เคยสังเกตไหมว่าในรายการแข่งขันมอเตอร์ไซค์ทางเรียบที่เร็วและอันตรายที่สุดในโลกอย่าง MotoGP หรือ World Superbike Championship แม้กระทั่ง Isle Of Man TT Race นักแข่งในยุคนี้เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถล้ม นักแข่งกระเด็นกระดอนไปเป็นสิบๆ เมตร สามารถลุกขึ้นเดินออกจากสนามได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น

เป็นเมื่อก่อนนี้ อาการ “ไหปลาร้าหัก” มักเป็นสิ่งแรกที่เรียกว่าโดนกันแทบทุกคนเพราะการถูกกดระหว่างไหล่และคอนั่นเอง เรียกว่าความเร็วตํ่า โดนแรงดึงดูดของโลกพาไปจูบกับพื้น หักได้เหมือนกัน

การพัฒนาระบบเซฟตี้ให้นักแข่งที่ค่าตัวมหาศาลและที่สำคัญทุกทีมย่อมอยากให้นักแข่งของเขาแข่งจนจบฤดูกาลเพื่อลุ้นแชมป์ให้ได้ ดังนั้นจึงมีการพัฒนาระบบเซฟตี้อย่างต่อเนื่องและหนึ่งในนั้นก็คือระบบ “Air Bag”

Air Bag ได้ถูกเริ่มค้นคว้าและวิจัยมาตลอดหลายปีที่ผ่านมา เราจะเห็นการทดสอบในสนามที่ดูเหมือนจะไม่เวิร์คเอาเสียเลย ทั้งระบบการจัดเก็บที่มีขนาดใหญ่ เทอะทะ ทำให้นักแข่งอึดอัดเวลาสวมใส่ แถมเวลาทำงานเมื่อแอร์แบ็คระเบิดออกมาก็ดูตลกเพราะความใหญ่เทอะทะของมัน

มาวันนี้ มันไม่ตลกแล้วครับ

เพราะแอร์แบ็คที่ถูกพัฒนาขึ้นนั้นได้เข้าสู่มิติ ที่เรียกว่า สมบูรณ์แบบ เรามาดูกันว่าพวกเขาทำได้อย่างไร

Misano 1000_Close-up 2.jpg

D Air ถือเป็น บริษัทที่คิดพัฒนาระบบแอร์แบ็คอย่างจริงจังมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509

จนถึงปัจจุบัน D Air พัฒนาระบบนี้เพื่อ Dainese แบรนด์ชุดหนังระดับพรีเมี่ยมของประเทศอิตาลี และแน่นอนว่าน่าจะเป็นแบรนด์ที่นักแข่งในสนามนิยมใช้กันมากที่สุด

แอร์แบ็คในชุดเรซซิ่งสูท จะว่าไปแล้วก็ทำงานคล้ายกับแอร์แบ็คในรถยนต์นั่นแหละครับ แต่จุดระเบิดเร็วกว่ารถยนต์ประมาณ 10 เท่าได้ หรือในหนึ่งวินาที แอร์แบ็คสามารถทำงานได้ 15 จาก 100 ในเสี้ยววินาที ในขณะที่รถยนต์ทำได้ที่ 85 จาก 100 เสี้ยววินาที

มันเร็วมาก!

Dainese บอกว่า ใน Dainese D Air ตัวใหม่ล่าสุดมาพร้อมระบบเซนเซอร์ 3 ระบบในชุดหนึ่งตัว หรือเราเรียกว่า ระบบ “Accelerometer Sensor” พร้อม  2D Analyser ในตัว สามารถจับความเร็วได้ D Air แบ่งเป็นสองระบบคือ หนึ่งในสนามแข่ง และสองสตรีท หรือถนนทั่วไป

