หลังจากเปิดตัวได้ไม่นาน Triumph Motorcycle Thailand ที่ผนึกกำลังกับ Brit Bike Triumph ก็ได้ปลุกความคลาสสิคแท้ในสไตล์ “โก๋อังกฤษ” จนกลายเป็นกระแสแรงแซงทุกความปรารถนาของคน จาก “คัลเจอร์” ที่สร้างภาพลักษณ์เฉพาะตัว อยู่ได้นานไม่มีวันเบื่อ

dsc_0219

การเปลี่ยนแปลงของ Triumph Motorcycle กำลังเป็นที่จับตามองของเหล่าสาวก ไม่ว่าจะเป็นการยกเลิกไลน์การผลิตรุ่น Scrambler 900 ที่เป็นไอคอนตลอดกาลของพวกเขา แต่ก็ตอบแทนด้วยรุ่นท็อปรหัส T120 กับเครื่องยนต์แรงขนาด 1200 cc อย่าง Bonneville T120 และ Thruxton R ที่ทำให้ใครที่เคยชอบสปาเก็ตตี้หรือซูชิ หันมาจองโต๊ะจัดปาร์ตี้ฟิชแอนด์ชิพกันเป็นหมู่คณะหลังการเปิดตัวอย่างเป็นทางการไม่นานมานี้

แต่ไฮไลท์ของเราครั้งนี้กลับไม่ใช่รุ่นท็อปอย่างที่กล่าวมา แต่เป็นรุ่นที่เรียกว่าเป็น “Entry Level” ของ Triumph Motorcycle คือรุ่น “Street Twin” ที่เป็นตระกูลใหม่สืบสายพันธ์ุแกร่งอย่าง “Bonneville” นั่นเอง

Triumph Street Twin ถูกออกแบบมามาให้ขับขี่สนุก ควบคุมง่าย เหมาะสำหรับนักบิดมือใหม่ มีดีไซน์ที่คงเอกลักษณ์เดิมไว้ แต่มีสมรรถนะที่สูงขึ้น มีเสียงเครื่องยนต์ที่หนักแน่นขนาด 900 cc Hi-Torque สองสูบเรียง 8 วาล์ว ให้แรงบิดมากกว่ารุ่นเก่าถึง 18% ที่รอบตํ่ากว่า (80nm ที่ 3,200 rpm) แต่เชื่อมั้ยว่าพกม้ามาด้วยเพียง 55 ตัวเท่านั้น

การออกแบบระบบกันสะเทือนทำงานดีขึ้นกว่าเดิม พร้อมกับท่านั่งขับขี่ที่สะดวกสะบายมากขึ้น มันจึงเป็นรถที่ถูกกำหนดมาให้ใช้ในชีวิตประจำวันได้เป็นอย่างดี

dsc_0186

สโลแกนของ Triumph Street Twin ที่ว่า “การขับขี่ที่สนุก ในสไตล์ที่เป็นคุณ” นั้น Triumph Motorcycle ไม่ได้มั่วตั้งขึ้นมาเพราะพวกเขารู้ดีว่าคัลเจอร์ของลูกค้าชอบแต่งรถให้มีสไตล์เป็นของตนเองนั้นเป็นสิ่งสำคัญ ทำให้ Triumph Street Twin มาพร้อมกับของแต่งกว่า 150 รายการ ให้สนุกกับการแต่งรถกันแบบว่าสุดๆ ไปเลย แน่นอนว่ามีให้เลือกทั้ง Café Racer, Scrambler หรือ Tracker มาหมดตั้งแต่ แฮนด์บาร์ เบาะนั่ง ไฟเลี้ยว ท้ายสั้น ยันท่อ Vance & Hines จากโรงงาน เป็นต้น

Triumph บอกว่าเป็นรุ่นสำหรับมือใหม่ สำหรับผมมองว่าการให้เครื่องยนต์ขนาด 900 cc มา ถือว่าให้เกียรติมือใหม่ของเขามากทีเดียว เพราะหากวัดกันด้วยซีซีรถแล้ว ค่ายอื่นเขาให้ cc มาน้อยกว่า และหากเครื่องเล็กกว่านี้ เสียงก็จะไม่มาเต็ม ผมคนหนึ่งล่ะที่ต้องการเสียงเครื่องยนต์ที่ “หล่อ” ไม่ติ๋ม เกินไป

แต่สิ่งที่ Triumph บอกมากับเราก็คือ แม้ซีซีจะมีขนาดเกือบ 1000 cc แต่มันควบคุมง่ายมาก และไม่มีนิสัยก้าวร้าว มันถูกออกแบบมาให้ “แรงแต่เอาอยู่” ซึ่งเรากำลังจะได้รู้กันว่าจริงมั้ย?

