“พวกเราจะไปให้ถึงดวงดาว” เป็นชื่อที่ถูกเรียกสั้นๆ ว่ากลุ่ม “Moonsoon” ซึ่งก่อตั้งโดย “บังแจ๊ค”

หรือ คุณ ซารัพดิน อโรริยะ แจ๊ค Moonsoon นั่นเอง

bas06432

กลุ่ม Moonsoon หลงใหลในการขี่รถมอเตอร์ไซค์ท่องเที่ยวเป็นหมู่คณะ เริ่มจากขี่กับเพื่อนๆ ที่รู้จักกันก่อนไม่มีเรื่องของธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง บอกกันปากต่อปาก ที่สำคัญทุกคนต้องมีนิสัยใจคอที่พร้อมที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน มีความสามัคคีเป็นที่ตั้งเพราะการเดินทางของพวกเขานั้นค่อนข้าง Extreme จำเป็นที่จะต้องมีสิ่งเหล่านี้ถึงจะเรียกว่าไปร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกันได้

ใช่ครับ มันไม่ใช่แค่ขี่รถ ณ เวลานั้นมันมากกว่าคำว่าเพื่อน มันคือครอบครัวที่ต้องดูแลกัน

ทริปแรกของ Moonsoon ที่ออกนอกประเทศก็คือ ประเทศลาวในปี 2010 มีเสาหลักสำคัญก็คือมาร์แชล สามคนที่เป็นมากกว่ามาร์แชล หนึ่งในนั้นก็คือ บังแจ๊คเอง คุณพัท นฤนาท สิโรมา และ คุณเหน่ง ประพัทธ์ ชุ่มสวัสดิ์วงศ์ ทั้งสามคนต่างมีอาชีพหลักที่ต่างกันออกไป บังแจ๊ค นั้นมาจากวงการโฆษณาโดยเคยทำงานอยู่เอเจนซี่ใหญ่อย่าง Dentsu ปัจจุบันทำธุรกิจเสื้อผ้าเป็นหลัก ส่วน คุณพัท ทำธุรกิจเกี่ยวกับแว่นตาแบรนด์ดังในระดับท๊อปของไทย และคุณเหน่ง ปัจจุบันอยู่วงการ

อสังหาริมทรัพย์ ทั้งกลุ่มเริ่มต้นด้วยสมาชิก 10 คน กรุงเทพฯ 5 และ สายอีสานอีก 5 (ช้าง อำนาจเจริญ) แถมรู้มาว่าก่อนจะมาสายลึกด้านแอดเวนเจอร์ พวกเขามาจากหลากหลายสไตล์ในการขับขี่เช่น Harley Davidson หรือ สายหมอบ Superbike เรียกว่าขี่เล่นกันจนรู้มือ และรู้ใจ

Moonsoon มีทั้งหมด 3 กลุ่ม Moonsoon Thailand, Moonsoon ม่วนซื่น, Moonsoon Garage นี่คือกลุ่มหลักของพวกเขา

ดูงานประจำของมาร์แชลของเราแต่ละท่านมีความแตกต่างอย่างชัดเจน ที่แปลกมากๆ และพวกเรารู้ดีคือเมื่อเรามาขี่รถด้วยกันมันกลับกลายเป็นเรื่องเดียวกันเฉยเลย

เพื่อนกันกลุ่มนี้มีหลายอย่างที่น่าสนใจเหมาะกับการเลียนแบบเช่นการซื้อของพวกเขาจะรวมกลุ่มกันสั่งซื้อทีเดียวล็อตใหญ่เพื่อเพิ่มอำนาจในการต่อรองราคา เช่นยาง ซื้อครั้งหนึ่ง 10 ชุดหน้าหลัง เป็นต้น

เรารู้จักพวกเขากันพอประมาณแล้วเราลองมาฟังที่มาที่ไปของทริปสุดท้ายของกลุ่ม Moonsoon กัน

“เราทำทริปกันมานานหลายปีทุกคนรู้ดีว่าการรับผิดชอบชีวิตคนทั้งหมดสี่สิบกว่าชีวิตนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย แค่ 15 ก็เหนื่อยแล้ว แต่นี่ 42 คัน 54 ชีวิตนั้น ก่อนไปเราคาดการณ์เอาไว้แล้วว่ายากที่สุดตั้งแต่เคยทำทริปมา ถามว่าจะเลิกขี่รถไหม คงไม่เลิกแน่นอนครับแต่ไม่คิดจะจัดทัวร์เพื่อคนอื่นแล้วคงจะวางมือและไปเที่ยวกับเพื่อนๆ แทน” บังแจ๊ค บอกกับเราชัดเจน ว่านี่คือการจัดทริปให้ลูกค้าเป็นครั้งสุดท้าย

