บทความต่อไปนี้ เป็นส่วนหนึ่งของบันทึกการเดินทางไปเที่ยวประเทศเคนยา ที่เกิดขึ้นจากการชวนกันแบบเร็วๆ ของรุ่นพี่ ที่เพิ่งนั่งดูการ์ตูนเรื่องดัง “The Lion King” จบหมาดๆ เสียงโทรศัพท์มือถือดังขึ้นตอนหัวค่ำของวันหนึ่งระหว่างที่เรากำลังแบกเป้ โดดขึ้นรถตู้ล่องสู่แดนอีสาน

“ไปเที่ยวเคนยากัน” เสียงตามสายเป็นประโยคคำาชวนสั้นๆ ความหมายชัดเจนด้วยฤทธิ์อาการเสพติดการท่องเที่ยวกำาเริบเมื่อถึงสิ้นปี เราตอบไปทันที สั้นกว่าว่า “โอเค” จบบทสนทนาไปอย่างสั้นที่สุด ไร้ซึ่งรายละเอียดการเดินทางใดๆ และถือเป็นจุดเริ่มต้นการเดินทางไปเที่ยวเคนยา ทริปนี้ของพวกเราอย่างเป็นทางการก่อนไปทำวีซ่าเข้าประเทศเคนยา ทางสถานทูตกำหนดให้นักเดินทางทุกคนไปฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้เหลืองไว้ด้วย เราเองก็แอบมีพารานอยด์นิดหน่อย เรื่องไข้อีโบล่าจึงได้ทำาการเช็คซะยกใหญ่ ผลคือประเทศเคนยาปลอดภัยจากเชื้ออีโบล่าร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะประเทศเคนยาตั้งอยู่ไกลสุดไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปแอฟริกา ซึ่งอยู่ห่างจากจุดที่เกิดการระบาดของโรคที่มีศูนย์กลางอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือที่ไกลออกไปมาก ไกลกว่าแถบประเทศยุโรปตอนใต้ซะอีก เรียกว่าไปสเปนยังจะเสี่ยงกว่าไปเคนยาด้วยซ้ำเช็คทุกอย่างแล้วปลอดภัยดี ใช้เวลาทำาวีซ่า 1 อาทิตย์ก็เสร็จเรียบร้อย ว่าแล้วก็เก็บกระเป๋า กล้องพร้อม สมุดบันทึกพร้อม เตรียมออกเดินทางมุ่งสู่อุทยานแห่งชาติมาไซมาระ (Maasai Mara National Reserve) อุทยานแห่งการขับรถท่องซาฟารีชมสัตว์ป่าอันเลื่องชื่อของประเทศเคนยาทันที

