www-hotelcris-it

ศิลปะเป็นแหล่งกําเนิดของอารยธรรมทั้งหมดของมนุษย์เป็นวิธีที่มนุษย์เลือกที่จะแสดงออกซึ่งตัวตนและการคงอยู่และไม่ต้องสงสัย

เลยว่าทําไมในสังคมที่มีวิวัฒนาการทางวัฒนธรรมในระดับสูง จึงให้ความสําคัญกับศิลปะ และมีเศรษฐกิจที่ดีไปพร้อมๆ กัน

artruby.com.jpg

รากทางวัฒนธรรม เป็นต้นกําเนิดของรากทางเศรษฐกิจครับ

     ผมเคยพูดบ่อยๆ ว่า ถ้าให้ผมเลือกเป็นรัฐมนตรีกระทรวงไหนซักกระทรวงหนึ่ง ผมอยากเป็นรัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรม แต่ไม่ใช่เพื่อที่จะ”อนุรักษ์” วัฒนธรรมไว้อย่างดักดาน แต่เพื่อที่จะพัฒนาวัฒนธรรมให้เป็นแหล่งกําเนิดที่สร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนมากกว่า ทุกวันนี้นักเศรษฐศาสตร์ก็ยังเข้าใจเรื่องของเศรษฐกิจอย่างลึกซึ้งโดยผิวเผิน โดยว่ากันจากข้อมูลที่ล้วนมาจากอดีตเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้าจะให้นักเศรษฐศาสตร์มาสร้างเศรษฐกิจ ส่วนมากจะเมาหมัดกันทุกคน และบางคนที่มีวิสัยทัศน์มองทะลุออกมาได้ ก็จะเป็นคนที่มีศิลปะอยู่ในหัวใจเสมอโดยไม่ต้องสงสัย

www-interiordesign-net

     การทําธุรกิจเป็นเกมที่ไม่เคยเกี่ยวกับเงินครับ พูดแล้วหลายคนอาจจะไม่เชื่อแต่นักธุรกิจหลายคนที่คิดว่าการทําธุรกิจเป็นเรื่องของเงินนี่มักจะจบไม่สวยนักแน่นอนเขามักจะชนะเกมของเงิน แต่มักจะแพ้เกมของชีวิตและไม่มีความสุขจนกว่าเขาจะเข้าใจความจริงที่ว่า แท้จริงแล้วในการทําธุรกิจ เกมของการทําธุรกิจคือการแสดงออกซึ่งตัวตน (self-expression) ต่างหาก เราทําธุรกิจก็เพื่อที่เราจะได้แสดงออกว่าเราคือใครในโลกใบนี้ได้อย่างเต็มที่ สนุกสนาน เบิกบานไปกับมัน และสนุกสนานเบิกบานกับชีวิตไปพร้อมๆ กัน เงินก็เปรียบเหมือนคะแนนบนป้ายบอกคะแนนเท่านั้น ถ้าเราเล่นเกมได้ดี คะแนนเราก็เพิ่มขึ้นแต่เกมที่เราเล่นมันไม่เคยเกี่ยวกับคะแนน เกมมันคือชีวิตและความสนุกสนานตรงหน้ามากกว่า

     ถ้าธุรกิจคือการแสดงออกซึ่งตัวตน มันก็คือศิลปะเราดีๆ นี่เอง ศิลปินทํางานศิลปะก็ไม่ใช่เพื่อขาย แต่เขาทําก็เพราะมันเป็นวิธีที่เขาแสดงออกซึ่งตัวตนของเขา เขามีความสุขที่เขาได้เล่าให้คนอื่นฟังว่าเขาคือใคร เช่นเดียวกับที่มนุษย์ในสมัยดึกดําบรรพ์เริ่มเขียนรูปบนผนังถ้ําครั้งแรกเพื่อจะเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเขาว่าเขาคือใคร นานก่อนที่จะมีภาษาเกิดขึ้นในโลกเสียอีก ศิลปะเป็นต้นกําเนิดของวัฒนธรรมมาตั้งแต่ครั้งนั้น และวัฒนธรรมก็เกี่ยวข้องกับการแสดงออกซึ่งตัวตนของมนุษย์โดยไม่ต้องสงสัย เช่นเดียวกับเหตุของเศรษฐศาสตร์ทั้งมวลก็เช่นกัน

     เราจึงไม่ควรจะต้องสงสัยในความสําคัญของศิลปะที่มีในสังคมที่เจริญและมีอารยธรรม ไม่ใช่ในฐานะองค์ประกอบที่สร้างสมดุลย์กับวิทยาศาสตร์แบบที่เชื่อกันว่าสมองมีสองซีกแบบนั้น แต่ศิลปะที่มีความสําคัญในฐานะต้นกําเนิดขององค์ความรู้ทั้งมวล