เครื่องยนต์ ระบายความร้อนด้วยนํ้าแต่มองไปด้านข้างเราแทบสังเกตไม่เห็นเลยว่ามีหม้อนํ้าอยู่ ด้วยความเป็นคนที่เกลียดหม้อนํ้าที่อัปลักษณ์เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงทำให้มองหาหม้อนํ้าเป็นสิ่งแรก และก็ค่อนข้างพอใจกับทีมออกแบบที่ดีไซน์ได้เนียนกับรถเป็นอย่างดี บางเฉียบ ความสูงของเบาะเพียง 750 มิลลิเมตรจากพื้น ทำให้ใครที่ตัวไม่สูงมาก มั่นใจขึ้นแน่นอน

ระบบเซฟตี้ให้มาแบบใช้งานได้ดีกับคันเร่งไฟฟ้า Ride By Wire มาพร้อมการควบคุมระบบ Traction Control ที่เปิด-ปิดได้ พร้อม Slip-Assist Clutch และมีระบบป้องกันการโจรกรรม อิโมบิไลเซอร์ และช่อง USB สำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้า ระบบเบรก ABS ปรับระดับได้ จัดมาครบ สบายใจได้ แม้ถังนํ้ามันจะมีขนาดเล็กลงกว่าเดิม (12ลิตร) แต่กลับประหยัดนํ้ามันมากกว่ารุ่นเก่าประมาณ 30% ได้ นั่นเป็นสิ่งที่ Triumph บอกกับเรา น่าจะเป็นที่นํ้าหนักรถที่น้อยลง และการทำงานของคันเร่งไฟฟ้า

หน้าปัดทรงกลมมีให้ดูแต่ความเร็วแต่ไม่ให้วัดรอบมาด้วย ซึ่งต้องหาคำตอบให้ได้ว่าทำไม!

Street Twin มีให้เลือก 5 สีด้วยกัน Cranberry Red, Aluminium Silver, Matt Black, Jet Black และ Phantom Black

DSC_0440.jpg

FOR THE RIDE

การทดสอบของ Street Twin นั้นเราจัดเต็มกันที่จังหวัดเชียงใหม่ โดยจะเดินทางฝ่ารถติดในเมืองเพื่อให้ได้อรรถรสในเมืองก่อน แล้วจึงเดินทางผ่านโค้งและเขาไปจังหวัดพะเยา สภาพถนนมีทั้งดีและเลว แต่นั่นแหละคือความจริงที่เราอยู่กับมันในประเทศไทย

ความสูงระดับนักแข่งโมโตจีพีของผมเพียง 160 เซนติเมตรกับนํ้าหนัก  64 กิโลกรัมที่จะต้องขึ้นคร่อม Street Twin นั้น แม้เท้าทั้งสองข้างยังคงปลายเท้าแตะพื้นแต่ด้วยบาลานซ์ของรถที่ค่อนข้างดี นํ้าหนัก 198 กิโลกรัมของมันกลับเบาหวิว สตาร์ทเครื่องยนต์จะเห็นว่าสิ่งแรกที่รักเลยคือเสียงของมัน ตามที่ถูกบรรจุเอาไว้ในบรีฟว่า ดุดัน หนักแน่น ท่านั่งเป็นมิตร เบาะนุ่มนั่งสบาย เบรกและครัตช์ทำมาให้นิ่มนวลสบายมือ ไม่เมื่อยเวลารถติด ลัดเลาะในชั่วโมงเร่งด่วนของจังหวัดเชียงใหม่ได้แบบชิลๆ

เมื่อออกนอกเมืองเข้าสู่ความโล่งและโค้งเขา การใช้งานที่จำเป็นต้องลากรอบเพื่อแซงรถยนต์บนถนนทางราบและขึ้นเขา Street Twin ทำให้ผมลบตัวเลข 55 แรงม้าออกจากหัวโดยสิ้นเชิง เพราะกำลังแรงบิดที่มากพอที่จะใช้งานได้สมกับเป็นเครื่องยนต์ เกือบจะเป็น  Superbike 1000 cc แต่ที่สำคัญกว่าคือความนิ่มนวลที่สัมพันธ์กับการทำงานของระบบเกียร์