สิ่งที่ยากที่สุดในการจัดการทุกอย่างให้งานนี้ขับเคลื่อนได้คือการตัดสินใจ “ฟันธง” และตัดสินใจเดินไปในทิศทางที่มาร์แชลเลือกเพื่อส่วนรวมซึ่งหลายครั้งไม่ถูกใจทุกคนเพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งสำคัญในการเดินทางใช้ชีวิตร่วมกัน ต้องเคารพในตัวมาร์แชลเพราะพวกเขาแบกรับภาระทั้งหมดเอาไว้เพื่อที่จะพาทุกคนไปถึงที่หมายโดยปลอดภัยให้ได้

แล้วหากคุมสถาณการณ์ไม่ได้ทุกอย่างก็จะพังพวกเขาจึงต้องมีการ “สกรีน” คนที่จะไปด้วย มีทั้งทักษะการขี่รถ และนิสัยส่วนตัว รถไม่ใช่ปัญหา รถแบรนด์ใหนก็ได้ ที่เราเห็นมี BMW R1200GS, Triumph Tiger 800, KTM Adventure, Triumph Street Triple หรือแม้แต่ Honda CB500X ที่มีเจ้าของเป็นผู้หญิงคนเดียวในทริปนี้ แน่นอนว่า ทักษะของทุกคนไม่เท่ากัน มาร์แชลทุกคนต้องช่วยขี่รถแทนลูกทีมที่ไม่สามารถขี่ต่อไปได้ไม่ว่าจะเป็นสภาพถนน สภาพอากาศ ทุกอย่างที่สุ่มเสี่ยง นี่คือความสำคัญของทีมมาร์แชลนอกเหนือจากการประสานงานและดูแลขบวน จึงย้อนกลับมาที่ว่าทำไมคนที่ลงชื่อไปด้วยต้องพร้อมที่จะลุย และต่อสู้ไปด้วยกันเพราะหากทิ้งภาระเอาไว้ให้มาร์แชลเพราะ “ฉันจ่ายเงินแล้ว ดูแลฉันด้วย” มันคงไม่ใช่

BAS06244.jpg

สิ่งที่ RUBBERS Magazine สนใจคนกลุ่มนี้ไม่ใช่แค่ภาพสวย ไม่ใช่แค่เรื่องราว แต่ในสังคมมอเตอร์ไซค์บางครั้งเราขาดความสามัคคี ในยุคก่อนเราถูกสอนให้ไม่ทิ้งกันเวลาขี่รถ แม้แต่ใครที่ไม่รู้จักกันบนถนนหากเจอใครประสบปัญหาเรามักจะถอดหมวกของความสำเร็จในหน้าที่การงาน คงเหลือเอาไว้แค่คำว่า “ไบค์เกอร์” และสิ่งนี้ Moonsoon นั้นยังคงรักษา คัลเจอร์ที่ดีงามอันนี้เอาไว้ให้พวกเราได้ศึกษา

ทริปนี้ใช้เวลาเตรียมการแค่สามเดือน สิ่งแรกที่จำเป็นที่สุดที่จะต้องแจ้งทางประเทศจีนก็คือจำนวน เพราะต้องขออนุญาตก่อน ความยากง่ายคือคนเปลี่ยนใจบ่อยกว่าจะลงตัวก็พอดีเวลาแต่ต้องบอกว่า ทริปนี้มีทรานเอเชีย เป็นผู้ดูแลเรื่องเอกสารทั้งหมดให้ถือว่าเป็นบริษัทที่เก๋าที่สุดแล้วในการจัดการเรื่องเอกสารการนำรถเข้าและออกจากประเทศ จะให้ประหยัดเวลาคือส่งสำเนาให้ทรานเอเซียก่อนส่งเอกสารจริงให้ตามหลัง ทุกอย่างจะต้องทำขนานกันไป