L1004121.jpg

เราพร้อมกันที่สนามบินสุวรรณภูมิเพื่อขึ้นเครื่องที่จะออกเดินทางไปยังกรุงไนโรบี เมืองหลวงของประเทศเคนยาเวลาเที่ยงคืน เราเดินทางด้วยสายการบินเคนยา แอร์เวยส์ บินตรงจากกรุงเทพฯ ใช้เวลา 8 ชั่วโมง 40 นาที ชั้นประหยัด นอนอึดๆ อัดๆ หลับๆ ตื่นๆ แล้วก็เดินทางมาถึงกรุงไนโรบี เมืองหลวงของประเทศเคนยาในเช้าวันรุ่งขึ้น เมื่อลงจากเครื่องก็มีคนของการท่องเที่ยวที่เราจองแพ็คเกจมารับที่สนามบิน Jomo Kenyatta International Airport ซึ่งจากสนามบินนี้ เราต้องนั่งรถไปต่อเครื่องกันอีกที่สนามบิน Wilson Airport เพื่อไปลงที่อุทยานมาไซมาระ ระยะทางจากสองสนามบินไม่ได้ไกลกันมาก แต่ใช้เวลาเดินทางนานพอสมควรเพราะรถในกรุงไนโรบีเวลาเช้าๆ อย่างนี้ ติดไม่แพ้ในกรุงเทพฯ สนามบินวิลสันไม่ได้มีลักษณะเหมือนสนามบินเท่าไหร่นักไม่มีงวงช้าง ไม่มี Gate ให้ขึ้นเครื่อง เป็นแค่ลานจอดเครื่องบินเจ็ทขนาดเล็กที่มีเครื่องบินเล็กจอดเต็มไปหมด ระหว่างรอเรานั่งมองนักบินฝรั่งอาวุโส ดูเก๋าๆ เดินโจ๋ๆ หัวเราะเมาๆ คนหนึ่งยืนรอรับนักท่องเที่ยวสองคนขึ้นเครื่องบินเล็กที่ดูเก่าและเก๋าไม่น้อยไปกว่าตัวนักบิน เห็นแล้วนึกสวดมนต์ในใจแทนพี่นักท่องเที่ยวสองคนนั้น… แล้วก็มาถึงคราวทีมเราขึ้นเครื่อง ซึ่งเป็นเครื่องบินเจ็ทใบพัดใหญ่ขึ้นมาหน่อย จุผู้โดยสารได้ประมาณ 12 ที่นั่ง ใช้เวลาบินประมาณ 45 นาที ก็ถึงอุทยานมาไซมาระจุดหมายของเราเมื่อเครื่องบินลงจอดที่ Airstrip สุดท้ายของที่พักเรา ชื่อ Fig Tree Camp คนที่มารอรับเราและจะเป็นคนขับรถพาเราท่องซาฟารีตลอดทริปนี้ชื่อพี่แซมมี่…“Jambo” (พี่แซมมี่ทักเราเป็นภาษาสวาฮิลีที่แปลว่า Hello) พี่แซมมี่อายุประมาณ 40 ปี เป็นชาวท้องถิ่นผิวสี แต่งตัวแบบเจ้าหน้าที่ซาฟารีสีเขียวเข้มพูดภาษาอังกฤษแบบช้าๆ ติดสำเนียงถิ่น ก่อนขึ้นรถเราจ่ายเงินค่าเข้าอุทยานเป็นเงินคนละ USD280 (ประมาณเก้าพันกว่าบาท สำหรับการมาพัก 4 คืน) รถที่พี่แซมมี่ขับมารับเราเป็นรถ Land Cruiser สีเขียวเข้ม ถอดหน้าต่างถอดหลังคาออก วิ่งมันส์สุดๆ ออกจากจุดลงเครื่องบิน เราก็เริ่ม Game Drive*เกมส์แรกกันเลย (*Game Drive หมายถึงการขับรถชมสัตว์ป่า) อากาศในเดือนธันวาคมที่มาไซมาระนี้เย็นกำลังสบายอยู่ที่ประมาณ 17-18 องศา ระหว่างทางเราเจอฝูงม้าลายระยะประชิดจำานวนมาก หมูป่า (Warthogs) กวาง Wildebeest กวาง Impala ฝูงนกแร้ง (Vultures) ที่กำลังปาร์ตี้รุมกินซากกวางกันอยู่เหมือนในสารคดี และนกป่าอีกมากมาย เริ่มต้นก็ตื่นตาตื่นใจขนาดนี้แล้ว!! เพียงครึ่งชั่วโมงเราก็เดินทางมาถึงที่พักของเรา เราเช็คอินแล้วไปเก็บของ ห้องพักมีลักษณะเป็นเต็นท์แคนวาสอย่างหนาขนาดใหญ่แบบจุเตียงได้สามเตียงสบายๆ มีตู้เสื้อผ้ามีห้องน้ำอย่างที่โรงแรมทั่วไปพึงจะมี