     คนที่เลือกที่จะมีชีวิตเป็นศิลปิน จึงได้รับการยอมรับในอารยประเทศในฐานะผู้ก่อกําเนิดศาสตร์ทั้งมวล ผู้ก่อกําเนิดทางวัฒนธรรมที่เป็นรากของเศรษฐกิจ น่าเศร้าที่ในเมืองไทยศิลปินยังได้รับการยอมรับจากรัฐในระดับที่จํากัด การให้รางวัลเพื่อให้เกียรติกับศิลปินก็ยังมีขึ้นในแบบที่เสียไม่ได้ และน้อย จนแทบไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงในระดับที่สร้างให้เกิดศิลปินรุ่นใหม่มากพอในระดับรากของวัฒนธรรม เด็กในยุคใหม่จึงต้องไปพึ่งพารากของวัฒนธรรมจากตะวันตกบ้าง ญี่ปุ่น หรือเกาหลีบ้าง ด้วยความหิวโหยทางวัฒนธรรมที่ไม่พอเพียง เพื่อให้ผู้ใหญ่บางคนในกระทรวงวัฒนธรรมออกมาต่อว่าเด็กๆ เหล่านั้นว่าไม่รักชาติและไม่ฝักใฝ่ในวัฒนธรรมที่เรามี มันช่างเป็นเรื่องเศร้าที่ทุกข์ระทมโดยแท้

www-experiencewalesinvenice-org

     เมื่อการสนับสนุนทางด้านศิลปะของรัฐเป็นไปโดยไร้รากและมีข้อจํากัดในความถูกผิดอย่างมากมาย โอกาสของศิลปินที่จะดํารงชีวิตอยู่ได้ก็โดยการทํางานแสดงนิทรรศการเพื่อขายงานเลี้ยงชีพ ห้องแสดงงานศิลปะหรือแกลเลอรี่ทั้งหลายในประเทศก็พัฒนาไปโดยจํากัดและสะเปะสะปะไปตามความถนัดส่วนบุคคล การทํางานสนับสนุนศิลปินก็ยังเป็นไปโดยจํากัดและไม่มากพอ โอกาสที่สําคัญในการอยู่รอดของศิลปินก็คงหนีไม่พ้นนิทรรศการทางศิลปะขนาดใหญ่ ในต่างประเทศเราจะคุ้นหูกับงานเทศกาลศิลปะขนาดยักษ์อย่าง Venice Biennale หรือ Basel กันอยู่เนืองๆ แต่ในประเทศเราเองก็ยังไม่มีงานนิทรรศการทางศิลปะขนาดใหญ่ที่จัดเป็นประจําแบบนั้น ในวิธีที่สนับสนุนศิลปินของเราให้ได้มีโอกาสได้แสดงออกซึ่งตัวตนกันบ้างเลย

     ถ้าเรายังทําให้มันใหญ่ไม่ได้ บางทีทําให้มันเล็กๆ ก่อนก็น่าจะดี

     และก็นึกถึงศิลปินตัวเล็กๆไปพร้อมๆกัน มันจะดีแค่ไหนถ้าเรามีตลาดขายงานทางด้านศิลปะที่เหมาะกับศิลปินหลายรุ่น รุ่นใหญ่ก็ได้แสดงออกร่วมไปกับรุ่นกลาง รุ่นกลางก็มีโอกาสได้กลายเป็นรุ่นใหญ่ และรุ่นเล็กๆ ก็ได้ทํางานมาแสดงออกกันอย่างสนุกสนาน ในบรรยากาศที่คละเคล้าไปด้วยอาหาร เสียงดนตรี และความสนุกสนาน เป็นตลาดนัดงานศิลปะที่ผู้คนที่สนใจในงานศิลปะหรือชื่นชอบศิลปินของพวกเขาก็จะได้มาพบปะสังสรรค์กัน งานบางชิ้นก็ถูกจนคนธรรมดาเลือกซื้อหาไปไว้ในครอบครองได้ และเขาสามารถเลือกซื้องานที่บ่งบอกถึงตัวตนของเขาเช่นเดียวกับการแสดงออกของศิลปินเช่นกัน แทนที่เราจะบ่งบอกตัวตนผ่านนาฬิกา กระเป๋าถือ รถยนต์ หรือวัตถุอย่างอื่น ศิลปะเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่เขาสามารถแสดงออกซึ่งตัวตนได้อย่างละเอียดอ่อนและลึกซึ้งในวิธีที่ทําให้เกิดความเข้มข้นทางวัฒนธรรม

gurrjohns.tumblr.com.jpeg

     เวลาที่เรามีอิสระที่จะแสดงออกซึ่งตัวตนของเรา เราก็จะมีความมั่นใจเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกัน วัฒนธรรมและอิสระภาพทางวัฒนธรรมทําให้เรามีความมั่นใจเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ ลองนึกถึงภาพของสังคมไทยที่มีความมั่นใจเพิ่มขึ้นสิครับเราจะทําอะไรมันก็ดูเหมือนจะง่ายขึ้น เร็วขึ้น และประสบความสําเร็จมากขึ้น ธุรกิจกลายเป็นเรื่องง่าย และความสําเร็จกลายเป็นเรื่องธรรมดา นั่นน่าจะเป็นสังคมไทยในแบบที่เราอยากเห็นมากกว่า สังคมที่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมไปพร้อมๆ กัน