ถามถึงซีซีรถที่จะเข้าประเทศจีนนั้นพร้อมเสียงท่อแต่งดูจะไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด มีการตรวจสภาพรถที่จุดตรวจสภาพระยะทาง 60 กิโลเมตร จากชายแดน ด่านตรวจสภาพนี้ทำให้เสียเวลามากที่สุด ส่วนมากตรวจระบบความปลอดภัย เช่นเบรกและช่วงล่าง โซ่ สายพาน ยาง ข้อแนะนำคือรถทุกคันจะต้องเข้าตรวจสภาพความพร้อมจากศูนย์บริการเสียก่อนสิ่งนี้ถือเป็นความรับผิดชอบที่ต้องทำและมีการสั่งการลงไปที่ทุกคนต้องปฏิบัติตาม และจำเป็นต้องเทสในบ้านเราก่อน 200-300 กิโลเมตร เพื่อความมั่นใจ

ทุกอย่างดูราบรื่นแต่ก็ไม่เป็นอย่างที่เห็น คนที่รับหน้าเสื่อมากที่สุดก็คือ “บังแจ๊ค” ส่วนมากเป็นเรื่องของคนที่จะไป การอ่านคนและคิดว่าเขาไปไม่ไหวแน่ๆ แต่ไม่สามารถพูดได้ก็ต้องใช้จิตวิทยาที่ทำให้เขาถอนตัวไปเอง เรื่องของทักษะ จะมีการสกรีนจากเพื่อนที่ไปด้วยอีกทีว่ามีใครดูแล้ว ทักษะที่มี นิสัยส่วนตัว หรือหลายๆ อย่างที่อาจทำให้ไม่เหมาะก็จะค่อยๆ ถูกคัดออกไป

“เราทำทริปกันมานานหลายปีทุกคนรู้ดีว่าการรับผิดชอบชีวิตคนทั้งหมดสี่สิบกว่าชีวิตนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย” บังแจ๊ค

BAS07420.jpg

การเตรียมชุดที่จำเป็น

เสื้อผ้าอากาศร้อนกับหนาวต้องแยกกันและทริปนี้พักโรงแรมทุกคืนจึงตัดเรื่องการแบกถุงนอนหรือเต้นไปได้ แต่การเตรียมชุดที่ถูกต้องกับการเดินทางเจอสภาพอากาศที่ร้อนสุดขนาด 40 องศา ไปจนถึงตํ่าสุดคือตํ่ากว่า 0 องศา ข้อแนะนำจาก Moonsoon คือ ควรมีกางเกงชั้นในที่ไม่ใช่ คอตตอน แต่เป็นผ้าประเภท Dryfit มีแบรนด์ชั้นนำเริ่มออกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับไบค์เกอร์ออกมารวมทั้งชุด “อินเนอร์” สามชุด แยกเป็นร้อนสอง และสำหรับอากาศหนาวอีกหนึ่ง (แบบหน้าร้อนโดนเหงื่อสะสมมากต้องซักบ้าง และหากมีฝนควรมีชุดสำรอง ส่วนประเภทอากาศหนาวชุดเดียวก็พอไม่ต้องซักได้ยาวตลอดทริป) หรือเอาง่ายๆ ตั้งแต่เสื้อยืดไปจนถึงผ้าเช็ดตัวขอเป็น Poliester 100% จะดีที่สุดชุดภายนอกของทีมจะเป็นของ “Klim” จากประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งทั้งเสื้อและกางเกงมีเลเยอร์ถึงสามชั้นสามารถใช้ได้ในสถาพอากาศที่ร้อนจัดและหนาวจัดรวมทั้งกันนํ้าอีกด้วย

ที่จีนมีอุโมงค์เยอะและยาวบวกกับแสงแดดที่แรงจัด หมวกกันน็อคควรจะมี Visor หรือ ชิวแว่นกันแดดที่เปิดหรือปิดได้จากข้างในและ ชิวด้านนอกควรเป็นใสเท่านั้น บางอุโมงค์ยาวถึง 7 กิโลเมตร รองเท้าและถุงมือควรเป็น Goretex กันนํ้า 100% และควรเอาถุงมือไปสองชุด

BAS05072.jpg

ความเป็นความตายของไรเดอร์บางครั้งอยู่ที่อุปกรณ์ที่รับมือได้ การเดินทางในสภาพอากาศหนาว มือ และเท้าสำคัญที่สุดห้ามเปียกนํ้าโดยเด็ดขาด จริงๆ แล้วพวกเขาบอกว่าไม่มีทางพอ Moonsoon จึงจัดทำ การ์ดกันลมติดเอาไว้ที่แฮนด์ทั้งสองข้างให้กับรถทุกคันอีกด้วย เรียกว่า DIY กันเลยครับงานนี้