แต่ไม่มีพร็อพคนเมืองอย่างทีวี ตู้เย็น โทรศัพท์ ซึ่งเราเองก็เห็นเหมาะเห็นควรแล้วว่า ถูกต้องแล้วมาเที่ยวป่าแบบนี้ จะมีไปทำไมกันทีวี..เราเก็บของเสร็จแล้วก็ออกมาทานอาหารกลางวันที่ห้องอาหารของโรงแรมก่อนจะออกไป Game Drive ช่วงบ่ายกันต่อ คราวนี้เรามีนาวิเกเตอร์ร่วมเดินทางด้วยอีกคนชื่อโทมัส ซึ่งเป็นชาวเผ่ามาไซขนานแท้ แต่งตัวแบบมาไซด้วยผ้าสีแดงสดลายตาราง ห่อทับชุดแบบผ้าถุงสั้นเท่าเข่าด้านในอีกที เราใช้เวลากับเกมส์ช่วงเย็นนี้ประมาณสองชั่วโมง ได้เจอกับเสือชีตาห์แม่ลูกอ่อนชื่อดังของมาไซ ชื่อว่า “มาไลก้า” (Malaika เป็นภาษาสวาฮิลี แปลว่า ‘นางฟ้า’) ที่ได้ชื่อแบบนี้ เพราะมาไลก้าเป็นเสือใจดีเป็นมิตรกับนักท่องเที่ยว ซึ่งถ้าใครเคยเข้า Google แล้วเสิร์ชหาภาพสัตว์ป่าในเคนยา คุณคงเคยได้เห็นภาพชื่อดังที่เสือชีตาห์กระโดดขึ้นมายิ้มโชว์ฟันขาวกับนักท่องเที่ยวบนหลังคารถจี๊ปอยู่บ้าง นั่นแหละคือภาพของมาไลก้านางนี้นั่นเอง ดังนั้นการที่เราได้มาเจอมาไลก้าในระยะใกล้ๆ แบบนี้ เรารู้สึกตื่นเต้นเหมือนได้มาเจอดารายังไงยังงั้น

L1003738.jpg

นอกจากมาไลก้าแล้วเราก็ยังได้เจอสัตว์ป่ากลุ่มเดียวกับที่เราเจอเมื่อเช้า คือม้าลาย กวางต่างๆ นาๆ ควายป่า หมูป่า หมาใน ลิงบาบูน ซึ่งต่อไปนี้จะขอเรียกสัตว์กลุ่มนี้ว่ากลุ่ม mass เพราะมีจำานวนเยอะมากมายเต็มไปหมด ดาษดื่นตื่นตาซะเหลือเกินจริงๆ ที่อุทยานมาไซมาระนี้ทัศนวิสัยกว่า 10 กว่ากิโลเมตรรอบตัวเราจะเป็นทุ่งหญ้ากว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา มีภูเขาสูงอยู่เป็นฉากหลังไกลลิบๆ ซึ่งเป็นขอบเขตดินแดนประเทศเคนยาต่อกับเซเรนเกติ ปาร์ค (Serrengeti Park) ในประเทศแทนซาเนีย ซึ่งสเปซอันกว้างใหญ่ไพศาลของท้องฟ้าและทุ่งหญ้าที่เห็นตรงหน้านี้ ทำให้คนเมืองอย่างเรานั่งมองเพลินปากหวอได้ตลอดทางเพราะในชีวิตประจำวันของคนเมืองหลวงอย่างเราๆ นี่ มันไม่มีโอกาสได้เห็นท้องฟ้าสีฟ้าสดขนาดใหญ่แบบนี้เลย มีลมเย็นพัดเฉียดหน้าไปมาแบบไม่มีอะไรขวางกั้นนี่มันช่างสุขใจดีจริงๆ กลับจาก Game Drive วันแรก เป็นการออกไปสำรวจตลาดที่เพลิดเพลินมาก เรากลับมาทานอาหารเย็นที่โรงแรม กลับห้องอาบน้ำ อาบท่า เข้านอนแบบอมยิ้ม เตรียมพร้อมสำหรับมาไซมาระวันรุ่งขึ้น

“ตุ้บ.. ตุ้บ.. ตุ้บ..”