ในสนามแข่งจะมีโปรแกรมให้โหลดมี USB ให้เสียบจับข้อมูล สามารถเก็บข้อมูลสนามก่อนเพื่อมาป้อนให้ระบบจัดการกับการคำนวนการทำงานของแอร์แบ็ค เมื่อมีข้อมูลสนามแล้ว ระบบจะแบ่งย่อยอีกเป็นการคำนวนการล้มจากอาการโลไซด์ และไฮไซด์ เซนเซอร์อันแสนฉลาดจะรู้ทันทีว่ายามเมื่อนักแข่งหลุดออกจากตัวรถแล้วมันจะทำงานทันที

ถามว่าทำไม โลไซด์ถึงสำคัญไม่แพ้ ไฮไซด์ ก็เพราะมันทำให้ไหปลาร้าหักได้เหมือนกัน

ระบบนี้ได้รับการพัฒนามาจาก NASA (นี่เขาเอาจริงกับความปลอดภัยกันขนาดนี้เลยหรือ?) ใช่ครับ ตาไม่ฝาด เพราะเจ้าของ Mr. Lino Dainese นั้นสนิทเป็นการส่วนตัวกับ NASA เพราะมีการใช้งานร่วมกับระบบ GPS ผ่านดาวเทียม เพื่อวิเคราะห์ สภาพสนาม หรือสภาพถนน

การทำงานยามจุดระเบิดจะมาจากถังแก๊สเล็กๆ ที่เรียกว่า CO2 (Gas Generator) ที่ถูกแอบซ่อนเอาไว้ภายในตัวเสื้อ ใช้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สามารถปล่อยก๊าซได้ถึง 4 ลิตร ระเบิดได้ครั้งเดียว ไม่ติดไฟ ใช้งานแล้วแล้วส่งศูนย์ซ่อม เปลี่ยนแค่ Gas Generator (ครั้งละ 1 หมื่นบาท พยายามอย่าไปเล่นให้มันทำงานละกัน เปลือง!) ใช้แบตเตอรี่ ลิเที่ยมขนาดเล็ก และเมมเมอรี่การ์ดสองตัว 2GB

ทั้งชุด มี 7 เซนเซอร์ คิดดูก็แล้วกันครับว่าละเอียดขนาดไหน แถมตัวแอร์แบ็คเมื่อระเบิดแล้วหนาเพียง 5 ซม. เท่านั้น

หลังจากนั้น 5 วินาที มันจะค่อยๆ ยุบตัวลง D Air บอกว่า 5 วินาที เหลือๆ กับการที่เราจะอยู่ในช่วงมี “อิมแพค” ยามเกิดอุบัติเหตุ อุปกรณ์ทั้งหมดจะถูกเก็บเอาไว้ในโหนกหลัง นั่นไง ใช้ประโยชน์ได้อีก

D Air บอกว่า ตั้งแต่ปี ค.ศ. 2009 – ค.ศ.2013 ทุกอย่างยังไม่สรุปแต่ก็ทดสอบมาตลอด โดยเฉพาะ Valentino Rossi แบรนด์แอมบาสเดอร์ของ Dainese D Air เราจะสังเกตได้ว่า Rossi ไม่เคยมีอาการไหปลาร้าหัก แต่นักแข่งคนอื่นมีให้เห็นเรียงตัว และพอมาถึงปี ค.ศ. 2015 ทั้ง Dainese และ D Air ก็ออกมาบอกกับสังคมว่าทุกอย่างเดินทางมาถึงจุดที่เรียกว่าสมบูรณ์แบบที่สุด

การทำงานกับอาการโลไซด์ก็น่าสนใจ D Air บอกว่าหากนักแข่งล้มและสไลด์ไปตามแทรค แอร์แบ็คจะไม่ทำงาน เพราะเซนเซอร์ตาม เข่า ศอก ที่ยังแตะพื้น แต่หากมีอาการกลิ้งเท่านั้นแหละ ระบบจะจุดระเบิดทันที แถมไฟ LED เล็กที่กระพริบหลังจากรถล้มก็สามารถทำให้นักแข่งในสนามสังเกตได้ง่ายอีกด้วย ไฟกระพริบนี้จะกระพริบก็ต่อเมื่อระบบทำการรีเช็คระบบทั้งหมด หากทุกอย่างโอเคก็จะดับลง