การเตรียมตัวเรื่องการรับมือกับสภาพอากาศที่มักเกี่ยวข้องกับสภาพร่างกายที่ดูจะเป็นเรื่องใหญ่พอสมควร การจัดการไม่ง่ายแต่ไม่ยากแค่เราต้องเตรียมรับมือกับมัน Moonsoon มี

รถเซอร์วิสสองคันสามารถยกรถที่เสียได้ 4 คัน มาร์แชลทุกคน พร้อมขับรถให้ลูกทริปหากพวกเขาไปต่อไม่ได้ในสภาพถนนที่แย่ๆ

จากประสบการณ์พวกเขารู้ว่าอาการป่วยจากความดันในภูมิประเทศที่สูงกว่า 4,600 เมตรนั้นจะต้องใช้ยาอะไรบ้างแต่ที่สำคัญไม่แพ้กันคือการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องก่อนเดินทาง เขามีกลุ่มไลน์ที่คอยบรีฟกันตลอดเวลาก่อนเดินทาง

แม้จะเตรียมตัวมาดีแต่พิธีกรรมที่ขนส่งของจีนคราวนี้กลับ “หิน” สุดๆ เพราะมีทริปจากประเทศไทยอีกคณะเกิดอุบัติเหตุไปก่อนแล้วทำให้ถูกเข้มงวดทันที

ที่นี่เจ้าหน้าที่จีนจะต้องอบรมการใช้ถนนให้เราใหม่ พร้อมกับออกใบขับขี่ให้ใหม่พร้อมทะเบียนใหม่ด้วย ครั้งนี้มีการใช้ CCTV ตรวจพร้อมเครื่องสแกน ความสว่างของไฟ ระยะเบรก และสำคัญที่สุดคือนํ้าหนัก แน่นอนว่าทุกคนแบกสัมภาระไปเต็มที่

“หากคันไหนแสงสว่างไม่พอเราก็เตรียมแก้ไขสถานการณ์ล่วงหน้าไว้ว่าต้องทำให้พอ โชคดีมีพี่ตุ๊จาก “Triumph

Chiangmai” ซึ่งเป็นช่างอยู่แล้วก็พร้อมรื้อและทำให้สว่างได้”

บังแจ๊ค บอกกับเรา

“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเราเสียเวลามากกับรถ 42 คัน ที่ต้องตรวจสภาพตรงจุดนั้น พวกผมต้องดูแลการเดินทางและการเดินทางในเวลาคํ่ามืดนั้นเป็นสิ่งที่ถ้าเลี่ยงได้ควรเลี่ยง”

คุณเหน่ง มาร์แชลเสริม

สุดท้ายสี่ทุ่มแล้วก็ยังไม่ผ่านทั้งหมดอยู่ดีจึงขอเจ้าหน้าที่เขาตรงๆ ที่ไม่ผ่านมีเรื่อง ไฟสปอตไลท์ ที่ต้องหาฝาปิดเพราะ แยงตา นํ้าหนักที่เกินต้องถอดปี๊บออก ระยะเบรกไม่กระชับพอ สุดท้ายอภินิหารมีจริง แต่พูดไม่ได้ ทุกคันผ่านหมด และออกเดินทางตอนห้าทุ่มถึงที่พักเที่ยงคืนในวันแรก

BAS09290.jpg

Yading Nature Reserve,

Sichuan, China

ใครที่เคยไปแชงกริลาจะรู้ว่าที่นั่นจริงๆ แล้วไม่มีอะไร มันคือทางผ่าน แต่ด้วยสภาพถนนหลังจาก แชงฯ นั้นเป็น เอนดูโร่ ทั้งหมดไม่เหมาะกับรถใหญ่ จนกระทั่งพี่กิตติ นิลถนอม จากทรานเอเชีย แนะนำว่าเส้นทางสู่เมือง ย่าติง ซึ่งเป็นอุทยาน นั้นได้ถูกทำใหม่ขึ้นแม้จะมีบางช่วงที่เป็นเอนดูโร่แต่สามารถไปได้ และสามารถทำให้อยู่ในระยะการลางานได้สองอาทิตย์ ที่นี่จึงถือว่าเพอร์เฟค ระยะทางประมาณสี่ร้อยกว่า กิโลเมตร จากแชงกริลา

