02-king-bhumibol-adulyadej-01

ทุกครั้งที่ผมบอกคนว่าผมโตที่อังกฤษ ทันทีคนจะมองผมด้วยมุมมองอีกแบบ มันเห็นได้ในสายตาและน้ำเสียง จะว่ามันเป็นคลีเชน้ำเน่าก็ว่าได้ ว่าคนที่ไปโตนอกจะได้รับการยอมรับในระดับนึงโดยที่เขาไม่ต้องพยายามอะไร – ผมไม่ได้โตที่เมืองไทย เพราะฉะนั้นผมจึงไม่ได้มีโอกาสสัมผัสวัฒนธรรมต่างๆ ที่คนไทยได้ทำกัน หนึ่งในนั้นก็คือการโตมากับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แน่นอนว่าผมรู้เรื่องราวของท่าน แต่ผมมาสัมผัสความสำคัญของท่านก็ตอนที่ผมกลับมาอยู่ที่เมืองไทยแล้ว ต้องสารภาพว่าตอนแรกก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก เหมือนค่อยๆ เรียนรู้ผ่านวัฒนธรรมที่นี่ไป เช่น การที่ต้องยืนก่อนดูหนัง หรือรูปของเขาที่อยู่ในทุกที่ ทุกบ้าน ในที่ทำงาน โรงเรียน ในแท๊กซี่ บนรถเมล์ หลายครั้งที่ผมเห็นภาพฟุตเตจที่ท่านออกเดินทางไปริเริ่มและประสานโครงการต่างๆ เพื่อพัฒนาประเทศในชนบทที่ห่างไกล ในสถานที่เหล่านั้นก็ได้รับการเปลี่ยนแปลง แก้ไข และพัฒนาจริงๆ แต่พอเราย้อนกลับมาดูสภาพบ้านเมือง (โดยเฉพาะในเมืองหลวง) ของเราทุกวันนี้ มันก็ยังเป็นเหมือนเดิม ผมคงไม่ต้องเขียนบรรยายเป็นข้อๆ ให้เปลืองหน้ากระดาษ เพราะเราทุกคนรู้กันดีว่าความพังของเมืองและประเทศนี้มันอยู่ที่ไหนบ้าง

เริ่มแรกคือ ..ยังไม่ต้องไปด่ารัฐบาลนะ ลองเริ่มที่ประชาชนอย่างเราๆ นี่แหละ เราเองเป็นส่วนหนึ่งหรือเปล่าที่ส่งเสริมให้บ้านเมืองเป็นอย่างนี้ด้วย ‘ความมักง่าย’ ของเรา เราคนไทยมีนิสัยคล้ายๆ กัน คือไม่ค่อยจะยอมทำอะไรให้มันถูกต้อง เราต้องลัดและหาทางอ้อม ไม่รู้ว่ามันฝังอยู่ในดีเอ็นเอเราหรือเปล่า หรือการศึกษามันไม่ได้ช่วยอะไรจริงๆ? ผมว่ามันไม่เกี่ยวกับชนชั้น ทุกชั้นนั้นมีความชำนาญเชี่ยวชาญในปรัชญาเซฟแอส การท่องเพลงเด็กเอ๋ยเด็กดีในวัยเด็กเหมือนไม่ได้ส่งผลอะไรกับเราเมื่ออายุมากขึ้น หรือโลกแห่งความเป็นจริงมันทำให้เราโตขึ้นมาเป็นผู้ใหญ่ที่ต้องดำรงชีวิตด้วยผลประโยชน์ไม่ใช่จรรยาบรรณ แม้ว่าปัญหามันจะอยู่ใกล้ตัวเราขนาดไหน เราต่างก็ไม่ลงมือทำ ไม่พูด ไม่แสดงออก มักรอคนอื่นเสี่ยงตัวออกไปแล้วพอเขาได้ดีก็ค่อยไปโหนตามเขา ตามเทรนด์ แต่ถ้าไอ้คนนั้นมันพลาดก็นะ คงพากันด่ามันยับ หรือบางคนรู้ว่ามันผิดก็ยังหาข้ออ้างโบ้ยไปมาว่าใครๆ เขาก็ทำ พอโดนจับได้ก็อ้างว่ารู้เท่าไม่ถึงการณ์ เอะอะร้องไห้แถลงข่าวเคล้าน้ำตา เอะอะบวช เอะอะลืม… แต่ทำไมมันถึงเป็นเยี่ยงนี้ล่ะครับ?