“Jambooo… Good Morninggggg”

“Wake up pleaseeeee”

เสียงพนักงานโรงแรมลากเสียงยาวๆ กับ Wake Up Call แบบฉบับ Manual ของพวกเค้าพร้อมกับเอากำปั้นทุบบนผนังผ้าใบของห้องพักเป็นจังหวะสามทีดังขึ้นเวลาตีห้าสิบห้านาที เราใช้เวลาเปลี่ยนชุด ล้างหน้าแปรงฟันแบบสปีดสายฟ้าแล่บเร็วที่สุดเท่าที่ชีวิตลูกผู้หญิงคนนึงจะทำได้ แล้วมายืนพร้อมออกเดินทางที่ล็อบบี้ ดื่มชาร้อนเคนยารสเข้มซะก่อน แล้ววันใหม่ในมาไซมาระก็เริ่มต้นอย่างเป็นทางการ ซึ่งเป็นวันที่เรารอคอยเป็นพิเศษเพราะจะได้ขึ้นบอลลูนเป็นครั้งแรกในชีวิต เรามาถึงจุดที่จะขึ้นบอลลูนเวลาประมาณเกือบหกโมงเช้า ที่ต้องรีบมาให้เช้าเพราะจะได้ทันเห็นพระอาทิตย์ขึ้นจากบนบอลลูน กัปตันที่จะพาเราขึ้นบอลลูนในวันนี้ชื่อกัปตันเรย์เป็นชาวแคนาเดียนเช้าวันนี้มีนักท่องเที่ยวที่ขึ้นบอลลูนทั้งหมด 5 คน ทีมเราสาม และสามีภรรยาชาวนิวซีแลนด์อีกสอง ซึ่งจะทำให้บอลลูนของเรามีน้ำหนักเบาเกินไป เลยต้องมีชาวพื้นเมืองมาไซมาทำตัวเป็น Human Sandbag ขึ้นบอลลูนเพื่อเพิ่มน้ำหนักกับเราด้วยอีกหกคน..“ฟู่… ฟู่…” เสียงกัปตันเรย์พ่นไฟเข้าไปในบอลลูนเป็นระยะๆ จนกระทั่งบอลลูนเริ่มพองลมและตั้งตรงขึ้น กัปตันบอกให้เราทั้งหมดปีนเข้าไปในกระเช้าจากนั้นกัปตันก็พ่นไฟเข้าไปอีก จนในที่สุดบอลลูนและพวกเราทั้งหมดที่ปีนเข้ามานั่งตื่นเต้นอยู่ในกระเช้า ค่อยๆ ลอยสูงขึ้นจากพื้นโลกทีละนิด ทีละนิด…รู้ตัวอีกที เราก็กำลังลอยอยู่เหนือทุ่งหญ้าสะวันนาของอุทยานมาไซมาระแล้วมองลงมาด้านล่าง อุทยานแห่งนี้กว้างใหญ่ไพศาลปกคลุมไปด้วยทุ่งหญ้าและมีพุ่มไม้เตี้ยๆ กระจายอยู่ทั่วไป มีต้นไม้สูงแบบที่เห็นในการ์ตูน Lion King ขึ้นเดี่ยวๆ ห่างๆ กระจายกันออกไป พื้นที่โดยรวมเป็นทุ่งหญ้าราบ สุดปลายสายตาเป็นทิวเขาเหลื่อมซ้อนกันเป็นแนวอยู่ไกลๆ อากาศตอนนั้นเย็นพอมีความสุขที่ประมาณ 15 – 16 องศา ด้านล่างมีสัตว์ป่าตื่นเช้าวิ่งไล่กันไปเป็นฝูงๆ…พระอาทิตย์กำลังค่อยๆ ขึ้นแล้ว ท้องฟ้าเป็นสีชมพู เมฆหมอกล่องลอยทับซ้อนกันไปไม่รู้กี่ชั้น เกิดสียามเช้าแย่งกันลอดกลุ่มเมฆออกมาเป็นลำแสงไม่รู้กี่เฉดสี…ใจก็พลันสั่งนิ้วให้หยุดกดชัตเตอร์ เลิกมองพระอาทิตย์ผ่าน View Finder แล้วลดกล้องลง.. บันทึกทุกอย่างด้วยสายตากับสมองอันปลอดโปร่งแทน… อะไรจะสวยขนาดนี้ (เรานึกในใจ)