การเซอร์เวย์นั้นใช้เทคนิคง่ายๆ แต่จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีฝ่าย “Land” หรือทีมจากประเทศจีนช่วยประสานงานด้านต่างๆ หนึ่งในนั้นคือการเช็คเส้นทางว่าโอเคหรือไม่แล้วพวกเขาจะประเมินกันได้ค่อนข้างแม่น แต่นั่นคือจากเชียงของถึง

แชงกริลาต่อจากนั้นคือ โน! ไม่มีการเซอร์เวย์ แต่ได้เพียงรับข้อมูลจาก ไกด์ชาวจีนเท่านั้น

ทีมมาร์แชลต้องใช้จิตวิทยาหลายอย่างในการควบคุมลูกทีมให้ขับขี่อย่างปลอดภัย บ่อยครั้งต้องมีการขู่เรื่องสภาพถนนเพื่อไม่ให้ห้าวเกินไปจนได้รับอันตราย ทุกอย่างมีจำกัดเพราะหากล้มกันเกินโควต้าสี่คัน รถเซอร์วิสที่จีนเขาคิดเงินวันละหนึ่งแสนบาท กฎคือใครรถเสียหากเกินโควต้า หนึ่งแสนบาทนั้นต้องหารกันเอง

เท่านี้ก็ได้ผลเพราะไม่มีใครอยากเสียเงิน (หัวเราะ)

การเดินทางที่ถือได้ว่าสนุกแต่แฝงเอาไว้ด้วยอันตรายจากหลายสิ่งรอบด้านจำเป็นที่จะต้องเริ่มด้วยสภาพจิตใจของคนเดินทางที่แข็งแกร่ง ไม่ย่อท้อต่ออะไรง่ายเกินไป มันคือทีมเวอร์ค และการมองโลกที่ที่เป็นบวก

ในภาพที่เห็นคือสภาพเส้นทางที่สวยงามเต็มไปด้วยหิมะและเรียงรายไปด้วยไบค์เกอร์คนไทย 42 คัน ดันกันไปผ่านทุ่งโล่งอันขาวโพลน ลำธารสีฟ้าสวยกับภูเขาใหญ่สลับซับซ้อน ไม่มีใครนึกและฝันว่าคนเหล่านั้นไปถึงจุดนั้นได้อย่างไร บนยอดเขา ย่าติง มีรูปธงชาติไทยโบกสะบัดถูกบันทึกเป็นทั้งภาพนิ่ง และวิดีโอ

ต้องค้นหาความจริงกันแล้วล่ะ

“ขาไปจากแชงกริล่าถึงย่าติงนั้นเรียบร้อยดีมาก ทุกอย่างราบรื่น พักผ่อนสบายๆ กับวัฒนธรรมของเมือง ไม่มีหิมะเลย เราอยู่ที่นั่นสองคืน พอคืนแรกผ่านไป หิมะตกแบบว่าก้อนใหญ่ๆ หนามาก เราทุกคนดีใจมาก เล่นหิมะกันสนุกสุดๆ ลืมไปว่า งานกำลังเข้าเพราะเราต้องเดินทางกลับในวันรุ่งขึ้น” คุณพัท มาร์แชล เล่าให้ฟังว่าในขณะที่ทุกคนกำลังตื่นเต้น ทีมมาร์แชลเริ่มวางแผนกันแล้วเพราะรู้ว่ากำลังจะต้องเจอกับอะไร

สภาพเมือง ย่าติง คือเป็นแอ่งกะทะ ทางมาถึงที่นี่จึงเลี่ยงไม่ได้เลยที่จะต้องขึ้นและลงเขาด้วยเส้นทางแคบและคดเคี้ยว ถนนลาดยางอย่างดี แต่พอเดินทางกลับทุกคนเพลิดเพลินกับวิวตรงหน้าที่เป็นภูเขาปกคลุมด้วยหิมะจนลืมนึกไปว่าเขากำลังวิ่งเข้าไปหามันโดยต้องไต่ขึ้นเขาเพื่อข้ามไปอีกฝั่ง

เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นเพราะเพลินมากจนเลยทางแยกแถมยังไปเพลินถ่ายรูปต่อ จนกระทั่งรถเซอร์วิสมาตามให้รีบกลับด่วน จึงย้อนกลับมาเพื่อเดินทางกลับ กลุ่มแรกโดย “บังแจ๊ค” นำไปก่อน มีการเตือนให้วิ่งบนทางที่ล้อรถทำเอาไว้ก่อนหน้านี้ ซึ่งวิ่งไปได้สักพักร่องดำก็กลายเป็นนํ้่าแข็ง