     The Jam Factory Magazine ART GROUND อาจจะเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ที่สนุกสนาน แต่ก็แฝงไว้ด้วยความทะเยอทะยานอย่างเหลือเชื่อ เราทํามันเพื่อให้มันคงอยู่ และเราหวังว่าทุกคนจะอยู่ด้วยกันกับเราในอนาคตที่เบิกบานสําหรับประเทศเล็กๆ ของเราที่เรารักแห่งนี้

 

Writer : Duangrit Bunnag
Image : Businessinsider / Art ruby / Gurrjohns.tumblr / Interiordesign /
Experiencewalesinvenice / Hotelcris / Icouldpaintthat / irwinmiller /

 

 

Art Ground

jam11-mamaungjpg

ลาดขายงานศิลปะที่ส่งเสริมศิลปินหน้าใหม่ รวมไปถึงศิลปินที่เคยมีผลงานร่วมกับทาง The Jam Factory Magazine มาแล้วกับ Art Ground งานศิลปะที่เต็มไปด้วยกิจกรรมต่างๆ มากมาย ซึ่งจะเกิดขึ้นภายในวันที่ 1-3 เมษายนนี้ สําหรับใครที่อยากรู้ว่างานนี้จะมีความสนุกอะไรรออยู่บ้าง อย่ารอช้า เพราะบทสนทนาระหว่างผ้าป่าน บรรณาธิการสาวมากความสามารถของเรา และหน่อไม้หนุ่มไฟแรงผู้อยู่เบื้องหลังการจัดงาน Plutonians ที่อยู่ด้านล่างนี้จะพาคุณไปทําความรู้จักกับงาน Art Ground อย่างหมดเปลือก

ผ้าป่าน: Art Ground มันเริ่มต้นมาจากแมกกาซีนก่อน เราอยากเจอคนที่อ่านแมกกาซีนของเรา อยากเห็นการรวมตัวกันของศิลปินที่เราเชิญมาหรือศิลปินที่อยู่ร่วมกับเราได้มาแสดงผลงานศิลปะในพื้นที่ของ The Jam Factory เพื่อที่คนจะได้เข้ามามีส่วนร่วม และสนุกกับมันได้จริงๆ อันนั้นคือจุดเริ่มต้น แต่ถ้าไปถามพี่ด้วงๆ ก็คงบอกว่า “ผมแค่อยากขายงานศิลปะครับ”

หน่อไม้: งั้นขอถามย้อนไปนิดนึง ทําไมตอนแรกถึงได้เริ่มเอาผลงานของศิลปินมาลงโปสเตอร์ใน Jam Mag หนึ่งหน้า หนึ่งคู่ อะไรอย่างงี้วะผ้าป่าน: อันนั้นเป็นไอเดียแรกสุดเลย คือตอนแรกนี่ไม่ได้คิดจะทําแมกกาซีนนะ อยากทํา leaflet อัพเดตว่าในแจมมีอีเว้นท์อะไรเกิดขึ้นบ้าง เพราะในแจมมีหลายโครงการ และสิ่งที่เกิดขึ้นเยอะมาก พี่ด้วงบอกว่าทําฟรีแมกกาซีนเลยดีกว่าป่านเป็นบก. นะ เห้ยเราไม่เคยทํา! ไม่เป็นไร อยากทําอะไรหล่ะ อย่างแรกที่ปิ๊งขึ้นมาคือแบบอยากได้โปสเตอร์งานศิลปิน! คือเวลาดูหนังฝรั่งแล้วเห็นเด็กๆ มีโปสเตอร์งานสวยๆ แปะห้องจะอิจฉามาก คือรู้สึกเค้ามีวัตถุดิบดีแปะนู่นนี่นิดหน่อย ห้องก็สวยแล้ว ถามว่ามีเงินซื้อชิ้นงานศิลปะจริงๆ มั้ย คือยังทํางานไม่ได้ขนาดนั้นไง แล้วสิ่งที่ทําได้คือของานศิลปินที่ตัวเองชอบมาลงใน Jam Mag ดื้อๆ เลยแล้วไม่เย็บแม็กอะ นึกออกป่ะ มันก็จะกางออกมาเป็นโปสเตอร์ใส่เฟรมได้ขึงได้ เรารู้สึกว่าการเอางานศิลปะเข้าไปอยู่ในพื้นที่ของคนหรือให้ฟรี เค้าจะรับไปได้ง่าย แล้วพอเค้าเปิดรับปุ๊ป เค้าก็จะใช้มันแล้วอยู่กับมัน ซึมซับมันแล้วเราก็จะโตไปพร้อมกัน อันนั้นคือความรู้สึก แต่ถ้าพูดให้ไม่ต้องสวยมากก็คือไม่มีอะไรหรอก อยากได้! (หัวเราะ…) ประมาณนั้น

