img_0958

ย้อนกลับไปเมื่อ 3 ปีที่แล้ว Bukruk Street Art Festival ถือเป็นงานสตรีทอาร์ตขนาดใหญ่ที่เรียกเสียงฮือฮาจากคนที่หลงใหลใน Underground culture ได้มากที่สุด เพราะคงไม่บ่อยนักที่เราจะมีโอกาสได้เห็นงานศิลปะโลดแล่นอยู่บนผืนกําแพงสาธารณะขนาดใหญ่ ซึ่งถูก
สร้างสรรค์ขึ้นโดยเหล่าสตรีทอาร์ตติสท์ตัวท็อประดับโลกแบบสดๆ ร้อนๆ การกลับมาอีกครั้งของมันจึงไม่ได้แค่สร้างความตื่นเต้น และทําให้หัวใจของเราพองโตขึ้นเมื่อได้เห็นงานศิลปะ

ในรูปแบบที่เราชื่นชอบเท่านั้น แต่ความพิเศษในครั้งนี้คือมันได้พ่วงเอาเทศกาลดนตรีที่มีไลน์อัพเฟี้ยวที่สุดมารวมอยู่ด้วย สําหรับเรา Bukruk Urban Art Festival เลยเป็นเหมือนกับอาหารฟิวชั่นที่แม้จะใช้วัตถุดิบ และมีสไตล์ที่แตกต่างกัน แต่ลึกๆ แล้วกลับมีความเชื่อมโยง เมื่อนํามารวมกันก็กลายเป็นอาหารจานใหม่ที่เต็มไปด้วยรสชาติแห่งความสร้างสรรค์ที่จัดจ้านน่าลิ้มลอง

Untitled-1.jpg

มวลแห่งความสนุกสนาน และเสียงเพลงจากวง Yellow Fang คือสิ่งแรกที่ลอยมาต้อนรับพาให้เราเดินเข้างาน Bukruk Music Festival ไปด้วย ความรู้สึกที่อิ่มเอิบ ในช่วงเวลานั้นงาน เริ่มเต็มไปด้วยผู้คนทั้งคนไทย และฝรั่งฮิปๆ ที่รอเชียร์วงในดวงใจและพร้อมจะเปิดประสบการณ์ทางดนตรีใหม่ๆ ไปกับวงที่พวกเค้าไม่เคยฟัง เราเองก็เป็นหนึ่งในคนที่รักทั้งดนตรี และงานศิลปะ งานนี้จึงถูกเคลียคิวรอไว้ล่วงหน้าแล้วว่าจะต้องมาให้ได้เพราะนอกจากจะตั้งใจมาเชียร์อพาร์ทเม้นต์คุณป้าแล้ว ก็อยากที่จะมาดูวงอินดี้หน้าใหม่ๆ ที่ยากจะหาดูได้ตามงานทั่วไปด้วย งานนี้ทำให้เราและเพื่อนๆ รุ่นพี่ รุ่นน้อง สายปาร์ตี้ได้กลับมาพบปะพูดคุยหลังจากที่ห่างหายกันไปนาน บรรยากาศในงานเริ่มทำให้ความสนุกก่อตัวขึ้นเรื่อยๆ สิ่งหนึ่งที่ทำให้เราชอบมามิวสิคเฟสติวัลคือนอกจากจะมาดูดนตรีแล้ว ก็คงเป็นการได้ทำความรู้จักกับเพื่อนใหม่ๆ ไม่ว่าจะฝรั่ง หรือคนไทยด้วยกันที่เข้ามาพูดคุยกันถึงวงที่เราชอบ ชนแก้ว และเต้นไปด้วยกันอย่างไม่ต้องมีฟอร์ม ระหว่างที่เวทีหลักกำลังรอวงต่อไป sound check เราก็เดินกินลมชมบรรยากาศสูดกลิ่นหอมจากบู้ทร้านอาหารของ The Knack Market ที่เรียงรายอยู่ริมข้างทาง

พร้อมกับแวะซื้อเบียร์เติมความคึกคักให้เลือดสูบฉีดขึ้นซักนิด จนกระทั่งถึงเวทีสนามหญ้า สารภาพตามตรงเลยว่าเราไม่เคยฟัง หรือรู้จักกับวง Alek et Les Japonaises มาก่อน แต่ด้วยเพอร์ฟอร์แมนซ์ในการแสดงสด และสไตล์การแต่งตัวที่เผ็ดจัดจ้านของพวกเค้า ทำให้เราสะดุด และหลงรักวงดนตรี Electropical Japan Pop จาก Belgium วงนี้ ตั้งแต่แรกเห็น ไม่ว่าพวกเค้าจะร้องและเต้นท่าเพี้ยนขนาดไหนก็ตาม มันกลับยิ่งทำให้คนดูสนุกสนานและเต้นตามพวกเค้าไปด้วย เราเองก็ไปยืนเต้นท่าโยคะแบบเก้ๆ กังๆ อยู่หน้าเวทีพักใหญ่จนกระทั่งเล่นจนจบ และต่อด้วย Gramaphone Children ที่ขนเอาเพลง Electro, Hip Hop, และ Soul Funk มาให้พวกเราได้วาดลวดลายแดนซ์กันอยู่หน้าเวที ในขณะที่พระอาทิตย์ค่อยๆ ลับไปจากขอบฟ้า Lighting Design ของงานก็ช่วยขับให้เวทีนี้ดูเต็มไปด้วยแสง สี เสียงที่ดูจะเข้ากันได้ดีกับสไตล์ดนตรีแบบ Electro เราออกสเต็ปจนเหนื่อย ถึงเวลาต้องหาอะไรเติมพลังซักที ไม่รู้จะเรียกว่าโชคดีได้มั้ย เพราะในระหว่างที่กำลังเดินดูบู้ทอาหารก็บังเอิญเจอน้องโม Munchies for Munchies เจ้าของร้านฮอตด็อกสุดฮอตที่มีขายเฉพาะตามงานอีเว้นท์ศิลปะ แฟชั่น และดนตรีเท่านั้น หลังจากทักทายกันพอหอมปากหอมคอแล้ว โมไม่รอช้าชวนเราไปลองชิมฮอตด็อกที่อัดแน่นไปด้วย sausage ชิ้นใหญ่ และชีสหนา นุ่ม หอม เกินห้ามใจ เราใช้เวลาไม่นานจัดการกับฮอตด็อกจนหมด และเพื่อทำาให้การกินฟรีครั้งนี้