อาการของการล้มและเสียหลักจะถูกเก็บเอาไว้ในระบบความจำเรียบร้อย ก็แค่นั้นแหละ ฟังดูง่ายนะครับ แต่ผมนี่ตาโตเลย ไฮเทคมากๆ

Dainese จากประเทศอิตาลี ถือลิขสิทธิ์ D Air และสามารถ Co-Brand กับ แบรนด์อื่นได้อย่างเช่น Furygan จากประเทศฝรั่งเศส เป็นต้น การใช้งานง่ายมาก มีสวิตช์เปิดปิดอยู่ที่กระดุม เมื่อปิดกระดุมมันถึงจะเริ่มทำงาน

ตอนนี้ชุดแข่งของ Dainese D Air มีสองรุ่น จำหน่ายอยู่ที่ราคาค่อนข้างแพงกว่าแบรนด์อื่น คือ รุ่น  Misano ราคา 105,000 บาท ส่วนรุ่น Mugello ก็อยู่ที่ราคา สองแสนต้น เพราะเป็นชุดคัสตอมสั่งตัดเข้าตัวนักแข่งพร้อมลวดลายที่ต้องการ

ถาม Dainese ไปว่าคิดว่าราคาสูงไปไหม เขาตอบมาว่า “ไม่หรอก” เพราะคุณผ่าตัดครั้งนึงสมัยนี้มีเกือบห้าแสน และยังหมดโอกาสในการแข่งต่อหรือทำธุรกิจต่อ ความเสี่ยงค่อนข้างมาก กับการแลกด้วยชุดป้องกันที่ทำหน้าที่ของมันได้ดีมากๆ ชุดหนึ่ง

มาถึงชุดป้องกันทั่วไปคือ Dainese D Air Street ที่เพิ่มมาคือการ์ดหน้าอกเพราะขี่รถบนถนนหลวงเสี่ยงมากขึ้นกับการกระแทกของแข็ง ไม่ว่าจะเป็นรถบนถนนหรือรั้วเหล็กตามทางเป็นต้น มีเป็นแบบเสื้อกั๊กใส่กับแจ็คเก็ตแบรนด์อื่นได้ และสุดท้ายคือ D Air Gore Tex ซึ่งสำหรับทัวร์ริ่งโดยเฉพาะ ครบทุกสูตรการขับขี่แอร์โฟลด้วยนะ

ที่เจ๋งคือ “ล้มแปะ” แอร์แบ็คก็ทำงานนะฮะ มีสองประเด็นคือ ความเร็วตํ่า ล้มลงก็ไหปลาร้าหักได้ แต่ล้มปะอาจจะจ่ายค่าซ่อมฟรีไป สนนราคาแจ็คเก็ต Dainese D Air Street ก็อยู่ประมาณ 7-8 หมื่นบาท มีขายทั้งผู้ใหญ่และเด็ก

ก่อนใช้งานต้องชาร์จแบตเตอรี่ให้เรียบร้อย Racing อยู่ได้ 8 ชม. Street อยู่ได้นานกว่า ใช่ครับ เอาเสื้อเสียบไฟชาร์จแบ็ตให้เรียบร้อยก่อนใช้งาน

ชุดราคาแสนกว่าบาทสองแสนดูแลรักษาไม่ยาก ห้ามแช่นํ้า ส่งศูนย์อย่างเดียวทำความสะอาดครั้งละ 700 บาท สิ้นปีนี้ในประเทศไทยได้เห็นแน่ครับ อย่างที่บอกว่าโลกนี้เป็นโลกของเซฟตี้ เพราะฉะนั้น อย่าไปเสียดายเงินที่ต้องจ่าย หากสิ่งที่ได้มานั้นคุ้มกว่าการสูญเสียอย่างเห็นได้ชัด

WRITER : CAP ‘P’
SPECIAL THANKS : Dainese D Air.

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s