บอกตรงๆ ว่าขี่แล้วไม่เกร็ง ค่อนข้างมีความสุข โดยเฉพาะการควบคุมด้วยความเร็วตํ่านั้น Street Twin ไม่มีออกอาการ “วูบ” เวลาเลี้ยววงแคบๆ ด้วยความเร็วเท่ากับคนเดิน ซึ่งสิ่งนี้ช่วยมือใหม่จากการล้มแปะได้ค่อนข้างมาก

สภาพถนนที่บางช่วงค่อนข้างแย่เป็นลอนคลื่นจากรถบรรทุกนั้น ระบบช่วงล่างของ Street Twin รับมือได้ค่อนข้างดี ปกติความที่ผมเป็นคนตัวเล็ก ช่วงล่างมักต้องเซ็ตให้เข้ากับตัว แต่คราวนี้แทบไม่ต้องทำอะไร ถือว่าโอเคเลยกับจุดเริ่มต้น

การเริ่มทำความเร็วและพลิกรถตามโค้งที่ทยอยมาให้เห็นอย่างต่อเนื่องนั้น Street Twin กลับให้ความรู้สึกที่ผ่อนคลายพลิ้วไหวไปตามธรรมชาติของโค้งที่วิ่งเข้าหาอย่างต่อเนื่อง ความเร็วยืนพื้น 130-140 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในทางตรงไม่เกิดอาการ “สั่น” แต่อย่างใด อัตราสิ้นเปลืองจะมากหรือน้อยอยู่ที่การใช้คันเร่ง แน่นอนว่าหากใช้ความเร็วต่อเนื่องและรอบเครื่องคงที่ จะประหยัดมาก แต่หากอยากสนุกขึ้น ก็เตรียมใจว่ามันจะกินนํ้ามันมากขึ้น

เดินทางจากเชียงใหม่ พะเยา เชียงใหม่ กับระยะทางกว่า  300 กิโลเมตรด้วย Street Twin ที่ Triumph บอกว่าเป็นรถที่เหมาะสำหรับมือใหม่ ผมคิดตอนแรกว่า “900cc เนี่ยนะครับ มือใหม่” มันไม่เยอะไปหรือ ส่วนมากก็จะแนะนำกันที่ 300-500cc

แต่ผมเข้าใจสิ่งที่ Triumph บอกแล้วหลังจากที่ได้สัมผัสแบบเต็มๆ เพราะมันเป็น 900cc ที่แรงแต่ควบคุมง่าย ไม่กระโชกโฮกฮาก บังคับได้ง่ายคล้ายรถเครื่องยนต์ขนาดกลาง แต่ ccที่ให้มานั้นมากพอจนกลายเป็นข้อ “ได้เปรียบ” สำหรับรถที่มีฐานราคาใกล้เคียงกัน เพราะอย่าลืมว่า “แรงบิด” ที่ได้มาจะมีประโยชน์มากในการเร่งแซงรถขนาดใหญ่ได้ทันเวลา สามารถแซงเพื่อหลบอุปสรรคบนถนนได้ยามจำเป็น แซงไม่พ้นเพราะกำลังเครื่องไม่พอก็ถือเป็นอันตรายอย่างหนึ่งเหมือนกัน

ส่วนเรื่องที่ไม่มีวัดรอบมาให้นั้น ผมหาคำตอบด้วยตัวเองว่า บางทีมันไม่จำเป็นต้องดูรอบหรือเปล่า ใช้ความรู้สึกได้ไหมเวลาเปลี่ยนเกียร์ มันก็ได้นะ ฟินไปอีกแบบ คือลดการใช้สายตากับหน้าปัดลงบ้าง อะไรบ้าง ดูวิวบ้าง ใช้ความรู้สึกบ้าง นั่นคือสิ่งที่คิดเอาเองกับคำตอบนี้ เหมือนกับการเล่นดนตรีที่ไม่ชอบอ่านโน้ต เล่นจากความรู้สึก ทุกอย่างที่กล่าวมาขอสรุปสั้นๆ

Triumph Street Twin (Bonneville)

เหมาะกับการเป็นรถคันแรกของบางคน และเหมาะกับการเป็นรถคันที่สองของคนที่ขี่มาเยอะแล้วเหมือนกัน! ที่สำคัญ ขอให้สนุกกับการแต่งตัวด้วย ไม่อย่างนั้นมันไม่ complete!

PHOTOGRAPHER : TANAPOL KAEWPRING
WRITER : CAP ‘P’
Special Thanks: Furygan Thailand
Lonely Two Legged Creature
Badass Jeans
TT & CO. Japan by FBD

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s