หน่อไม้: แวบแรกที่คิดก็คือนี่แหละ ชิ้นงานจริงที่จับต้องได้ อย่างงานของพี่โลเลชิ้นนึงแม่งแพงเกินตัวเรามาก เราว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่ศิลปะมันกําลังเดินทางเข้าหาคน

ผ้าป่าน: มันต้องดีดิวะ นี่ตั้งใจทํานะ (หัวเราะ…) อ่ะๆ กลับมาที่ Art Ground ตลาดขายงานศิลปะ

หน่อไม้: ซึ่งมันอาจจะขายไม่ได้เลยก็ได้ แต่อาจจะให้แรงบันดาลใจคนมากๆ หรืออาจจะเป็นแหล่งกําเนิดศิลปินหน้าใหม่

ผ้าป่าน: จุดนึงเรารู้สึกว่าถ้าคนมาขายงานแล้วคาดหวังจะมีเงินเป็นกอบเป็นกําเข้ากระเป๋าเหมือนขายเสื้อผ้า มันก็เป็นขนาดนั้นไม่ได้ป่ะ แต่แค่รู้สึกว่าการสร้างตลาดอันนี้ขึ้นมา มันทําให้เด็กรุ่นใหม่ๆ รู้สึกว่ามันขยายได้ว่ะ มันสร้างผลงานได้เพราะว่ามีที่รองรับ คือการต้องบุกเบิกบางอย่างด้วยตัวเอง หรือการที่ไม่มีใครเตรียมพื้นที่ไว้ให้เลยมันยาก เราอยู่ในจุดที่สามารถเปิดพื้นที่ตรงนั้นได้มันสําคัญพอๆ กับการให้แรงบันดาลใจ คือการให้โอกาส เราว่าอันนั้นน่าจะเป็นอะไรที่ทําให้ Art Ground คึกคักนะ… เข้า Art Ground เลยดีกว่า คือไปชวนหน่อไม้มา เพราะว่าติดใจตอนที่ทํางาน Plutonians ด้วย คือไม่เคยรู้จักหน่อไม้มาก่อนเลย แต่ตอนร่วมงานนี่เห็นพลังงานล้นทะลักมาก สิ่งที่ประทับใจมากที่สุดคือตอนที่แกมาชวนเราร่วมโปรเจกต์ คือตอนที่แกมาอธิบายรูปแบบงานให้เราฟัง เชี่ย แข็งแรงมาก รู้สึกเลยว่าอยากทํางานกับคนนี้ว่ะ พอตัวเองต้องจัดงานที่มีลักษณะนี้ ต้องติดต่อกับคนเยอะๆ เราก็นึกถึงพลังงานนั้นเลย มันน่าจะมันส์ที่ได้ทํางานกับคนพลังล้นๆ บ้าๆ อย่างแก แล้วมันก็เป็นอย่างงั้นอยู่ตอนนี้ แล้วตอนนั้นที่เราไปชวนคือ…

หน่อไม้: คือเราเป็นคนที่สนใจอะไรรอบๆ ตัวอยู่แล้ว กับงานนี้บางอย่างเรารู้สึกว่าเห้ย! มันยังไม่มีใครทํา น่าทําว่ะ แล้วทําไมเราจะไม่ลองทําหล่ะ

ผ้าป่าน: มันก็มีคนทําตลาดงานศิลปะเปล่าวะ

หน่อไม้: มี แต่มันเป็นอีกประเภทไง

ผ้าป่าน: ยังไง

หน่อไม้: อย่างเช่น มันก็มี Art Market เพื่อคนประเภทนึงไปเลย เช่น เพื่อคนที่หลงใหลในศิลปะ อย่าง Art Hotel อะไรอย่างงี้ หรือ Market ที่เป็นการาจเลยเซอร์มากๆ ใครก็มาได้ ไดเรคชั่นไม่ชัดเจน ฟรีชิปหาย โคตรอิสระก็อีกแบบนึง แต่อันนี้มันเป็นอีกแบบ ถ้าถามเราๆ รู้สึกว่ามันเป็นตลาดงานศิลปะสําหรับคนเมือง

