ถ้าคุณอายุ 35 ปีขึ้นไป ผมเชื่อว่าคุณคงเคยเห็นภาพการแข่งรถยนต์แรลลี่ ที่รถแข่งลอยทะยานขึ้นจากเนินแล้วร่อนลงบนพื้นดิน เฉียดฝูงคนดูนับร้อยที่กระโดดหลีกทางให้รถแข่งเหล่านั้นแล่นผ่านไปอย่างฉิวเฉียด ใช่แล้วครับมันคือการแข่งขันรถยนต์ทางฝุ่นชิงแชมป์โลก World Rally Championship (WRC) ที่มีรถแข่งหน้าตาดุดัน เสียงเครื่องดังสนั่น คาดสติกเกอร์สีสันสวยงาม จากทีมแข่งระดับโลก อย่างเช่น Porsche Audi Lancia Peugeot Fiat ที่เข้าร่วมการแข่งขันชิงความเป็นหนึ่ง

ยุคทอง (Golden Era) ของการแข่งขันแรลลี่ชิงแชมป์โลก WRC อยู่ในช่วงปี ค.ศ. 1982 – 1986 ซึ่งเป็นการแข่งขันของรถกรุ๊ปบี (Group B) รถยนต์ที่ร่วมการแข่งขันและกวาดแชมป์หลายสนามในยุคนั้นก็คือรถยนต์เรโนลท์รุ่น R5 เทอร์โบนั่นเอง

renault_clio_v6_-_flickr_-_alexandre_prevot_1

รถยนต์เรโนลท์เป็นรถที่ผลิตจากประเทศฝรั่งเศส (เหมือนกับรถเปอโยต์และรถซีตรอง) แต่ปัจจุบันคนไทยไม่ค่อยคุ้นเคยกับรถยี่ห้อนี้เท่าไหร่นักเพราะว่าไม่มีตัวแทนจำหน่ายในบ้านเราแล้ว (รถยนต์เรโนลท์ถูกนำเข้ามาจำหน่ายในเมืองไทยตั้งแต่ปี พ.ศ. 2490)

รถยนต์เรโนลท์รุ่น R5 เริ่มผลิตตั้งแต่ปี 1972 และสิ้นสุดในปี 1985 / ส่วนรุ่น R5 เทอร์โบผลิตปี 1980 ถึง 1984 โดยผู้บริหารของเรโนลท์สั่งให้ผลิตรถแข่งรุ่น R5 เทอร์โบออกมาเพื่อแข่งกับรถยนต์แลนเซีย รุ่นสตราโตส Lancia Stratos (ซึ่งเป็นรถแข่งเครื่องวางกลาง ขับเคลื่อนล้อหลังที่ประสบความสำเร็จอย่างมากในการแข่งขันแรลลี่ในยุค1970s)

มิสเตอร์มาร์เซลโล่ แกนดีนี่ (Marcello Gandini) แห่งสำนัก Bertone เป็นผู้ออกแบบด้านท้ายที่ดุดันและแตกต่างจากรุ่นธรรมดา

รุ่น R5 เทอร์โบแตกต่างจากรุ่น R5 ธรรมดาอย่างมาก โดยเปลี่ยนจากรถครอบครัว 5 ที่นั่ง กลายมาเป็นรถสปอร์ต 2 ที่นั่ง เครื่องถูกย้ายจากด้านหน้ามาวางอยู่หลังคนขับ (mid engine) ซึ่งปกติที่เป็นผู้นั่งโดยสารด้านหลังนั่นเอง ขับเคลื่อนด้วยล้อหลัง (รุ่นธรรมดาขับเคลื่อนล้อหน้า)

หลังจาก R5 เทอร์โบออกมาต่อสู้ศึก WRC และกวาดแชมป์หลายสนามได้ไม่นาน คู่แข่งอย่าง Audi ได้ส่งรถรุ่น Quattro ขับเคลื่อน 4 ล้อ ลงแข่งในรายการเดียวกัน ซึ่งรถที่ขับเคลื่อนสี่ล้อได้เปรียบรถขับเคลื่อนสองล้อหลังอย่างมาก เรโนลท์จึงพัฒนา R5 เทอร์โบให้แรงขึ้นไปอีกขั้นนึงเรียกว่าตัว R5 Maxi Turbo ซึ่งมีกำลังเครื่องถึง 350 แรงม้า (จากเครื่องแค่ 1.4 ลิตร เทอร์โบ)