L1004127.jpg

พระอาทิตย์ขึ้นจนฟ้าเริ่มสว่างเปลี่ยนจากสีชมพูเป็นสีส้มอ่อนๆ ภาพที่เห็นตรงหน้า สวยเหมือนภาพถ่าย screen saver บนจอคอมพิวเตอร์ที่เห็นจนชินตาตั้งแต่เด็ก ลมเย็นพัดมาเบาๆ มีบอลลูนเจ้าอื่นสีสดใสลอยอยู่ไกลๆ สองลูก ต่ำลงมาจากบอลลูนที่ทุ่งหญ้าตัดกับขอบฟ้าเป็นเส้นตรงกริบ มีสัตว์ป่าสี่ขากำลังเดินหาอาหารกันเป็นฝูง ยืนย้อนแสงเห็นเป็นรูปทรงสัตว์ต่างๆ ชัดเจน ทั้งแบบมีเขา ไม่มีเขา มีงวง คอยาว นี่ต่อให้ไม่ต้องเจอเรื่องราวตื่นเต้นอะไรเลย หัวใจก็พองกว่าลูกบอลลูนของกัปตันเรย์ที่กำลังลอยอยู่ในตอนนี้ซะอีก เราลอยอยู่สูงจากพื้นน่าจะประมาณ 10 เมตรได้ เราเห็นฝูงช้างป่าจำนวนมากที่เมื่อบอลลูนลอยเข้าไปใกล้ ช้างป่าผู้ใหญ่ก็ล้อมวงเข้ามาพิทักษ์ช้างน้อยตัวเล็กที่อยู่ตรงกลางฝูงทันที นี่นับว่าเป็นสัญชาตญาณที่น่าประทับใจของช้างที่จะคอยปกป้องลูกน้อยของตัวเองอย่างสุดชีวิต แต่ละตัวมองจ้องมาที่บอลลูนทำาหน้าโหดใส่ ถ้าลงไปเดินเล่นข้างล่างตอนนี้มีหวังโดนเหยียบแบนแน่นอน… เราลอยไปลอยมาเคลิบเคลิ้มเพลินอารมณ์อยู่ในบอลลูนได้ประมาณเกือบชั่วโมงก็ได้เวลาลงจอด การบังคับบอลลูนกัปตันเรย์บอกว่าเราไม่สามารถบังคับให้เลี้ยวซ้ายเลี้ยวขวาได้ ทำได้แค่ให้ลอยสูงขึ้น ต่ำลง หรือหมุนรอบตัวเองเท่านั้น ที่เหลือก็แล้วแต่กระแสลมจะพาไป ดังนั้นพวกทีมที่ทำการเก็บบอลลูนจะต้องขับรถตามไป กะทิศทางลมกันให้ดีแล้วไปเจอกันในป่านู่น วิธีการลงของบอลลูนก็อาจจะไม่ราบเรียบนัก ขึ้นอยู่กับกระแสลม