ผ้าป่าน: คือมันเกิดจากบริบท

JAM02 poster.jpg

หน่อไม้: คือเราตามไดเรคชั่นป่าน ไม่ใช่อยู่ดีๆ แล้วเราคิดขึ้นมาแล้วเราจะเอาตามเรา เวลาเราทํางานเราจะพยายามเข้าใจต้นความคิดของเจ้าของไอเดีย คือต้องอินก่อน แล้วพออินแล้วปุ๊ป เราก็จะคิดไปตามเค้าเว่ย แล้วเราจะมองว่าแบบไหนเป็นไปได้บ้าง คือเราเป็นคนที่ทําอะไรแล้วอยากให้มันเกิดขึ้นจริงๆ ให้มันประสบผลสําเร็จจริงๆ ประสบผลสําเร็จในที่นี้หมายความว่าเราลงมือทําไปก่อน ส่วนผลตอบรับเป็นแค่การรีเช็ค เก็บข้อมูลการทํางานแค่นั้น Art Ground ตัวนี้ มันเป็นอีกตัวที่เรารู้สึกว่าเป็นตลาดศิลปะอีกแบบนึง คือบางอันจะเน้นไปในเรื่องของคอนเสิร์ต บางอันก็จะเน้นไปในเรื่องของศิลปะหนักมากกับเฉพาะคนที่หลงใหลในศิลปะจริงๆ แต่อันนี้มันเหมือนที่เราบอกไปเมื่อกี้ว่าศิลปะมันกําลังเดินทางไปหาคนเมือง เพราะฉะนั้นเราก็จะพยายามจับอะไรที่มันเป็นเมือง อย่างศิลปินของ Jam Mag ที่ป่านเลือก มันค่อนข้างเป็นศิลปินที่ป๊อป บางคนคือกราฟิกดีไซเนอร์ บางคนคืออินทีเรียร์ดีไซเนอร์ บางคนคือนักวาดภาพประกอบ

ผ้าป่าน: รวมถึงเรายังมีศิลปินรุ่นใหญ่-รุ่นเล็ก หน้าเก่า-หน้าใหม่ นักศึกษาที่เราเชิญมารวมกัน ตรงนี้แหละที่เรารู้สึกว่ามันทําให้คนค่อนข้างหลากหลาย คือเราไม่ได้ปฏิเสธงานศิลปะชั้นครูทั้งหลายนะ แต่เรารู้สึกว่าความหลากหลายจะทําให้คนเริ่มเข้าใจศิลปะได้มากขึ้น ว่าจริงๆ แล้วมันไม่มีขอบเขตตรงนั้น คือคุณจะทําอะไรก็ตาม ถ้าเกิดคุณปลดปล่อยและแสดงตัวตนออกมาผ่านชิ้นงาน มันคือการที่คุณกําลังสร้างงานศิลปะ มีคําพูดตัวตนของคุณอยู่ตรงนั้น

หน่อไม้: รู้ป่ะ ถ้าคนมาเดินแล้วงง ไม่เข้าใจอะไรเลย แต่สนุกก็จบแล้ว คือมันจบตั้งแต่ที่ว่าเค้ามาแล้วแฮปปี้แล้วเว่ย เค้าได้รับมันไปเรียบร้อยแล้ว

ผ้าป่าน: ใช่แก ในหลักการเดียวกันกับศิลปินแต่ละคนที่เราเชิญมาลง Jam Mag คือจริงๆ เป็นศิลปินที่ค่อนข้างเป็นที่รู้จัก เราไม่ได้เลือกเค้าเพราะความดังแบบนั้นนะ แต่เรารู้สึกว่าผลงานแต่ละชิ้นเป็นงานที่เข้าถึงง่าย ลายเซ็นต์ชัดเจน อันนั้นคือสิ่งที่มีเสน่ห์สําหรับเรา

หน่อไม้: แต่สิ่งที่เรารู้สึกว่ามันดีที่สุดสิ่งแรกเลยคือ ป่านชอบมัน

ผ้าป่าน: ใช่ เราชอบมัน บางครั้งก็รู้สึกว่านี่ส่วนตัวไปเปล่าวะเนี่ย คือเราตั้งคําถามนี้บ่อยมาก เพราะว่าเราทําทุกอย่างจากความหลงใหล ความสนใจของเราคือถ้ามันมาจากสิ่งนั้น มันจะจริงไง ทุกอันเลยต้องมาจากสิ่งที่เราชอบ Art Ground ก็เหมือนกัน ในงานมีอะไรบ้างให้หน่อไม้เล่า

