rew_5543rew_5652rew_5839

PHOTOGRAPHER : Pro Photographers
WRITER : CAP ‘P’

 

“จำได้ไหมว่าครั้งสุดท้ายที่เราลองทำอะไรบางอย่างในชีวิตนั้นเมื่อไหร่?”

สำหรับผมนั้น วันที่ 19 ธันวาคม ที่ผ่านมา ถือเป็นประสบการณ์ใหม่ที่ทำให้รู้สึกว่าการแข่งขัน “แดรก” หรือ “Drag Race” นั้น เป็นอีกการแข่งขันหนึ่งที่สนุกไม่เหมือนรายการอื่นๆ

การชิงชัยกันด้วยความเร็วบนทางตรงในระยะ 402 เมตรนั้น อาจจะดูเหมือนง่าย แต่มันไม่ใช่อย่างนั้นน่ะสิ

งาน Desmo King Drag Day 2015 ที่ผมพา Ducati Monster 696 ไปร่วมแจมนั้น เป็นงานที่จัดโดย MPK Concept ร่วมกับกลุ่ม Desmo Owners Club (DOC) ประจำประเทศไทย จุดประสงค์เพื่อให้เป็นปาร์ตี้เล็กๆ สำหรับทำกิจกรรมสนุกร่วมกัน และแน่นอนว่าพวกเขาพยายามรณรงค์ให้มีการใส่ชุดหนังป้องกันเพื่อความปลอดภัยด้วย

คำว่า “Desmo” นั้นเป็นคำที่ชาว Ducati ทั่วโลกใช้ในการเรียกพวกเขา มาจากวาล์ว “Desmodromic” อันเป็นเอกลักษณ์

คำว่า “King” นั้นหมายถึงผู้ชนะที่จะได้ตำแหน่งไปในแต่ละรุ่นครับ โดยแบ่งเป็นรุ่นต่างๆ คือ

King of Desmo (Open unlimit)

King of Diavel (แข่งเฉพาะรุ่น Diavel)

King of Multi (แข่งเฉพาะรุ่น Multistrada)

King of Hyper (แข่งเฉพาะรุ่น Hyper 796 และ 821)

King of 848 (แข่งเฉพาะรุ่น Streetfighter 848 และ Superbike 848)

King of Monster (แข่งเฉพาะรุ่น Monster 696, 795 และ 796 )

King of Classic (แข่งเฉพาะรุ่น Ducati Classic)

Kinf of Scrambler

King of Naked (แข่งทุกรุ่นของ Naked Bike)

Queen of Lady (แข่งเฉพาะสาวๆ เท่านั้น)

King of Bracket 15 second.

ช่วงบ่ายของงานจะเป็นการซ้อม ก่อนที่จะลงแข่งในเวลาคํ่า และมักยาวไปจนถึงตีหนึ่ง ซึ่งมันเป็นธรรมเนียมจริงๆ ว่าจบตอนดึกก็ดีไม่ร้อนมาก

ครั้งแรกที่ซ้อมรู้เลยว่าสิ่งที่ยากที่สุด คือการออกตัว เพราะหากล้อฟรี ล้อยก รถดับ คือ แพ้แน่นอน แถมได้ความ “อาย” กลับบ้านถ้าออกตัวไม่ดี การที่รถแรงมากเกินควบคุมก็ไม่ใช่ผลดี เราจะเห็นได้ว่ารถเครื่องยนต์ขนาด 1,000cc. ก็มักจะต้องใช้ทักษะที่ดีตอนออกตัว ดูจะเครียดมากกว่ารถเครื่องยนต์ที่เล็กกว่าเพราะควบคุมยากกว่า

ยางต้องร้อนเพราะฉะนั้นควรเรียนรู้เทคนิคการเบิร์นยางเพื่อการนี้โดยเฉพาะ แล้วการเลี้ยงคลัตช์ตอนออกตัวนั้นคือหัวใจเลยทีเดียว ว่าจะเลี้ยงระยะแค่ไหน และปล่อยออกให้หมดช่วงไหนถึงจะได้ความสมดุลที่ดี รถไม่เสียอาการ บอกตรงๆ ว่าผมซ้อมอยู่หลายรอบกว่าจะเข้าใจ และค่อยๆ ทำได้ดีขึ้น แต่ทุกครั้งที่มาตรงจุดสตาร์ท ก็หัวใจเต้นแรงทุกที

การดูไฟนั้นไม่ยาก ที่พื้นถนนของเลนแข่งทั้งสองเลนจะมีเซ็นเซอร์วางพาดอยู่ ผู้แข่งต้องนำล้อหน้ามาวางไว้ให้ตรงจุด จนกว่าไฟบอกตำแหน่งจะบอกว่า “ตรงเป๊ะ” แล้วไฟสีขาวจะขึ้นแช่ไว้ ถ้าไม่ตรงมันจะดับ พอรถแข่งที่จับคู่กันทั้งสองพร้อม จะมีเจ้าหน้าที่ให้สัญญาน แล้วไฟจะวิ่งลงมาที่ไฟเขียว เราจึงออกตัวกันให้เร็วที่สุดจนกระทั่งผ่านระยะ 402 เมตร สนามจะมีระยะให้ชะลอความเร็วแบบเหลือๆ ไม่ต้องห่วงเรื่องอันตราย

ใกล้ๆ กรุงเทพฯ มีสนาม “Drag Race” อยู่สองสนามคือสนาม “เทพนคร” ถนนพระรามสอง จังหวัดสมุทรสงคราม และ สนาม “บางกอกแดรก อะเวนิว คลอง 5” รองรับทั้งรถยนต์ และมอเตอร์ไซค์

สำหรับผมแค่ไปจ่ายเงินเสียค่าซ้อมก็สนุกแล้ว ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ เจ้า Ducati Monster 696 ของผมทำเวลาได้ 12.45 วินาที เป็นเวลาที่ดีที่สุดในวันนั้น ในขณะที่ “ตัวแรง” จะทำเวลากันอยู่ที่ 10 วินาทีกว่าๆ และสายโหดจะมาที่ 9 วินาทีกว่าๆ

ถ้ารุ่นโอเพ่น แน่นอนต้องให้ได้ตํ่ากว่า 9 วินาที ถึงจะได้ลุ้นความเป็น “King of Open”

หลังจากวันนั้น ผมอยากบอกว่าการแข่ง “แดรก” นั้นไม่ง่ายเลย และสนุกมากด้วย ใครที่ยังไม่เคย ชาตินี้ต้องลองสักครั้งครับ

แต่ขอให้ใส่ชุดป้องกันให้พร้อมด้วย

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s