ในเมื่อเรามีไอดอลที่เป็นตัวอย่างในการ “ลงมือทำ” เราบูชาท่าน แขวนรูปท่านทุกที่ หรือรูปภาพเป็นเพียงแค่สัญลักษณ์ หรือเราคนไทยทำไปเพียงเพราะเป็นประเพณี คือทำส่งๆ แต่ไม่รู้ความหมายว่าเพื่ออะไร เรามักจะปลาบปลื้มภูมิใจเสนอในหลวงของเรา แต่เราก็ไม่เคยปฏิบัติตนให้เชื่อมโยงกับคอนเซ็ปที่ท่านพยายามสื่อสาร การบอกว่า “รัก” กับการแสดงความรักมันต่างกันเยอะ คือเราเอาแต่พูดว่ารักแต่ก็ไม่เห็นจะทำอะไรกันเพื่อแสดงความรักนั้น การใส่เสื้อสีเหลืองกับริสแบนด์รักพ่อยืนโบกธงมันไม่ทำให้ประเทศพัฒนาไปข้างหน้า ลองจินตนาการดูสิครับ ถ้าเรารักในหลวงจริงๆ แล้วปฎิบัติกันคนละไม้คนละมือ ไม่ต้องรอโครงการพิเศษ ไม่ต้องรอให้น้ำท่วม เพียงแค่ทำในส่วนของเรา ในสิ่งที่เราถนัด ในส่วนที่เรามีความเชื่อ อย่างที่พี่ตูนบอดี้แสลมออกมาวิ่งเพื่อมอบเงินให้กับโรงพยาบาล ผู้ชายคนเดียวรวบรวมให้คนทั้งประเทศบริจาคเงิน 63 ล้านบาทได้ ในเวลาเพียงสิบวัน ด้วยนามของความดี โนกิมมิค เขาเอาใจไปแลกล้วนๆ มองอีกแบบคือการกระทำแบบนี้มันก็ไทยมากๆ ส่วนแรงบันดาลใจแบบนี้มาจากไหนนั้น เราก็คงไม่จำเป็นต้องบอกกล่าว…

ผมว่ามันก็ยากนะที่ต้องเกิดมาเป็นคนคนนึงที่ต้องแบกรับภาระอันยิ่งใหญ่ ยากที่ต้องเป็นแสงสว่างและยังต้องจัดการกับความทุกข์ของปวงประชา ซึ่งเท่าที่เห็นก็เป็น Life choice ของพระองค์ท่าน การที่ต้องเป็นพ่อ ที่ไม่ใช่สำหรับบุตรแค่สี่คน แต่เป็นกับ 60 ล้านชีวิต ท่ามกลางความขัดแย้งของการเมืองและโลกทุนนิยม

ในประเทศที่กำลังก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่ได้มองดูว่ากำลังเหยียบย่ำอะไรอยู่บ้าง คอนเซ็ปเศรษฐกิจพอเพียงที่ประกาศออกอากาศ คั่นด้วยโฆษณารถ ครีมไวท์เทนนิ่ง รังนกคงกระพัน ไส้กรอกชีสและอกไก่นุ่มๆ ต่อด้วยรายการไลฟ์สไตล์หวือหวาของดารา มันไปด้วยกันอย่างไรผมก็ไม่รู้ ผมคิดว่าพระองค์ท่านพยายามเตือนสติเราตลอด คนที่เป็นพ่อแม่คงเข้าใจดี เราคง Retire จากการเป็นผู้ปกครองไม่ได้ เหมือนที่เราคงอดเป็นห่วงลูกไม่ได้ เราทุกคนตอนเป็นเด็กคงเคยคิดว่าโตขึ้นเราจะเป็นคนดี แต่ระหว่างทาง ความดีที่ว่านั้นกลายเป็นทำอะไรก็ได้เพื่อความอยู่รอด โอกาสและต้นทุนของแต่ละคนมันไม่เท่ากัน มีน้อยก็ต้องทำเยอะ มีเยอะก็ต้องทำให้เกิดผล วาสนานั้นไม่คอยใคร แต่มาตอนนี้ ผู้ปกครองเราท่านได้พักผ่อนจริงๆ แล้ว จากจุดนี้มันก็ถึงเวลาที่เราจะต้องรู้จักเติบโตและมองไปให้ไกลกว่าแค่ผลประโยชน์ของตน เพราะสุดท้ายแล้วความรักที่เราบอกว่าเรามีให้กับใครซักคนนั้น มันจะเป็นเพียงแค่อุดมการณ์ที่ไร้ความหมายหากเราไม่ลงมือทำอะไรบางอย่างเพื่อแสดงมันออกมา

และเมื่อมาถึงจุดนี้ อนาคตของประเทศไทยคือความรับผิดชอบของเราทุกคน

#TheJamFactoryMagazine
Issue 23 / Nov.-Dec. 2016
อัพเดทจุดวางหนังสือ: http://bit.ly/JamMagDistributionPoints
สมัครสมาชิก : http://bit.ly/JamMagSubscription
fb.com/thejamfactorymagazine/

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / Change )

Connecting to %s