หน่อไม้: สิ่งสําคัญหลักๆ เลยคือ ตลาดขายงานศิลปะ ซึ่งไม่ใช่เอามาเพื่อประดับตกแต่งงาน มันมีคอนเทนต์หลัก เราทําให้มันค่อนข้างที่จะเรียบง่าย จริงๆ มันเป็นกึ่งเอ็กซิบิชั่นมาร์เก็ตแหละ เพราะว่าในพื้นที่ของศิลปินจะมีทั้งแสดงงาน ขายงานรวมไปถึงศิลปินบางคนก็จะมีการแสดงสด อย่างเช่น คุณเข้าไปในงานเค้าอาจจะวาดรูปให้คุณตรงนั้นก็ได้

ผ้าป่าน: หน้าตางานเราใช้โครงสร้างของนั่งร้าน คือเป็นโครงเปล่าๆ ซึ่งเป็นไอเดียของพี่หมู (ครีเอทีฟไดเรคเตอร์ของ Jam Mag) เราชอบไอเดียนี้มากเลย มันตอบโจทย์ของเรามาก คือคุณเอาโครงสร้างให้ศิลปิน แล้วสิ่งที่เติมแต่งขึ้นมาเพื่อให้มันเป็นเค้าคือตัวตนของเค้าทั้งนั้นเลย มันไม่ใช่การบล็อคศิลปินไว้ด้วยซุ้ม แต่เรายื่นโครงสร้างไปให้แล้วถ้าศิลปินอยากจะเอาชิ้นนี้ออก เอาอันนั้นเข้าก็ได้ หรืออย่างพี่โลเลที่ทักมาว่า เราเอารถมาจอดได้มั้ย เราว่าอันนี้แหละที่มันน่าสนใจ น่าสนุกที่จะได้เห็นตัวตนของแต่ละคน

หน่อไม้: เราตื่นเต้นนะ คืออย่าง Jam Artist บางคนเราชอบงานมาก แล้วก็ยังไม่เคยเจอตัวจริง ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีที่เราจะได้เจอเค้า และได้สนทนากับเค้า รวมไปถึงกลุ่ม Guest Artist ที่พวกเราเชิญมา

ผ้าป่าน: ขออธิบายส่วนของ Jam Artist นึดนึงนะฮะ คือเป็นศิลปินที่เคยลงผลงานโปสเตอร์กับเรามาแล้ว เราก็เรียนเชิญมาสนุกด้วยกันอีกครั้ง ซึ่งก็จะมีชิ้นงานหลักๆ มาด้วย อาจจะไม่ซ้ํากับตัวโปสเตอร์เลย หรือบางคนเอากระบวนการ วิธีคิดในการทํางานมาแสดง

หน่อไม้: ในส่วนของ Guest Artist ก็โชคดีที่เราได้รับคําแนะนําจากเพื่อนๆ เราและภัณฑารักษ์จากแกลเลอรี่ต่างๆ อย่างพี่อังกฤษ อัจฉริยโสภณ หรืออาจารย์ที่เป็นคิวเรเตอร์เเกลเลอรี่ที่คณะเราก็ส่งศิลปินที่น่าสนใจมาให้ คําว่าหน้าใหม่นี่ไม่ใช่แค่เด็กใหม่อย่างเดียว มันอาจจะรวมถึงศิลปินที่เค้ามีอายุแล้วแต่ไม่มีพื้นที่

ผ้าป่าน: ส่วนที่น่าสนใจต่อไปก็คือเวิร์คช็อป ซึ่งเป็นโซนที่เราตื่นเต้นที่สุด กับ Photo Printing เป็นเวิร์คช็อปจากคริสเตียน โฮป ช่างภาพสมัครเล่นที่หลงใหลในเรื่องของอัลเทอร์เนทีฟโปรเซส ให้นึกภาพการถ่ายภาพเชิงวิทยาศาสตร์ใช้พวกสารเคมีต่างๆ ถ่ายบนกระจกบ้าง หรือทาบนผ้าอื่นๆ ซึ่งคริสเตียนบินไปเวิร์คช็อปที่เมืองนอกอยู่เป็นอาทิตย์ แต่นี่เค้าจะมาเวิร์คช็อปให้เราฟรี!

หน่อไม้: ซึ่งอันนี้กูลงอันนึงละ อีกอันนึงคือ The Archivist

ผ้าป่าน: 555 เออได้ ต่อคิวไปนะ… The Archivist คือจริงๆ เคยสัมภาษณ์มาลงในแมกกาซีนเราด้วย ด้วยความที่เป็นสตูดิโอที่มีความน่าสนใจ เคยแสดงงานที่ The Jam Factory Gallery ด้วย เหมือนย้ายสตูดิโอมาอยู่ที่แจมเฝ้างานเองทุกวัน ตอบทุกคําถาม ลงมือทุกขั้นตอน ที่เราชอบมากคือการที่เค้าทดลองทําสิ่งใหม่ เหมือนเค้าสนุกกับข้อจํากัดแล้วลงมือทดลองไปกับมัน เหมือนตอนนั้นที่เค้า collaborate กับอาจารย์ติ๊ก (สันติ ลอรัชวี) อันนั้นคือดีมาก มันเป็นการเดินทางของการทํางาน คร่าวๆ คือเวิร์คช็อปหลักหน้าตาประมาณนี้

