้คนอื่นๆ เข้าไปร่วมทำด้วย เพียงแต่ว่าทางนั้นเค้าค่อนข้างที่จะไฟน์อาร์ตมาก งานเค้าซื้อขายในราคาที่สูงกว่าเราเยอะ ในขณะที่เราเองอยู่กรุงเทพฯ แล้วดีไซเนอร์ส่วนใหญ่ก็อยู่กรุงเทพฯ คนรุ่นๆเราก็อยู่กรุงเทพฯ อย่างตอนนี้นักศึกษาเริ่มรู้จักและใช้งานเรามากขึ้น เรารู้สึกมีหวังอยู่ว่าคนเหล่านั้นจะกลับมาใช้งานแบบนี้ เอาจริงๆเดี๋ยวนี้เราติดต่อกันง่าย คนต่างชาติก็สามารถรู้จักเราได้ในขณะที่เราเองก็ติดตามเค้า มันคือการติดตามกันและกัน แล้วทำให้เรารู้สึกว่าวันนึงอาจจจะได้ร่วมงานกัน เรามองว่ามันเริ่มอยู่ในจุดที่เรายืนอยู่ได้มากกว่า

จัด zine แฟร์

มิน: แถบยุโรปจะแฟร์ที่เกี่ยวกับพริ้นท์อยู่เยอะมาก อย่างงาน Supergraph ที่ออสเตเรียเป็นงานที่รวมคอนเทมโพรารี่กราฟิกอาร์ต จะมีกราฟิกดีไซเนอร์ หรือนักวาดภาพประกอบมาแสดงพริ้นต์ แสดงซีน เราว่าคนสนใจพวกงานที่เป็น self publish และงานคราฟท์นะ

วุ้น: ประเทศเราควรจะมีที่ทำให้ self publish มันสามารถรวมตัวกันได้ และขายงานด้วยตัวเอง เวลาเราได้ขายงานที่เราทำด้วยตัวเอง มันให้ความรู้สึกที่ดีมาก คือคนที่ชอบงานเค้าก็อยากคุยกับเรา พอคุยกันเค้าก็ได้ความรู้ไปด้วย จริงๆ แล้วเป็นคนขายทั่วไปมันไม่ค่อยสนุกเนอะ แต่พอได้ขายงานของตัวเองมันสนุกมาก (หัวเราะ…)

 

ศิลปินที่อยากร่วมงานด้วย

วุ้น: Banksy คือเราอยากจะพิมพ์งานให้กับคนที่เป็นไอคอนแห่งยุค เราก็นึกถึง Banksy ขึ้นมา

มิน: ยังคิดไม่ออก.. คือมีเยอะมาก อย่างบางท่านก็ได้ร่วมงานไปแล้วในนิทรรศการที่เพิ่งจัดไป ถ้าให้คิดจริงๆน่าจะเป็น Jeremy Ville เพราะผลงานของเค้าเหมาะที่จะทำสกรีน และเรายังไม่เคยเห็น

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s