img_0788

Things you don’t know  สิ่งที่คุณไม่รู้

  • Renault R5 ตัวธรรมดาถูกออกแบบโดย Michel Boue ในปี 1971 ซึ่งใช้เวลาว่างจากงานประจำมาออกแบบรถรุ่นนี้ ต่อมาเมื่อผู้บริหารของเรโนลท์เห็นร่างนั้น จึงสั่งให้พัฒนาโปรเจ็คนี้อย่างเป็นทางการ
  • นอกจากรถรุ่น R5 จะผลิตในประเทศฝรั่งเศสและในยุโรปบางประเทศแล้วรถรุ่น R5 ยังถูกผลิตที่กรุงเตหะราน ประเทศอิหร่านด้วย
  • รถรุ่น R5 ที่ขายในประเทศสหรัฐอเมริกามีชื่อเรียกว่ารุ่น Le Car จัดจำหน่ายโดยบริษัท American Motors Corporation (AMC)
  • คอนเซ็ปรถขนาดเล็กเครื่องวางกลางของเรโนลท์ได้ถูกนำกลับมาใช้อีกครั้งในปี 1998 ในรุ่น Clio V6 ซึ่งได้รับคำชมจากหนังสือรถยนต์หลายเล่มและเป็นรถที่ประสบความสำเร็จอย่างมากของค่ายเรโนลท์ในปัจจุบัน
  • หนังสือ Sport Car International ของประเทศอังกฤษได้จัดรถเรโนลท์ R5 เทอร์โบเป็น 1ใน 10 รถสปอร์ตยอดเยี่ยมของยุค 1980s
  • หากคุณไปเที่ยวประเทศฝรั่งเศสผมแนะนำให้คุณไปที่ L’Atelier Renault ที่ตั้งอยู่บนถนน Champs Elysees ย่านช็อปปิ้งที่ดังที่สุดแห่งหนึ่งของปารีส ที่ร้านนี้มีรถเรโนลท์รุ่นพิเศษเช่นรถต้นแบบ หรือรถแข่งฟอร์มูล่าวันมาจอดให้ชมและชั้นสองยังมีร้านอาหารที่มองไปเห็นวิวถนนอีกด้วย

ragnotti1 

Motorsports and WRC victories

รถยนต์เรโนลท์ R5 เทอร์โบชนะในการแข่งขัน WRC (World Rally Championship) หลายสนามเช่น

  • Rally de Monte-Carlo ปี 1981 (เป็นครั้งแรกที่รถยนต์ที่ใช้เทอร์โบชนะในการแข่งขัน WRC)
  • Tour de Corse ปี 1982 และ 1985
  • Rally Portugal 1986

นักแข่งคู่บารมีที่สร้างชื่อเสียงให้รถเรโนลท์ R5 เทอร์โบคือ Jean Ragnotti ชาวฝรั่งเศส (ตอนนี้อายุ 70 ปี) ปัจจุบันเขายังขับรถ R5 เทอร์โบโชว์ตามงานมอเตอร์สปอร์ตที่สำคัญของโลกหลายแห่งเช่น งาน Goodwood Revival ประเทศอังกฤษ

นอกจากการบริษัทเรโนลท์จะส่งรถลงแข่ง WRC แล้ว เรโนลท์ยังร่วมแข่งขันรถยนต์ทางเรียบในรายการ Formula One (F1) ด้วย นักแข่งหลายคนคว้าตำแหน่งแชมป์โลกจากรถที่ใช้เครื่องยนต์เรโนลท์ เช่น Michael Schumacher, Fernando Alonso , Sebastian Vettle, Jacques Villeneuve

ผมเห็นรถเรโนลท์ R5 เทอร์โบครั้งแรกตอนไปเรียนซัมเมอร์ที่ประเทศอังกฤษตอนนั้นอายุประมาณ 15 ปี ตอนเย็นพอโรงเรียนเลิกเดินกลับบ้านพักเห็นรถ R5 เทอร์โบสีดำจอดอยู่ข้างถนนซึ่งยังเป็นภาพที่ติดตาอยู่ถึงทุกวันนี้

ครั้งที่สองเมื่อไปประเทศฝรั่งเศส ได้มีโอกาสไปชมการแข่งขันรถคลาสสิคที่สนามเลอมังส์ (Le Mans) ได้เห็นรถรุ่นนี้อีกครั้ง พอกลับมาเมืองไทยจึงได้ไปคุยกับรุ่นพี่ที่มีรถรุ่นนี้อยู่และขอมาดูแลต่อ

เวลาที่ผมขับรถรุ่นนี้ไปตามท้องถนนในกรุงเทพ คนไทยส่วนมากไม่ค่อยรู้จักว่าเป็นรถอะไร หลายคนเข้ามาถามว่ายี่ห้ออะไร หลายคนบอกว่าเป็นรถโตโยต้าสตาร์เลทตีโป่ง แต่ถ้าพวกฝรั่ง เวลาเห็นรถคันนี้จะตื่นเต้นมาก เค้าบอกที่เมืองนอกยังหาดูยาก ฝรั่งส่วนใหญ่ยกนิ้วโป้งให้ หลายคนถึงกับขับรถตามมาดู

ผมเป็นแค่คนดูแลมันในตอนนี้เท่านั้น เมื่อถึงเวลาก็ต้องส่งมอบให้กับคนรุ่นต่อไปที่รู้คุณค่าให้ช่วยดูแลต่อ …..

Classic car never die

 

PHOTOGRAPHER : Mc Suppha-riksh Phattrasitthichoke
WRITER : CAP ‘P’
Owner: Akkaporn Vichitranon

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s