หน่อไม้: ต่อไปกับบุ๊คโซน จาก Hard Cover หนังสือเฉพาะทางที่เค้ามีหนังสือศิลปะที่น่าสนใจหลากหลาย

ผ้าป่าน: เป็นร้านหนังสือที่เราเข้าทีไรเสียเงินทุกที อันนี้ก็ส่วนตัวอีกละ นี่อยากเสียตังค์เองไง ไม่ๆ คือในจุดนึงหนังสือเป็นต้นกําเนิดความคิด เราเรียนรู้กระบวนการ เราเรียนรู้งานต่างๆ จากหนังสือ อันนี้เราไม่รู้ว่าคนอื่นเป็นยังไง แต่เราเรียนรู้เรื่องภาพถ่ายจากการดูหนังสือภาพไง เราเลยคิดไปว่าจริงๆ แล้วหนังสือเป็นสิ่งที่ทําให้คนไปได้ไกลขึ้น เพราะฉะนั้นจะไม่เอาสิ่งนี้เข้าไปอยู่ในงาน Art Ground ก็คงเป็นไปไม่ได้เปล่า

หน่อไม้: ไปต่อที่ดนตรี ทําไมถึงอยากมีดนตรีในงานนี้

ผ้าป่าน: แรกสุดเลยคิดว่าถ้าบรรยากาศมันสนุก มันผ่อนคลายคนก็จะเปิดใจแล้วจูนกับศิลปินได้ง่าย เกี่ยวป่ะวะ (หัวเราะ…)

หน่อไม้: ดนตรีก็คืองานศิลปะชิ้นนึงแหละ เวทีเป็นผ้าใบของเค้า ศิลปินสร้างผลงานศิลปะ ซึ่งชิ้นงานของเค้าคือเพลง จากปกติเราเสพด้วยตา ก็เปลี่ยนเป็นใช้หูฟังงานศิลปะแทน

ผ้าป่าน: เพราะจริงๆ แล้วทุกคนคือศิลปิน แต่อยู่ที่ว่าเค้าจะแสดงออกมาในสื่อแบบไหน

หน่อไม้: ใช่ๆ เราเลยชอบ รู้สึกว่างานนี้มันค่อนข้างที่จะครบและหลากหลาย

ผ้าป่าน: ซึ่งอันนี้เราก็เลยไปคุยกับพี่อ้น พี่อ้นเป็นใคร… นั่นดิพี่อ้นเป็นใครวะ

หน่อไม้: พี่อ้น (อิงกาญจน์ ผลโพธิ์) เป็นคนทําดนตรีที่เรารู้สึกว่า คือเค้าเป็นคนที่ใส่ใจกับเรื่องการคิดคอนแทนต์และซีเคว้นท์ของศิลปิน เรารู้จักพี่อ้นมานานจากที่พี่เค้าไปจัดงาน Part ที่ร้าน Play Yard สิ่งหนึ่งที่เจ๋งคือเรารู้สึกว่าพอเค้าชอบมันแล้ว เค้าสื่อสารออกมาอย่างเต็มที่ มันรู้สึกได้ว่าเค้าทํามันเพราะความชอบจริงๆ

ผ้าป่าน: ส่วนเราเป็นเพราะว่าเคยสัมภาษณ์พี่อ้นลง Jam Mag แล้วเราชอบมุมมองของเค้าที่มีต่อเพลง ตอนนั้นเค้าพูดถึงเรื่องสีของเพลง เวลาเค้าฟังเพลง เค้าจะ

รู้สึกได้ว่ามันเป็นสีอะไร อย่างการจัดเรียงซีเคว้นท์วงของเค้า มันก็คือการไล่เฉดสีที่เค้ารู้สึกจากเพลง เรารู้สึกเหยดดดดด! อันนี้แหละคือมุมมองของ Art Ground คือคุณไม่ได้หยุดอยู่แค่ประสาทสัมผัสอย่างเดียว แต่คุณเอามาผสมรวมกัน นี่แหละคือศิลปะ

หน่อไม้: ไอเดียของพี่อ้นคือจะเชิญวงดนตรีที่คลุกคลีกับวงการศิลปะ และวงการออกแบบอยู่แล้ว อย่างเช่นบางวงนักร้องเป็นกราฟิกดีไซเนอร์ คือรอติดตามไลน์อัพในเพจ The Jam Factory Magazine กันได้เลยว่าวงที่จะมาเป็นใครบ้าง ซึ่งบางวงอาจจะไม่เคยได้ยินชื่อเลยก็ได้ หรือบางวงคุณอาจจะไม่รู้ว่าเค้าคือศิลปินที่ทํางานศิลปะอยู่แล้วถึงมาทําเพลง รอติดตามกัน