L1004560.jpg

และฝีมือของกัปตัน ท่าลงของพวกเราคือต้องนั่งลงมาที่ด้านล่างที่ทำเป็นเบาะนั่งไว้ หัวจะต้องไม่เลยกระเช้าออกมา แล้วก็ ตึ้บ!!! …ตึ้บ… ตึ้บ ตึ้บ ตึ้บ…ตึ้บ… ตึ้บ… ตึ้บ… เสียงบอลลูนกระแทกลงบนพื้นโลกเป็นจังหวะ จนกระทั่งหยุดสนิท เราค่อยๆ ปีนออกมาทีละคน เพื่อนเราชมว่ากัปตันเรย์ลงได้นิ่มมาก เพราะเคยขึ้นบอลลูนแล้วตอนลงถึงกับมีคนกระเด็นออกมานอกกระเช้าเลยทีเดียว… โอว ขอบคุณพระเจ้า จากจุดที่ลงบอลลูน เรานั่งรถต่อไปอีกหน่อยเพื่อไปทานอาหารเช้ากันกลางทุ่งซาฟารี ซึ่งทางทีมได้มีการเซ็ทเอาไว้แล้วอย่างน่ารัก มี Breakfast Station ที่ทำาอาหารประเภทไข่ทอดกับไส้กรอกร้อนๆ เสิร์ฟให้เราด้วย ก่อนจะทานอาหาร ก็มีการชนแชมเปญกันเล็กน้อยพอเป็นพิธี เราโพสต์รูปขึ้นอินสตาแกรมหลายคนเข้ามาคอมเมนท์ว่า โอ้โหย หรูหรา ชีวิตดีซะเหลือเกิน ขออธิบายในบทความนี้เลยว่า เอาจริงๆ แล้ว ไอ้การจัดสถานที่ หรืออาหารที่เค้าเอามาเสิร์ฟเราก็ไม่ได้หรูหราอะไรหรอก โต๊ะก็โต๊ะธรรมดา เก้าอี้พลาสติก ปูผ้าง่ายๆ นี่แหละ แต่สิ่งที่ทำให้ Breakfast Setting เช้าวันนี้ดีงามกว่าวันอื่นๆ ก็เห็นจะเป็นละติจูด ณ นาทีนี้ ในตำแหน่งนี้ของโลกมากกว่าสเปซกว้างใหญ่ไร้ขอบเขตของธรรมชาตินี่ล่ะ คือ luxury ของแท้ของเราเลย ก็อะไรจะยิ่งใหญ่ไปกว่าธรรมชาติอีกล่ะ ดังนั้นที่เพื่อนคอมเมนท์รูปมาว่าหรูเริ่ดซะเหลือเกินนั้นก็ออกจะเกินจริงซักหน่อย แต่ที่บอกว่าชีวิตดีน่ะ ใช่เลย คนเราทำงานกันหนักๆ ก็เพื่อให้รางวัลตัวเองแบบนี้ไม่ใช่หรือ เวลานี้นะ ต่อให้ป้า Karl Lagerfeld แห่งแบรนด์ระดับโลกอย่าง Chanel มายืนอยู่ที่นี่ ยังจะดูตัวเล็กไปเลย ให้ตายเหอะ…(ขอโทษที่พาดพิง) เราใช้เวลาอยู่ในอุทยานมาไซมาระต่ออีก 4 วัน 3 คืน ออกไปนั่งรถเที่ยวชมสัตว์ป่าทุกวัน จนได้เจอสัตว์ป่ากลุ่ม Big Five อันยิ่งใหญ่ของทวีปแอฟริกาจนครบทั้งหมดรวมทั้งเสือดาวที่ขึ้นชื่อว่าหายากหาเย็นที่สุดนั้นเราก็ได้เจอแล้วที่มาไซมาระแห่งนี้ ถึงแม้กิจกรรมที่เราทำาจะซ้ำกันทุกวัน แต่กลับไม่มีนาทีอันน่าเบื่อเลยแม้แต่นิดเดียวเพราะความสวยงามของธรรมชาติและผู้คนที่ได้พบระหว่างทาง มันช่างมีสีสันเฉพาะตัว ก่อให้เกิดเป็นเรื่องราวอันประทับใจตื่นเต้นน่าจดจำได้อยู่เสมอหากใครได้เข้าไป Google เพื่ออ่านเรื่องของมาไซมาระ จะเห็นว่าอุทยานมาไซมาระ ตั้งอยู่ในเขตการปกครองที่เขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า Narok County ซึ่งถ้าคุณอ่านออกเสียงมาเป็นภาษาไทย คุณจะอ่านว่าอะไร… ‘นรก’ ใช่ค่ะ คุณอ่านถูกต้องแล้ว.. นรกนี่แหละค่ะ แต่นรกที่เคนยานี่มีพระอาทิตย์ขึ้นที่สวยงามมากนะ มีอากาศดีสะอาดปลอดโปร่งที่สุดด้วยนะ มีสัตว์ป่าใช้ชีวิตตามธรรมชาติกันอย่างอุดมสมบูรณ์มากด้วย มีชาวเผ่ามาไซผิวดำคมเข้มในชุดแดงสวยงามที่สุดด้วย ทั้งหมดเกิดขึ้นในนรกที่เคนยา แหม… นี่ถ้ารู้ว่านรกมันสวยงามและบริสุทธิ์ผุดผ่องขนาดนี้ ให้เรามาตกนรกที่ประเทศเคนยานานกว่านี้อีกหน่อย.. เราก็โอเคนะ..

l1004263

Writer / Photographer : Chomchada Kuldiloke

 

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s