คราวนี้มีแต่ความเงียบในหมวกเพราะทุกคนรู้ว่าคืออะไร มาร์แชลเริ่มทำลายความเงียบด้วยการบอกให้ทุกคนรู้ว่ามันคือนํ้าแข็งให้ชะลอ และหยุดรถเพราะไปต่อไม่ได้ ในที่สุดทั้งหมดก็หยุดอยู่ตีนเขาได้อย่างทุลักทุเล

ทฤษฎีเอนดูโร่ ทุกอย่างถูกนำออกมาใช้ ปรับโช้คใหม่ ปล่อยลมยาก เรียกว่าทุกอย่าง แล้วกลุ่มแรกก็ตัดสินใจขึ้นไปก่อนเพื่อที่จะสำรวจไปด้วย

ผลคือรถลื่นล้มกันเป็นโดมิโน่แต่ก็ยังสนุกกับการถ่ายรูป เฮฮาไม่เครียด

ยัง แต่เดี๋ยวมีครับ

ทีมมาร์แชลเริ่มซีเรียสเพราะจะต้องพา 50 ชีวิตผ่านไปให้ได้ มีการประชุมกันว่าแต่ละคนไหวหรือไม่ หากไม่ไหวอาจจะต้องหาทางอ้อมไปทางอื่นนั่นคือเสียเวลาไปอีกวันสองวัน ผลคือทุกคนพร้อมที่จะลุยต่อ เพราะเท่าที่รู้ปัญหาเรื่องหิมะมีแค่ระยะสั้นๆ ผ่านช่วงนี้ไปก็ไม่มีอะไรแล้ว ทำให้หาทางออกโดยการวิ่งไปบนปุยหิมะแทนซึ่งปรากฎว่ามันไปได้เพียงแต่ใกล้ขอบถนนที่ลงไปเป็นเหวมากให้เสียวเล่นซึ่งทุกคนก็ไป มีรถสวนลงมาให้หวาดเสียวคูณสองบ้างแต่สุดท้ายรถทุกคัน คนทุกคน ก็ผ่านมันมาได้แต่ก็มีช่วยยกกันนับครั้งไม่ถ้วน

“เราไปได้แน่นอน ถ้าเราไม่ทิ้งกัน และเราจะไม่มีวันที่จะทิ้งกัน และวันนี้เราต้องถึงแชงกริลา” พี่ช้าง สุรชัย เสงี่ยมศักดิ์ ได้ชื่อว่าเป็นคนที่เป็นจุดเปลี่ยนทำให้ทุกคนฮึดสู้และผ่านตรงนั้นไปจนได้

สุดท้ายทุกคนกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัยและสิ่งที่ได้รับจากประสบการณ์ครั้งนี้คือมิตรภาพ หลายคนมาด้วยอีโก้ซึ่งมันก็ถูกละลายหายไป กลับมาแทนที่จะเกลียดกันกลับรักกันมากขึ้นกว่าเดิม กลับมาแล้วก็ยังคงนัดกันทานข้าวกันบ่อยครั้งเพียงเพราะคำว่า “คิดถึงกัน”

มันนี่ก็คือคัลเจอร์ของคนรักการเดินทางไกล

พวกเขาไม่มีวันทิ้งกัน!

bas07063

Marshall Team

ชุดที่ 1

  1. ประพัทธ์ ชุ่มสวัสดิ์วงศ์ (พัท)
  2. สุรชัย เสงี่ยมศักดิ์ (พี่ช้าง)
  3. พรชัย ก่อมงคลกูล (แซม)

ชุดที่ 2

  1. นฤนาท สิโรมา (เหน่ง)
  2. พร้อมพงศ์ อุ๋ยตระกูล (ซอย)
  3. ชูยศ โล่ห์ตระกูล (ตุ๊)

ชุดที่ 3

  1. ซารัพดิน อโรริยะ (บังแจ๊ค)
  2. อุดมชัย ธารีสาร (ลุงกบ)
  3. อัครวิทย์ อดุลยพิจิตร (น้องอีม)

 

PHOTOGRAPHER : Chaleamchai Sornparn
WRITER : CAP”P”

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s