ผ้าป่าน: นี่ก็รอไลน์อัพอยู่เหมือนกัน ตื่นเต้นไปด้วย รูปแบบหน้าตางานก็จะประมาณนี้ ทั้ง 3 วันก็จะมีความแตกต่างกันไป อย่างศิลปินบางคนก็อยากทําไลฟ์เพ้นท์ติ้ง… พี่โลเลน่ารักเสมอ ใครอยากเห็นศิลปินพ่นสเปรย์ก็มาดูกันนะฮะ

หน่อไม้: ก็รอดูโชว์กันได้เลย รายละเอียดต่างๆ จะเริ่มอัพเดทในเพจแล้ว สุดท้ายเราอยากฝากให้คนลองเปิดใจรับฟังคําว่าศิลปะในปัจจุบัน

ผ้าป่าน: ในปัจจุบันคนก็เปิดใจนะ

หน่อไม้: แต่ก็ยังมีภาพจําของคําว่า “ศิลปะ” อยู่ จริงๆ ศิลปะอาจจะเป็นสิ่งที่ง่ายกว่าที่คุณเข้าใจ ไม่จําเป็นว่าศิลปะทุกแขนงต้องลึก ต้องซีเรียส ต้องการเมืองมันมีศิลปะตั้งหลายประเภท แค่ออกมาแล้วคุณร้องเพลง คุณมีความสุข คุณสนุก คุณยิ้ม จริงๆ ศิลปินเค้าอาจจะแค่อยากส่งความสุขให้คุณก็ได้ มันคงจะไม่ใช่แบบ Art Fair ที่ปารีส เวนิส อิตาลี หรือที่อื่น ที่นี่มันกรุงเทพฯ ไง เป็นคลองสาน เป็นแจม เป็น Art Ground ลองดูดีกว่า อยากให้ลองมาแล้วเดินแค่นั้นเอง

ผ้าป่าน: เราเห็นด้วยกับที่หน่อไม้พูด บางครั้งศิลปะเป็นแค่สิ่งที่เราแสดงออกซึ่งอารมณ์ และตัวตนของตัวเอง มันไม่ได้เรียกร้องหาเหตุผลมารองรับด้วยซ้ำมนุษย์เราเนี่ยแหละที่พยายามหาเหตุผลมาเพื่อให้ค่ากับมัน ซึ่งความจริงคือถ้าคุณดูแล้วแฮปปี้ เบิกบาน หรือตกตะกอนบางอย่างไปในแบบของตัวเอง เราว่าศิลปะมันก็ทํางานลุล่วงของมันไปแล้ว สุดท้ายขอฝากถึงงาน Art Ground ที่กําลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 1-3 เมษายนนี้ อยากให้ทุกคนมาสนุกกับงานศิลปะด้วยกัน ไม่ต้องแต่งตัวดูชิค หรืออาร์ตคูลอะไร มาเดินกันอย่างบ้านๆ กับตลาดงานศิลปะที่จริงใจ ที่พวกเราตั้งใจทํากันจริงๆ

JAM08 poster.jpg

เพราะเชื่อว่าสถาปัตยกรรมไม่ใช่แค่การออกแบบสิ่งก่อสร้าง แต่ยังหมายรวมไปถึงการออกแบบชีวิต สุภัทรชัย เชื่อธรรมสอน หรือที่รู้จักกันในนามของหน่อไม้ หนุ่มไฟแรงที่หลังจากจบการศึกษาจากคณะสถาปัตย์จากรั้วศิลปากรก็เบนเข็มไปสู่การทํางานสายอื่น ไม่ว่าจะเป็นการทํางานในสตูดิโอออกแบบชื่อดังอย่าง Anon Pairot Design Studio หรือการเป็นเจ้าของโปรเจกต์และผู้จัดงาน Plutonians นิทรรศการศิลปะ และการแสดงดนตรีเพื่อรําลึกถึงดวงดาวที่ถูกลืมซึ่งถูกพูดถึงเป็นอย่างมากเมื่อปีที่แล้วและล่าสุดกับตลาดขายงานศิลปะ Art Ground ที่ส่งเสริมศิลปินหน้าใหม่ ที่หน่อไม้ได้มีโอกาสเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของทีมจัดงานกับ The Jam Factory Magazine ในเดือนเมษายนนี้

 

Writer : Mintra Ruengsakvichit
Special Thanks : Supattharachai Chuetamasorn
Illustrator : Piyanoot Akkarathammaku

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s