ไม่เสียเปล่าเราเลยช่วยประชาสัมพันธ์ร้านของโมให้ฝรั่งแถวนั้นได้แวะมาลองชิม sausage โฮมเมดที่อร่อยที่สุดดู หลังจากท้องอิ่ม พลังก็มาความเหนื่อยจางหายไป เราตรงดิ่งไปที่ main stage อีกครั้ง เพื่อปักหลักรอดู Paradise Bangkok International Band วงหมอลำาประยุกต์ที่เล่นสดได้มันส์ที่สุด!

Paradise Bangkok ไม่เคยทำให้เราผิดหวัง พวกเค้ายังคงเล่นได้อย่างสุดติ่งชนิดที่ทำให้ฝรั่งจากที่นั่งดื่มเบียร์อยู่กับพื้นลุกขึ้นมาเซิ้งกันได้อย่างสนุกสนาน ตอนนั้นเองที่ทำาให้เราเห็นภาพของ Bukruk อย่างชัดเจนว่ามันไม่ได้มีแค่ศิลปะ

ที่เป็นสื่อกลางเชื่อมต่อระหว่างชนชาติ แต่ดนตรีก็เป็นสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพที่สร้างความสัมพันธ์

ของผู้คนหลากหลายให้มีความรู้สึกถึงกัน เราเซิ้งไปกับฝรั่งแถวนั้นอย่างเมามันส์ตั้งแต่เพลงแรกถึงเพลงสุดท้าย ดูเหมือนงานนี้จะทำให้เราเผาผลาญแคลอรี่ไปได้เยอะพอประมาณ พลังงานที่ถูกสะสมมาหมดไปกับ Paradise Bangkok เราเก็บกักก๊อก

สุดท้ายรออพาร์ทเม้นต์คุณป้าไฮไลท์ปิดงาน แต่ก่อนที่อพาร์ทเม้นต์คุณป้าจะขึ้นเวที เราจำเป็นต้องพักจากกิจกรรมออกสเต็ปหรือแหกปากทั้งปวง ย้ายตัวเองออกจากเวทีหลักไปเดินช้อปปิ้งเสื้อผ้าเครื่องประดับวินเทจที่วางขายอยู่ในงานอย่างชิวๆ จากนั้นก็ซื้อเบียร์ไปจิบนั่งเล่นรอเวลาอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา บรรยากาศในช่วงค่ำของThe Jam Factory สถานที่จัดงาน

ณ ตอนนั้นเต็มไปด้วยความคึกคัก สนุกสนานและอบอุ่นอย่างอินเตอร์ “ดนตรีคือชีวิต ชีวิตคือภาพมายา มันเมากว่ายาเสพติด ศักดิ์สิทธิ์กว่าศาสนา” พี่ๆ อพาร์ทเม้นต์คุณป้าเริ่มเล่นพอดีเรากลับมาจองพื้นที่ที่เวทีหลัก ทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นดูจะเมาและมันส์ไปกับบทกวีที่ถูกสะท้อนผ่านออกมาทางเสียงดนตรีที่ไร้พรมแดนใดๆ มาขวางกั้น ไม่ต่างไปจากโปรเจกต์ของ Bukruk ที่เป็นเสมือนกับสะพานเชื่อมต่อประเทศไทย และนานาชาติเข้าไว้ด้วยกัน ผ่านสื่อที่เรียกว่าสตรีทอาร์ต ซึ่งเป็นภาษาสากลที่ทำให้คนต่างชนชาติเข้าใจในสิ่งเดียวกันได้ เราดื่มด่ำไปกับมวลแห่งความสุขของค่ำคืนไปจนถึงวินาทีสุดท้าย และกลับออกมาด้วยความรู้สึกที่สะกดเป็นคำพูดเดียวกันกับตอนมาแต่มีปริมาณที่มากกว่าเป็นทวีคูณ

Writer : Mintra Ruengsakvichit
Photographer : Jeerakorn Khomsanoi
Special Thanks : Bukruk Urban Arts Festival 2016

 

 

 

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s